ไทยปะทะกัมพูชา

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัย เมื่อ นักธุรกิจจิตอาสา นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง เจ้าของกิจการโรงเชือดหมู ได้วูบล้มเสียชีวิตขณะกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารที่แนวชายแดนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายเพจในจังหวัดสุรินทร์ได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง ผู้ที่คอยสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นแก่ทหารแนวหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่นายเจษฎาพรรณกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นั้น เขาได้เกิดอาการวูบล้มลง ทหารและทีมงานจึงรีบเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้เกิดความเสียใจอย่างมากในหมู่ผู้ที่รู้จักและเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขา

นายเจษฎาพรรณ หรือ เจษ ต้นทอง อายุ 43 ปี เป็นนักธุรกิจโรงเชือดหมูที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ที่ผ่านมา เขาได้พาภรรยาและทีมงานจิตอาสา นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกัน นอกจากนี้ยังได้เปิดโรงครัวที่ชายแดนเพื่อทำอาหารส่งสนับสนุนให้ทหารวันละ 5,000 กล่อง และส่งตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด การกระทำเหล่านี้ทำให้นายเจษฎาพรรณเป็นที่รักใคร่ของทหารและคนในพื้นที่ชายแดน การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคน

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 13 กันยายน 2568 ภรรยา ญาติ และทีมงาน ได้เคลื่อนร่างของนายเจษฎาพรรณออกจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำไปประกอบพิธีรดน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยมีพระครูพนมศีลาจารย์ (หลวงตาสันต์) เจ้าคณะอำเภอพนมดงรัก ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายทหารประจำฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ญาติพี่น้อง ทีมงานที่ร่วมจัดทำโรงครัว และประชาชนที่ทราบข่าว มาร่วมในพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก

นางอรวรรณ ต้นทอง ภรรยาของนายเจษฎาพรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเจษฎาพรรณได้เดินไปหยิบสิ่งของเพื่อเตรียมแจกอาหารให้ทหาร หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มแจกข้าว ก็มีคนมาแจ้งว่ามีคนลื่นล้ม ทหารจึงรีบนำตัวนายเจษฎาพรรณออกมา แพทย์ทหารได้เข้าดูแลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ชีวิตเขาชอบทำโรงทาน เขาบอกว่าทหารจะกินแต่ไข่ต้มไม่ได้ ทหารจะต้องกินของดีๆ เขาจะไปทำโรงทานที่เขาโต๊ะเกือบทุกวัน อาสาโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ไปตั้งแต่แรกที่มีการสู้รบกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เราแจกที่โรงงานเราก่อน แล้วก็หยุด ก่อนจะเปลี่ยนมาทำอาหารให้ทหาร แล้วก็ทำต่อมายาวเลย แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราหยุดหนึ่งอาทิตย์ เพราะจะต้องไปหาลูก แล้วเราก็มาเริ่มต้นทำรอบนี้ แต่เฮียแกก็ไม่อยู่แล้ว เราใช้ทุนของเราทั้งหมดเลย เพราะเฮียแกบอกว่าทหารเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราจะต้องเป็นข้างหลังบ้านให้ทหาร เราไปเป็นทีม เป็นพนักงาน แล้วก็เพื่อนๆ ที่ไปช่วยกัน แกทำด้วยจิตอาสาจริงๆ และย้ำเสมอทหารเราต้องอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกาแฟสดที่เราเอาไปสนับสนุนด้วย วันละ 5 พันกล่อง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น หมอระบุว่าเกี่ยวกับหัวใจ” นางอรวรรณกล่าว

น.ส.ณัฏฐนันท์ ประเสริฐไทย เพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า “วันนั้นตอนเช้าก็คุยกับแกปกติ แกเดินสวนกันทางไปเข้าห้องน้ำ ก็ยิ้มให้ปกติ ตอนแรกว่าจะถามแกอยู่ว่าจะไปไหน ไม่ถึง 5 นาทีเลย มีพี่ตะโกนมาว่ามีคนเป็นลม แล้วพากันวิ่งไปอุ้มแกมาตรงที่เขาทำอาหารกัน แล้วพยายามเรียกแก เหมือนแกก็พยายามลืมตาอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถมารับตัวไปโรงพยาบาลพนมดงรักที่อยู่ใกล้ๆ”

