ไทยปะทะกัมพูชา

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันเอาจริง ย้ายคนกัมพูชาที่รุก “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” รอผลประชุม GBC 10 ก.ย. นี้ เผย สมช. ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดน

วันที่ 6 ก.ย. 68 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุม ติดตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงชายแดนในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ 12 กองกำลังบูรพา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วม 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนเองยังไม่เกษียณอายุราชการ เพียงแต่ต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งที่มีการนำเสนอข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง บ้านหนองจาน มีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ โดยพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง ยืนยันว่าจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้พื้นที่ดังกล่าว ทวงคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นผืนแผ่นดินไทย

“ใครที่บอกว่าผมขายชาติ ลองคิดดูว่าขายหรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนี้แล้ว ก็อยู่ที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจ”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ขอความร่วมมือดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงกลับ เรามีจุดประสงค์ให้สังคมไทยรู้ว่า กองกำลังบูรพา แม่ทัพภาคที่ 1 เอาจริง ไม่ใช่ทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เราทำอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นไปตามเงื่อนไขทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ได้ โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10  ก.ย.นี้ 

เนื่องจากได้ชงเรื่องเขตแดนบ้านหนองจานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอให้นำวาระเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีการส่งหนังสือหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยไปแล้วก็ตาม โดยยืนยันว่าได้วางแผนดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้ทำการติดป้ายประกาศขอให้ออกจากพื้นที่ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินการตามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในเวลาที่เหมาะสม

ส่วนแนวคิดการสร้างรั้วบริเวณชายแดน 16 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68) ที่ประชุม สมช. ได้มีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดนในจุดที่มีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อป้องกันการขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการแสดงอาณาเขตของประเทศ 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเรากังวลว่าจะมีการยกระดับไปสู่การปะทะ คณะกรรมาธิการจึงจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูล เผื่อนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ได้ค้านการสร้างรั้ว แต่อย่างไรจะต้องหามาตรการเพิ่มเติม หากมีการละเมิดอธิปไตยก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอาณาเขตของประเทศไทย  ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีและกล้องเป็นสิ่งสำคัญ สอดคล้องกับฝ่ายทหารที่ต้องการ CCTV เพื่อเฝ้าระวังจุดที่มีความอ่อนไหว โดยประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจะมีการพูดคุยกับ สมช. ต่อไป

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทำไมผู้ว่าฯ สระแก้วถึงต้องทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วให้ความสำคัญในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” นั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายราษฎรที่รุกล้ำ แต่เป็นการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

การที่ผู้ว่าฯ สระแก้วดำเนินการอย่างจริงจังในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องดินแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย การดำเนินการนี้อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่หนองจาน ให้กำลังใจทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด “ลีน่าจัง” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจทหารแนวหน้า พร้อมทั้งประกาศท้าทาย “กำนันลี”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงตึงเครียดจากเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างทหารไทยกับกลุ่มชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากปรากฏภาพทหารไทยถูกเบียดและผลักดันจนล้ม

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ลีน่าจัง หรือ นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านหนองจานด้วยตนเอง เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน รวมถึงชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทันทีที่เดินทางมาถึง ลีน่าจัง ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งประกาศท้าทายไปยัง “กำนันลี” ชาวกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงในพื้นที่

ลีน่าจังกล่าวว่า “การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่คนไทยยอมไม่ได้ ถ้าแน่จริงมาเจอกันเลยที่ถนนสีเพ็ญ ฉันพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทหารไทยและแผ่นดินไทย” คำพูดดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หลายคนโบกธงไตรรงค์และส่งเสียงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ประชาชนที่ทราบข่าวการเดินทางมาของลีน่าจัง ต่างพากันมารอให้กำลังใจและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ทำไมการลงพื้นที่ของลีน่าจังจึงมีความสำคัญ?

