ไทยปะทะกัมพูชา

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ทบ. ขอความร่วมมือ ปชช. ปลอดภัยชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเผย 3 แนวทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น การมอบสิ่งของเยี่ยมกำลังพลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบล่วงหน้า ห้ามเข้าพื้นที่หน่วยทหารแนวชายแดน และงดเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

จากสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงมีการปฏิบัติการทางทหารและการละเมิดมาตรการหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลัง การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การนำโดรนบินตรวจการณ์ รวมถึงการกระทำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กองทัพบกจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

กองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

3 แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน กองทัพบกจึงได้กำหนดแนวทาง 3 ข้อ ดังนี้

  1. การมอบสิ่งของและเยี่ยมกำลังพล: ผู้ที่มีความประสงค์จะมอบสิ่งของหรือเยี่ยมกำลังพล จะต้องประสานงานกับหน่วยที่รับผิดชอบล่วงหน้า และดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่หน่วยทหารกำหนดไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย
  2. การเดินทางเข้าพื้นที่ที่ตั้งหน่วยทหารตามแนวชายแดน: ไม่อนุญาตให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปประกอบกิจกรรมใด ๆ ในบริเวณแนวการวางกำลังของหน่วยทหาร หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ จะต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  3. การเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร: ขอความร่วมมือประชาชนและองค์กรต่าง ๆ งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายที่อาจบ่งชี้ถึงการปฏิบัติการทางทหาร เช่น แผนที่ที่แสดงการวางกำลัง ภูมิประเทศสำคัญในพื้นที่ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของหน่วยทหาร เพื่อรักษาความลับทางราชการและความปลอดภัยของกำลังพล

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างยิ่ง และการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประเทศชาติอีกด้วย

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน และร่วมมือกันป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพบกขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพบก ในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติตามมาตรการที่กองทัพบกขอความร่วมมือ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติของเรา มาร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ที่มา – ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

บ้านหนองหญ้าแก้ว-หนองจานตึงเครียด!


บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด มวลชนกัมพูชารวมตัวเพิ่ม ถือไม้กระบอง-ท่อนไม้ ขณะที่กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้ม จัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 13.10 น. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบว่ามวลชนกัมพูชาเข้ามาประชิดแนวลวดหนามของไทย

โดยมวลชนกัมพูชามีการรวมตัวอยู่บริเวณเพิงพักใกล้หลักเขต 46 บ้านหนองจาน ซึ่งมีรายงานระบุมาว่าวันที่ฝั่งกัมพูชาได้มีงานประเพณี “แซนโดนตา” จากนั้นจึงได้มีการเกณฑ์ชาวบ้านและเด็กจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่แนวชายแดน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ไทย

ทางฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองประจำแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มวลชนกัมพูชามาประชิดแนวลวดหนาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนไทยในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และคาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการเจรจาหรือประสานงาน

เจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าจะรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ในความปลอดภัยและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ต่อมา เวลา 14.30 น. แหล่งข่าวจากกัมพูชารายงานว่า พบมวลชนมารวมตัวที่หมู่บ้านเปรยจัน ตำบลโอว์เบยจัน อำเภอโอว์จรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วฝั่งไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชายวัยแรงงานปะปนกับสตรีและเยาวชน

เวลา 15.00 น. กลุ่มมวลชนได้ทยอยเคลื่อนตัวออกมาตามถนนสายหลักในหมู่บ้านเพื่อรวมกลุ่มใกล้จุดพักชั่วคราว บางส่วนมีการเปล่งเสียงตะโกน และส่งสัญญาณรวมตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกัมพูชามีการควบคุมดูแลห่าง ๆ แต่ไม่มีการสลายฝูงชน

เวลา 15.20 น. จำนวนผู้รวมตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายคนเริ่มถือไม้กระบองและท่อนไม้ในลักษณะพร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย สร้างบรรยากาศตึงเครียดและกดดันแนวรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยม็อบมีลักษณะจัดตั้งเป็นกลุ่มย่อย ๆ แบ่งโซนตามสัญลักษณ์เสื้อผ้าและผ้าโพกหัว

ด้าน กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้มที่แนวชายแดน มีการจัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ พร้อมทั้งใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ประชาชนฝั่งไทยในหมู่บ้านหนองหญ้าแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงจับตาเหตุการณ์ด้วยความกังวล โดยหลายครอบครัวได้เตรียมอพยพหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย.