“วันนั้นคือเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะไปส่งให้ทหารที่เขาลงมารับ โดยในแต่ละวันผู้เสียชีวิตจะนำวัตถุดิบมาทีละ 500-600 กิโลกรัม เป็นเนื้อหมู แล้วก็หุงข้าวไปด้วย จากนั้นเราก็จะช่วยกันบรรจุเป็นกล่องหรือห่อ”

สำหรับกำหนดการประกอบพิธีสวดอภิธรรมและบำเพ็ญกุศลศพ นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง จัดขึ้น ณ วัดหนองบัว ศาลา 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน 2568 และกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดหนองบัว

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เพราะอะไรการจากไปของนักธุรกิจจิตอาสาถึงสร้างความเสียใจ

การจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง นักธุรกิจจิตอาสา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้า สร้างความเสียใจให้กับผู้คนมากมาย เพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคมอย่างแท้จริง

นักธุรกิจจิตอาสา อย่างนายเจษฎาพรรณ คือผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาช่วยเหลือสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเพื่อผู้อื่น

ที่มา – โซเชียลอาลัย “นักธุรกิจจิตอาสา” วูบล้มเสียชีวิต ขณะเตรียมอาหารให้ทหารแนวหน้า

บ่าวยักษ์ กลับบ้าน! มอบเงินให้ยาย ขอบคุณที่เลี้ยงดู

เรื่องราวสุดประทับใจของ “บ่าวยักษ์” พลทหารชายแดน ที่ลากลับบ้านเกิดเพื่อนำซองที่ได้รับจาก “แม่ทัพภาค 2” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม่ทัพกุ้ง” มามอบให้กับคุณยายผู้เป็นที่รัก พร้อมก้มกราบเท้าขอบคุณที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นอย่างมาก

สืบเนื่องจากกรณีที่ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ พร้อมกันนี้ยังได้แสดงฝีมือในการปรุงอาหารและร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าทหาร สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมจากชาวโซเชียลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่แม่ทัพกุ้งนั่งรับประทานอาหารร่วมกับ พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 2/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน.3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “บ่าวยักษ์” จากเอกลักษณ์รอยสักรูปคิ้วยักษ์บนใบหน้า

ในการสนทนา แม่ทัพกุ้งได้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพลทหารหนุ่ม และได้รับทราบว่า บ่าวยักษ์ อาศัยอยู่กับคุณยาย เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกัน และในทุกๆ เดือน บ่าวยักษ์ จะส่งเงินให้ทั้งแม่และยาย จากนั้นแม่ทัพกุ้งจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า “ดูแลยายดีๆ เด้อ” ซึ่งสร้างความเอ็นดูให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท หรือ บ่าวยักษ์ ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อไปหาคุณยายสมบูรณ์ รัตนคุณากร อายุ 63 ปี พร้อมนำความคิดถึงและของฝากสำคัญจากแม่ทัพกุ้ง ซึ่งก็คือซองเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับคุณยาย พร้อมกล่าวว่าแม่ทัพสั่งให้ดูแลยายให้ดี

เมื่อคุณยายสมบูรณ์ได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็คลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ ขณะเดียวกัน บ่าวยักษ์ เองก็น้ำตาไหลเช่นกัน พร้อมกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ยังมีโอกาสได้กลับมากราบเท้ายาย ตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ และได้กลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต

ด้าน พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “บ่าวยักษ์” ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยชื่นชมในความกตัญญูที่ บ่าวยักษ์ มีต่อคุณแม่และคุณยาย ด้วยการส่งเงินให้ทั้งสองท่านทุกเดือน “เขาเป็นทหารที่มีความกตัญญูต่อยาย เมื่อคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เลี้ยงดูมาแล้ว ต่อไปจะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ กับความกตัญญูที่น่าชื่นชม

บ่าวยักษ์: ตัวอย่างของความกตัญญู

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการตอบแทนผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การที่ บ่าวยักษ์ ไม่ลืมที่จะตอบแทนพระคุณของคุณยาย แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม และตระหนักถึงความเสียสละของคุณยายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก การกระทำของเขาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาของ “แม่ทัพกุ้ง” ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา และพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันกลับมาดูแลและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เพราะความรักและความผูกพันในครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ที่มา – “บ่าวยักษ์” ลากลับบ้าน มอบซองที่ได้จาก “แม่ทัพภาค 2” ให้ยาย กราบขอบคุณที่เลี้ยงดู