การลงพื้นที่ของลีน่าจังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความรู้สึกของคนไทยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และการให้กำลังใจแก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การที่ลีน่าจังออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นการคุกคามหรือละเมิดอธิปไตยของไทย จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไทยอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เราทุกคนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ลีน่าจัง” ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” สั่งคุมชาวบ้านป่วนหนองจาน

โซเชียลแห่ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” นายทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” ให้ควบคุมชาวกัมพูชาที่บุกป่วนพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อของ “ผู้กองเต้ย” กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะอะไรไปดูกัน

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ชาวกัมพูชากว่า 200 คน ได้รวมตัวกันบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ไทย หลังดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยระบุให้ราษฎรกัมพูชาที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาฝั่งไทย ต้องดำเนินการรื้อถอนและออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งชาวกัมพูชาที่รวมตัว ได้กดดันเชิงสัญลักษณ์ พยายามเคลื่อนไหวเข้าใกล้จุดติดตั้งป้าย ขณะที่บางส่วนก็แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาไม้เป็นอาวุธ และพกพาวิทยุสื่อสารประจำตัว โดยมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์ และร่วมอยู่ในกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาด้วย สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ได้มีคลิปที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังเกิดเหตุชลมุนขึ้น ชาวกัมพูชาลุกฮือ ถือไม้เข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ แม้ทหารไทยจะยืนควบคุมสถานการณ์ด้วยความอดทนอดกลั้น แต่กลับถูกก่อกวนและดันจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบางช่วง ทำให้ทหารนายหนึ่งตะโกนใส่ทหารกัมพูชา ให้เข้าควบคุมชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวาย และผลักดันกลับฝั่งตนเองไป ด้วยเสียงที่ดังและหนักแน่น จึงทำให้คนในโซเชียลต่างเข้ามาชื่นชมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังขอบคุณที่ทำหน้าที่ทหารอย่างเต็มความสามารถ

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

การกระทำของ “ผู้กองเต้ย” ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยจำนวนมาก หลายคนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและสุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ทหารนายดังกล่าว คือ “ผู้กองเต้ย” ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน และยังพบว่า ในวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กของภรรยาผู้กองเต้ย ก็ได้มีการโพสต์ข้อความและคลิปวิดีโออวยพรวันเกิดของสามี พร้อมแคปชันหวานว่า เป็นวันเกิดปีแรกที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เข้าใจสามีมากๆ และขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งต่อมาก็ได้มีคนเข้าไปร่วมอวยพรเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและกำลังใจที่ภรรยามีให้ต่อ “ผู้กองเต้ย”

ผู้กองเต้ยคือใคร?

ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน หรือ “ผู้กองเต้ย” เป็นนายทหารที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องและชื่นชมจากสังคม

  • ความกล้าหาญและเสียสละของ “ผู้กองเต้ย” เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทหารและประชาชนทั่วไป
  • เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาด้วยความอดทนอดกลั้นและใช้สติปัญญา เป็นสิ่งที่ควรยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่

เหตุการณ์ที่ “บ้านหนองจาน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การตัดสินใจที่เด็ดขาดของ “ผู้กองเต้ย” ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลาย เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

จากกระแสข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดในโซเชียลมีเดีย นายอำเภอคลองหาดยืนยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท 100% ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด พร้อมด้วย พันเอกกรินทร์ อุตสาหะ ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 13 ได้นำกำลังทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ศุลกากรอรัญประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า ด่านบ้านเขาดินปิดสนิทอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เกี่ยวกับสถานการณ์จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตำบลคลองหาด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 (เฉพาะ) ที่ 944/2568 เรื่องการควบคุมการปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว โดยได้ดำเนินการปิดช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และยืนยันว่าไม่มีการอนุโลมใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน อำเภอคลองหาดร่วมกับฉก.คลองหาดยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการอนุญาตให้บุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ผ่านเข้า–ออกช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 1.34 นาทีบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาสื่อไปในทางว่าด่านถาวรบ้านเขาดินยังคงเปิดใช้งานตามปกตินั้น นายอำเภอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่สื่อมวลชน หน่วยงานยังคงปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและสื่อออนไลน์ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความสับสนและการสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