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การรวมตัวของมวลชนกัมพูชาพร้อมอาวุธ สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ การเจรจาและการประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก การเตรียมพร้อมอพยพ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดเช่นนี้

สถานการณ์ บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด ม็อบกัมพูชารวมตัวเพิ่มถือไม้กระบอง-ท่อนไม้

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด หลังพบโดรนบินวนบริเวณพื้นที่ชายแดนหลายจุด ยืนยันกำลังพลพร้อมตอบโต้ทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยระบุว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงต้องเฝ้าระวัง

จากการรายงานสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบโดรนบินในบริเวณพื้นที่ช่องบก จำนวน 1 ลำ, บริเวณปราสาทตาเมือน จำนวน 1 ลำ, บริเวณช่องสายตะกู จำนวน 1 ลำ และบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย จำนวน 1 ลำ ซึ่งทางกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา บริเวณชายแดน

นอกจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ดำเนินงานด้านจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อีกด้วย โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกองบิน 21 กองทัพอากาศ และประชาชนจิตอาสา ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ มอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ณ กรมทหารราบที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 22 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีกองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชน

เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือเป็นข่าวปลอม (Fake news) กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 2 มุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเสมอ

การตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาครั้งนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แต่การมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังเจอโดรนโผล่บริเวณพื้นที่ชายแดน

ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ.

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองล่าสุด พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส. ได้ออกมากล่าวถึงอำนาจในการใช้กฎอัยการศึกเปิด-ปิดด่านชายแดน โดยชี้ว่าอำนาจดังกล่าวอยู่ที่ ผบ.ทบ. พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันภัยคุกคาม การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ซับซ้อนและความท้าทายด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ.

พล.อ.ทรงวิทย์ กล่าวว่า การเปิด-ปิดด่านชายแดนเป็นอำนาจของ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 โดยมีการมอบหมายให้ ผบ.ทบ. ควบคุมดูแลแนวชายแดน ทั้งในด้านการปฏิบัติทางการทหารและการเปิด-ปิดด่าน การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ การให้อำนาจแก่ ผบ.ทบ. ในการใช้กฎอัยการศึกเปิด-ปิดด่านนั้น เป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องอำนาจการเปิด-ปิดด่านแล้ว ผบ.ทสส. ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามต่างๆ เขตพื้นที่ชายแดนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเคลื่อนที่ผ่านแดนโดยผิดกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

พล.อ.ทรงวิทย์ อธิบายว่า การสร้างรั้วชายแดนไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะปิดกั้นการค้าหรือการเดินทางโดยสุจริต แต่เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อควบคุมและจัดการการเคลื่อนย้ายของผู้คนและสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างรั้วชายแดนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและคัดกรองบุคคลและสิ่งของที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ดียิ่งขึ้น

การสร้างรั้วชายแดนยังเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง ตัวอย่างเช่น ประเทศที่เคยเผชิญกับภัยคุกคามในอดีตก็ได้สร้างรั้วชายแดนเพื่อป้องกันการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายและการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย การสร้างรั้วชายแดนจึงถือเป็นมาตรการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงของชาติ

เหตุผลสำคัญของการสร้างรั้วชายแดน:

  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น การก่อการร้ายและการค้ายาเสพติด
  • ควบคุมการเคลื่อนย้ายของผู้คนและสินค้า
  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

การตัดสินใจสร้างรั้วชายแดนเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าอาจมีข้อโต้แย้งหรือข้อกังวลบางประการ แต่รัฐบาลและกองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและประเทศเพื่อนบ้าน