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่านชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มีการสั่งการใดๆ เกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดเดิม ท่านย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจแฝงตัวเข้ามา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงข้อกังวลของสังคมที่มีต่อการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ต้องเรียนว่าในช่วงเวลานี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอะไร ซึ่งแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วในวันที่รับพระบรมราชโองการ คือการใช้แนวทางสันติวิธีและจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาโดยตลอด ซึ่งในการที่จะเปิด-ปิดด่าน เป็นกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ตนก็ต้องยืนยันว่าการที่จะเปิด-ปิด จะต้องเป็นประโยชน์กับคนไทยในชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาติใดหรือประเทศที่ 3

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นแนวทางที่จะดำเนินการเปิด-ปิดด่าน ต้องพิจารณาอันดับแรก คือต้องดูความจริงใจของกัมพูชาก่อนว่ามีความจริงใจในการถอนกองกำลังจริงหรือไม่ ตนมั่นใจว่าทีมเจรจาจะต้องไปพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการเปิดพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อย แต่ก็เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงไม่สบายใจ ดังนั้นสิ่งที่กองทัพจะต้องดู คือความจริงใจของกัมพูชาและการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งในฝั่งประชาชนผู้อยู่อาศัยและในฝั่งของผู้ที่ค้าขาย เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งก็จะได้มีการหารือในเรื่องนี้

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการพิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

“เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ทุกอย่างเข้าใจกันอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการเจรจาและหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ยังคงเป็นมาตรการที่เข้มงวด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การตัดสินใจเรื่องการเปิดด่านชายแดนจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนไทย

การที่นายกฯ อนุทิน ยืนยันว่ายังไม่มีการสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความรอบคอบและผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก การพิจารณาเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน และคำนึงถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน ยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดิม

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง เปิดด่าน โดยยืนยันว่าการเปิดด่านไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้าใจบริบทของพื้นที่จันทบุรี-ตราด ที่ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่กลับได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย – กัมพูชา จันทบุรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลง 5 ข้อ โดยข้อสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน ดร.รัฐวิทย์ มองว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง และประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดด่าน

ทั้งนี้ ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การเปิดด่านจึงไม่ได้หมายถึงการเสียอธิปไตย แต่เป็นเพียงความรู้สึกโกรธเคืองที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีและตราดได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

ด้านนายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ในการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทบางจุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยผลการหารือในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะเป็นอย่างไร ทางหอการค้าก็พร้อมให้การสนับสนุน แต่ต้องมีความชัดเจนและคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอย

ขณะที่นายสมคิด เนี่ยมจันทร์ ชาวบ้านสอยดาว จ.จันทบุรี แสดงความยินดีกับการที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่มีความชำนาญในการเก็บลำไย แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกัมพูชาที่อาจมีการหักหลังได้

ทำไมถึงต้องพิจารณาเรื่องการ เปิดด่าน อย่างรอบคอบ?

การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การเปิดด่านสามารถส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้าของผิดกฎหมาย และปัญหาความมั่นคงอื่นๆ

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเปิดด่าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สถานการณ์ความมั่นคง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินการ

การเปิดด่าน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการเปิดด่านอาจมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ที่มา – นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ให้ความเห็นเรื่องเปิดด่าน ยันไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบความเคลื่อนไหวของฝ่าย “กัมพูชา” เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม คาดรองรับสถานการณ์ในอนาคต ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน

โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พันเอก วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่“ทหารกัมพูชา” มีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูท่าทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทางฝั่งไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดกำลังพลเฝ้าตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

การที่“ทหารกัมพูชา” มีความเคลื่อนไหวในการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือการแสดงศักยภาพทางทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

ความสำคัญของการติดตามสถานการณ์ “ทหารกัมพูชา”

การติดตามสถานการณ์“ทหารกัมพูชา” อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

  • การเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของ“ทหารกัมพูชา” บ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อม
  • ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อย การรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ และการติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา” เสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด และให้ข้อเสนอทีมวิจัยฯ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา

วันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รอง มทภ.2 ให้การต้อนรับ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหารือข้อราชการ ณ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

โอกาสนี้ คณะฯ ได้ส่งมอบต้นแบบ “รองเท้านิลมังกร” เพื่อลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนแนวหน้าถูกระเบิดและได้รับบาดเจ็บ จึงได้ค้นคว้าโมเดลรองเท้าที่ใช้ในยูเครน และนำไปถอดแบบเพื่อนำมาผลิต โดยหวังว่าจะสามารถลดความสูญเสียและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนารองเท้าดังกล่าวต่อไป และยังได้หารือถึงยุทธภัณฑ์ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพ โดยคณะฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพตามหน้าที่ และอำนาจที่คณะกรรมาธิการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

การรับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงที่ทหารต้องเผชิญ

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

การพัฒนารองเท้าที่สามารถลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิดได้นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น น้ำหนักของรองเท้า ความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันแรงระเบิด ทีมวิจัยจะต้องทำการทดสอบและปรับปรุงรองเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำคัญของ “รองเท้านิลมังกร”

“รองเท้านิลมังกร” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและขวัญกำลังใจให้กับทหาร ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

นอกจากนี้ การพัฒนายุทโธปกรณ์ภายในประเทศยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในอนาคต เราหวังว่าการพัฒนารองเท้าต้นแบบนี้จะประสบความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงและพัฒนารองเท้านิลมังกรอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รองเท้ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันแรงระเบิด และมีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ทหารต้องเผชิญ การรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงและการนำไปปรับปรุง จะช่วยให้รองเท้านิลมังกรเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตทหารได้อย่างแท้จริง

ที่มา – กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิด จากทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

กองกำลังบูรพาเริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ หลัง “กัน จอมพลัง” มอบบล็อกคอนกรีตให้ เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน มาดูกันว่า กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน จะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพาได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบังเกอร์แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา นายกัน จอมพลัง ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้กับทหาร เพื่อใช้ในการเสริมสร้างบังเกอร์แนวป้องกันชายแดน

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจ โดยผู้ใหญ่บ้านหนองจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านบางส่วน นำอุปกรณ์ทำงาน เช่น จอบ เสียม เข้ามาช่วยขุดเปิดหน้าดิน เตรียมพื้นที่สำหรับการวางบล็อกคอนกรีต ขณะเดียวกันยังมีการนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดดิน เคลียร์พื้นที่ และโค่นต้นไม้ใหญ่ในจุดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง

ทั้งนี้แผนการก่อสร้างประกอบด้วยบังเกอร์ 2 จุด ได้แก่ ที่บ้านหนองจาน 1 บังเกอร์ และบ้านหนองหญ้าแก้วอีก 1 บังเกอร์ โดยแต่ละบังเกอร์ใช้บล็อกคอนกรีต 4 บล็อก มีขนาดความกว้าง 2.10 เมตร ความสูง 2.10 เมตร เมื่อนำมาประกอบรวมกันจะมีความลึกประมาณ 4 เมตร ถือเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย สามารถรองรับการปฏิบัติงานของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการก่อสร้างบังเกอร์อ้างอิงจากต้นแบบที่ นายกัน จอมพลัง เคยดำเนินการที่พื้นที่ตาเมือนธม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กำบังทางยุทธวิธีแล้ว หากพื้นที่มีไฟฟ้าเข้าถึง ยังสามารถติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์สนับสนุนทางการทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากบังเกอร์แล้ว ยังมีการเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังบูรพาคาดว่า การก่อสร้างบังเกอร์ทั้งสองแห่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่กำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

ทำไมต้องสร้างบังเกอร์ใหม่ที่บ้านหนองจาน?

การตัดสินใจของ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันชายแดน ตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้กำลังพลมีที่มั่นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ การมีบังเกอร์ที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

การก่อสร้างนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายกัน จอมพลัง ที่ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

บังเกอร์ที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พัดลม และอุปกรณ์ทางการทหารอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

นอกจากนี้ การเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติมยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดน ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองกำลังบูรพา เริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ เสริมความมั่นคงชายแดน พื้นที่บ้านหนองจาน

Scroll to top