จากการตรวจสอบพบว่าด่านมีการปิดล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา บริเวณถนนมีหญ้าขึ้นรก และไม่มีร่องรอยการสัญจรของรถยนต์ทุกชนิด

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

เหตุผลที่ต้องย้ำ: ทำไมนายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

การที่นายอำเภอคลองหาดต้องออกมาเน้นย้ำว่าด่านบ้านเขาดินปิดสนิท เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เหตุผลหลักคือป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน หากประชาชนเข้าใจผิดว่าด่านเปิด อาจนำไปสู่ความพยายามที่จะข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ การยืนยันสถานะการปิดด่านยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการยังคงปฏิบัติตามคำสั่งและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสังคมโดยรวม การที่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดข่าวลือหรือข้อมูลเท็จที่อาจสร้างความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนในสังคมได้

ดังนั้น การที่นายอำเภอคลองหาดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยืนยันสถานะการปิด ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท จึงเป็นมาตรการที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อในโลกออนไลน์นั้นมีมาก เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดต่อส่วนรวมได้ ดังนั้น ก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ก่อนเสมอ

ที่มา – นายอำเภอคลองหาด ยันด่านบ้านเขาดินปิดสนิท หลังโซเชียลปั่นกระแสทำเข้าใจผิด

กองทัพตรึงชายแดน จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพยังคงตรึงกำลังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยอย่างเข้มงวด รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ยืนยันปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมทุกประการ และในวันนี้กองทัพจัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ภาพรวมทั่วไปยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ได้เกิดกรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชารวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 เนื่องจากไม่พอใจที่จังหวัดสระแก้วติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือน ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกองทัพและตำรวจได้เข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการยั่วยุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว

เมื่อวานนี้ (4 กันยายน 2568) กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเชลยศึกทุกนายมีสุขภาพแข็งแรงดี การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

พิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือ กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อเชิดชูเกียรติกำลังพลจำนวน 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเพื่อไว้อาลัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

พิธีดังกล่าวประกอบด้วย การวางพวงมาลา ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิธีบำเพ็ญกุศล ณ กองบัญชาการกองทัพไทย และในช่วงเย็นจะมีการจัดพิธีสวดมนต์ ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรบุรุษทหารกล้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์

การจัดงานพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ นับเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประชาชน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะค่อนข้างสงบ แต่การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของกองทัพยังคงมีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย การจัดพิธีสดุดีในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา: ทบ. ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรม

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ตามขั้นตอนสากล กองทัพบกยืนยันยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยม18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดย ICRC ถือเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเชลยศึกโดยตรง ปฏิบัติงานตามหลักสากลด้วยความมีมาตรฐาน เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และเป็นช่องทางในการติดต่อกับครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน การดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และได้บรรยายสรุปให้แก่คณะ ICRC เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว กำลังพลฝ่ายกัมพูชาในฐานะเชลยศึก ตลอดจนมาตรการด้านการดูแลการรักษาพยาบาล

สำหรับ18 เชลยศึกกัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการดูแลจากแพทย์ประจำพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กองทัพบกได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ICRC อย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่อนุญาตให้ทางคณะผู้แทนของฝ่ายไทยและสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ ในระหว่างพบปะพูดคุยกับเชลยศึก อันแสดงถึงความโปร่งใสและความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพบกดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชาตามหลักมนุษยธรรม

การเข้าเยี่ยมเชลยศึกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักสากลด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ICRC ในการดูแลเชลยศึกอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

รายละเอียดการดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชา

  • อาหาร: จัดอาหารครบ 3 มื้อ
  • ที่พัก: จัดสถานที่พักที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
  • สุขภาพ: ดูแลสุขภาพโดยแพทย์ประจำพื้นที่

การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเชลยศึกทุกนาย

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การดูแลเชลยศึกที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ICRC เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ทบ. ยันยึดหลักมนุษยธรรม ดูแลทุกคนอย่างเหมาะสม

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตำหนิกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง กรณีเหตุการณ์วุ่นวายที่ “บ้านหนองจาน” โดยมีการเกณฑ์คนจากภายนอกพื้นที่มาร่วมประท้วง พร้อมทั้งพกอาวุธเพื่อยั่วยุทหารไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าแกนนำมีการใช้วิทยุสื่อสาร และมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ว่าพบประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 150 คน รวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิ์อยู่ โดยพบว่าผู้ประท้วงบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาอาวุธ เช่น ไม้ และบางคนมีลักษณะเป็นแกนนำโดยมีการใช้วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ ยังพบทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลร่วมกับชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรสระแก้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ และเตรียมพร้อมดำเนินการกับกลุ่มผู้ประท้วงทันที หากพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือกระทำผิดกฎหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.30 น. กองกำลังบูรพารายงานว่า กัมพูชามีการเกณฑ์ประชาชนทั้งจากนอกพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ให้เข้าร่วมการประท้วงและแสดงท่าทียั่วยุต่อทหารไทย ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประชุม GBC และ RBC ที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ขอให้กัมพูชายึดถือและปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เคยให้ไว้ร่วมกันและที่เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาต่างๆ ในระดับสากล กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ หากตรวจพบการกระทำผิดของประชาชนชาวกัมพูชา ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการชุมนุมประท้วงใกล้พื้นที่ชายแดน การกระทำใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอธิปไตย และการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

กองทัพบก (ทบ.) เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลง

กองทัพบกได้เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง การเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค

ข้อตกลงหยุดยิงและความสำคัญต่อความสัมพันธ์

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ขยายตัวได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • การเคารพซึ่งกันและกันและการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสช่วยลดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดใจยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชา ป่วนบ้านหนองจาน เกณฑ์คนนอกพื้นที่ร่วมประท้วง ยั่วยุทหารไทย

เปิดภาพ! ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง! เปิดภาพนาที “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ของไทยเผชิญหน้ากับ “ทหารกัมพูชา” บริเวณชายแดน ป้องกันการรุกล้ำดินแดนบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์ล่าสุดยังคงตรึงเครียดแต่ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้น

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชา และนำไปสู่การรวมตัวประท้วงโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดขึ้น

ต่อมาในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่นอกพื้นที่ ทำการปิดถนนหมายเลข 58 ในฝั่งกัมพูชา เพื่อเป็นการยั่วยุและกีดขวางการสัญจรของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาดูแลรักษาความสงบบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำมาตรการในการป้องกันสถานการณ์บานปลายในทุกด้าน ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการรุกราน และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.42 น. มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการเพิ่มจำนวนประชาชนและทหาร รวมประมาณ 300 คน บริเวณใกล้กับหลักเขตแดนที่ 46 โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลหรือการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้น

ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่เข้ามาเสริมกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ความสำคัญของตำรวจควบคุมฝูงชน ในสถานการณ์ชายแดน

การมีอยู่ของตำรวจควบคุมฝูงชนในพื้นที่ชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการประท้วง การชุมนุม และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

  • การรักษาความสงบเรียบร้อย: ป้องกันการกระทบกระทั่งและความรุนแรง
  • การป้องกันการบานปลาย: ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังและการเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดภาพ “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ประจันหน้า “ทหารกัมพูชา” ป้องกันการรุกรานบ้านหนองจาน

ปู่ย่า”น้องน้ำโขง” ภาพจำยังติดตา ทำใจไม่ได้!