ในอนาคต การบริหารจัดการชายแดนจะต้องมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจตราและเฝ้าระวังชายแดนจะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถรักษาความมั่นคงของชาติและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน การที่ ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ. ก็เพื่อความรวดเร็วในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน

การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล

การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลหรือกองทัพเท่านั้น การที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงชายแดนและร่วมมือกันในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส จะเป็นพลังสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามและสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ

ในท้ายที่สุด การสร้างรั้วชายแดนอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุมมากกว่านั้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ที่มา – ผบ.ทสส. ชี้ อำนาจใช้กฎอัยการศึก เปิด-ปิดด่านอยู่ที่ ผบ.ทบ. มองจำเป็นต้องสร้างรั้ว

รถจีโน่ ประจำการโคกสูง เสริมกำลังชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่จึงนำ รถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มาดูกันว่าทำไมต้องเป็นรถจีโน่ และสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้เคลื่อนย้าย “รถจีโน่” หรือ “รถฉีดน้ำแรงดันสูง” เข้าประจำการในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจ แต่รถจีโน่ได้ถูกจัดวางในจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

รถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง

ทำไมต้องเป็นรถจีโน่? รถจีโน่ หรือ รถควบคุมฝูงชนขนาดใหญ่ เป็นยุทโธปกรณ์ที่สำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อย มีคุณสมบัติเด่นคือคันกั้นเหล็กด้านหน้ารถที่ใช้สำหรับการผลักดันหรือเคลียร์สิ่งกีดขวาง และติดตั้งกระบอกฉีดน้ำแรงดันสูงบนหลังคารถ ซึ่งสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และยิงได้ไกลถึง 65 เมตร ที่สำคัญคือสามารถปรับแรงดันน้ำได้ตามสถานการณ์ ทำให้รถจีโน่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการควบคุมสถานการณ์ที่มีการชุมนุมหรือรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

การเคลื่อนย้ายรถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูงในครั้งนี้ เป็นมาตรการป้องกันเหตุ หลังจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานการรวมกลุ่มของประชาชนและทหารกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งอยู่ติดกับชายแดน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดการเผชิญหน้า

ถึงแม้ว่าบรรยากาศในอำเภอโคกสูงจะยังคงสงบและประชาชนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าการนำรถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่สำคัญ และการมีรถจีโน่พร้อมประจำการ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – เจ้าหน้าที่นำ “รถจีโน่” ประจำการพื้นที่โคกสูง เสริมกำลังรับมือสถานการณ์ชายแดน

กองทัพเรือ พบทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ภูมะเขือ

หน่วยเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น พร้อมเศษโลหะจำนวนมาก ในเส้นทางลาดตระเวน “ภูมะเขือ” การค้นพบนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่

วันที่ 20 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า กองทัพเรือ โดยชุดเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิดที่ 2 ได้เข้าดำเนินการสนับสนุนการปฏิบัติ ที่ฐานปฏิบัติการยอดภูมะเขือ โดยมีภารกิจหลักในการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่กำลังพลและพื้นที่ปฏิบัติการ

ทั้งนี้การปฏิบัติได้ดำเนินการเจาะเส้นทางสำหรับการลาดตระเวนของหน่วย ความกว้าง 1 เมตร ระยะทางรวม 346 เมตร คิดเป็นพื้นที่ปลอดภัย 346 ตารางเมตร นี่เป็นความคืบหน้าอย่างมากในการทำให้พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสัญจรและการดำเนินงาน

จากการตรวจสอบพื้นที่พบวัตถุระเบิดและวัตถุอันตราย ได้แก่ กระสุนขนาด 40 มม. จำนวน 1 นัด ทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น และเศษโลหะและสิ่งกีดขวางประเภท ขวาก/ล้มลุกจำนวนมาก การค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ และความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือกับการค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2

เหตุการณ์ที่ กองทัพเรือ ค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในเส้นทางลาดตระเวนที่ “ภูมะเขือ” ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยคุกคามที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยมีการสู้รบ การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป

รายละเอียดการค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 ของกองทัพเรือ

การค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น พร้อมกับกระสุนขนาด 40 มม. และเศษโลหะจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการกำจัดวัตถุอันตรายเหล่านี้ออกจากพื้นที่ การปฏิบัติการของ กองทัพเรือ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต

นอกเหนือจากภารกิจหลักในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว กองทัพเรือยังมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ การสร้างความตระหนักรู้ถือเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุและการลดความเสี่ยง

การปฏิบัติการของชุดเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิดที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของ กองทัพเรือ ในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคง การทำงานอย่างหนักและความเสียสละของพวกเขาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน การแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากรจะช่วยให้การปฏิบัติการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายในการกำจัดทุ่นระเบิดให้หมดสิ้นไป

ถึงแม้ว่าการค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 จะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การสนับสนุนจากประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัยหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ความร่วมมือระหว่างประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ดังนั้นการค้นพบ กองทัพเรือ ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “กองทัพเรือ” พบ 4 ทุ่นระเบิด PMN-2 พร้อมเศษโลหะ ในเส้นทางลาดตระเวน “ภูมะเขือ”

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนบิน 28 ลำ บริเวณชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนล่าสุด พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งกัมพูชา โดยมีการตรวจพบ กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ นับเป็นจำนวนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการรายงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการบินของโดรนในบริเวณพื้นที่สำคัญต่างๆ ดังนี้ บริเวณปราสาทพระวิหารและโดนตวล พบ 12 ลำ, บริเวณปราสาทตาควาย 15 ลำ และบริเวณช่องสายตะกู 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ

สถานการณ์ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง กองทัพไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

นอกเหนือจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจากคณะมิตรประชา 01 มีนบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือและสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จังหวัดสุรินทร์

ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดโครงการ “วัฒนธรรม ฟื้นฟูหัวใจ สร้างกำลังใจพี่น้องชายแดนศรีสะเกษ” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามัคคีในชุมชน

การแจ้งเตือนข่าวสารที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ ทำให้ต้องมีการแจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

การตรวจพบโดรนจำนวนมากบริเวณชายแดนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทย เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ เป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

ทบ.จ่อแถลงด่วน ปมบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

จากกรณีที่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพื้นที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เตรียมแถลงด่วนในช่วงบ่ายของวันนี้ (19 กันยายน 2568) เพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยเน้นย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอธิปไตยของไทยอย่างสมบูรณ์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ใดๆ ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC)

ประเด็นสำคัญที่กองทัพบกต้องการสื่อสารคือ การแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างพื้นที่ที่มีการดำเนินการปัจจุบัน กับพื้นที่ที่ยังอยู่ในกระบวนการเจรจาภายใต้กรอบ JBC ซึ่ง บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว นั้นเป็นพื้นที่ที่ไทยมีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่ และการเข้าไปดำเนินการใดๆ ก็เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทบ.จ่อแถลงด่วน ปมบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

ที่ผ่านมา กองทัพบกได้แสดงหลักฐานอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาได้ละเมิด MOU43 ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ร่วมกัน โดยมีภาพถ่ายทางอากาศจากกรมแผนที่ทหารยืนยันถึงการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในพื้นที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นการใช้สิทธิอธิปไตยของไทย และเป็นการตอบสนองต่อความกังวลของประชาชนที่จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การวางรั้วลวดหนามก็เป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่

ทำไมต้องแถลงด่วนเรื่อง บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว?

เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการแถลงด่วนในครั้งนี้คือ ความกังวลว่านานาชาติอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ การแถลงในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันอธิปไตยของไทยและแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบกยังกล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนกัมพูชาออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยระบุว่าอาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และมีความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กองทัพบกยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุดคือ มีการล้ำเข้ามาในพื้นที่ประมาณ 200 เมตร ซึ่งเป็นประเด็นที่กองทัพบกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และจะดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

ดังนั้น การแถลงด่วนของกองทัพบกในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องดินแดนของตนเอง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบในการแก้ไขปัญหา การดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทบ. จ่อแถลงด่วนปม “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” หวั่นต่างชาติเข้าใจผิดเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ

Scroll to top