ภาพเหตุการณ์ยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ เผยยังกินนอนไม่ได้ คิดถึงหลานทุกวัน เห็นด้วยหากทหารสร้างรั้วกั้นเขตแดน ประณามกัมพูชาที่จงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดอนุภาคร้ายแรง เพื่อโจมตีพลเรือน

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ บรรยากาศบ้านของนายสุที บุญแต่ง อายุ 60 ปี และนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ปู่และย่าของ ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา 

โดยนางสะทน ย่าน้องน้ำโขงและเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันทำอาหารเที่ยง เพื่อจะเลี้ยงช่างที่มาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ และได้พาผู้สื่อข่าวเข้ามาดูบ้านที่เสียหาย ซึ่งยังคงไม่ได้รื้อออก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ให้ ซึ่งนายสุที และนางสะทน ยังอยู่ในความวิตกกังวล พร้อมทั้งยังคิดถึงหลานชายที่มาเสียชีวิต พร้อมประณามกัมพูชาใจคอโหดเหี้ยม ใช้อาวุธสังหารฆ่าพลเรือน

นางสะทน เล่าว่า ทุกวันนี้ตนยังนอนไม่หลับยังกินข้าวไม่ได้เพราะภาพเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุยังคงติดตาติดใจตนอยู่ทุกวันเหมือนเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตนขอประณามทางกัมพูชาว่า มีความโหดร้าย กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งที่ตรงนี้ไม่มีฐานทหาร หรือที่มั่นทหารตั้งอยู่เลย มันเป็นความไม่ถูกต้อง

ด้านนายสุที เล่าว่า หลังจากมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่บ้านของตนนั้น ตนก็ได้พบและสังเกตเห็นว่า ระเบิดที่ใช้นั้นผิดจากสมัยก่อนที่ตนเคยประสบพบเจอมา เพราะสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ เป็นเม็ดกลมๆ ลูกเล็กๆ กระจายอยู่เกลื่อนพื้นที่ ตนนั้นเก็บได้เป็นกำๆ มือ ซึ่งตนนั้นคิดว่าทางกัมพูชาจงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดที่มีอนุภาคร้ายแรงอันนี้ขึ้นมา เพื่อฆ่าชีวิต และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งใน 1 ลูกนั้น ตนคาดว่าเป็นแสนเป็นล้านลูก ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอยู่ในระเบิดลูกหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง ตนขอประณามกัมพูชาทั้งผู้นำและทหารผู้สั่งการ ว่าใจคอโหดเหี้ยมใจร้ายทำได้แม้แต่คนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ซึ่งตนนั้นรับไม่ได้กับการกระทำ

ส่วนบ้านนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตน คาดว่าประมาณ 45 วันก็จะแล้วเสร็จ ตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่เข้าช่วยเหลือทุกคน และคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ตนและครอบครัว ซึ่งในการสร้างบ้านครั้งนี้ ตนก็ได้ดูแลผู้ที่เข้ามาช่วยก่อสร้างโดยการทำอาหารกลางวันเลี้ยงทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือตนตามอัตภาพ

ด้านความเห็นส่วนการสร้างรั้วนั้น ตนเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยากให้สร้างเป็นรั้วคอนกรีตอย่างแน่นหนาหรือเหมือนกำแพงเมืองจีนไปเลย เพราะแค่รั้วลวดหนามหีบเพลงนั้นน่าจะกันไม่ได้ 100% ถ้าเป็นไปได้ ก็ตัดความสัมพันธ์ไม่ต้องพูดคุยกันไปเลย ไม่ต้องเห็นเงากันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้.

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การช่วยเหลือและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” กับความรู้สึกที่ยังคงอยู่

ความรู้สึกสูญเสียยังคงอยู่กับปู่ย่าของน้องน้ำโขง พวกท่านยังคงจดจำเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ดี และยังคงทำใจไม่ได้กับการจากไปของหลานชายอันเป็นที่รัก

พวกท่านยังคงขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ได้รับ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวบุญแต่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วกั้นเขตแดนเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการนี้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเรื่องราวที่เตือนใจเราว่า สันติภาพและความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังคงต้องการกำลังใจจากทุกคนในสังคม ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

Scroll to top