ไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพบกให้ติดอาร์มธงไตรรงค์ ยืนหยัดเพื่อชาติไทย

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย งานนี้ทำเอาหลายคนฮึกเหิม พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทยยิ่งขึ้นไปอีก!

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 แฟนเพจทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า เตรียมพร้อม แสดงอัตลักษณ์นักรบไทย “ธงไตรรงค์บนบ่าคือหัวใจที่พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติ” ข้อความนี้กินใจสุดๆ ไปเลยครับ

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์–ความรักชาติ–ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยของกองทัพ

โดยให้ติดบริเวณไหล่ด้านซ้ายของเครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนามจนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะกลับสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนใจให้ระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ

กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพลนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่เครื่องประดับ แต่เป็นการแสดงออกถึง:

  • ความรักชาติ: ธงไตรรงค์คือสัญลักษณ์ของประเทศไทย การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความรักและความภาคภูมิใจในชาติ
  • ความสามัคคี: ธงไตรรงค์เป็นสิ่งที่รวมคนไทยทุกคนเข้าด้วยกัน การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
  • ความเสียสละ: การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อชาติ การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่นี้

ทำไมกองทัพบกถึงอนุมัติให้ติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ และความสามัคคีในหมู่กำลังพล รวมถึงเป็นการแสดงออกถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักรบไทยทุกคน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการติดอาร์มธงไตรรงค์นี้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของคนได้ การที่ทหารทุกคนได้เห็นธงชาติอยู่บนบ่าตลอดเวลา จะช่วยเตือนใจให้พวกเขาระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยเสมอไป

นอกจากนี้ การติดอาร์มธงไตรรงค์ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพบก ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกภาคภูมิใจในทหารของชาติ และมั่นใจในความสามารถของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การที่กองทัพบกแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคีเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุนอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพบก และทำให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพล อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของทหารไทยทุกคน และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดเพื่อชาติไทยได้อย่างภาคภูมิ

ที่มา – กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

กมธ.ทหาร เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” ลดสูญเสียทหาร

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร วุฒิสภา เปิดตัวนวัตกรรม “รองเท้านิลมังกร” หรือ Spider Boots ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความหวังว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียขาและอวัยวะอื่นๆ ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการทหาร และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงถึงรายละเอียดของต้นแบบรองเท้านิลมังกร (Spider Boots) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากแรงระเบิดสังหารบุคคล โดยนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยจำนวนมากต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับรองเท้าที่ทหารต่างชาติใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าเป็นรองเท้าสไปเดอร์บูท (Spider Boots) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2000 โดยประเทศแคนาดา และกองทัพยูเครนได้นำไปใช้ในสนามรบจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสูญเสียอวัยวะและการบาดเจ็บล้มตายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ทหารยูเครนและประชาชนทั่วไปต้องสูญเสียขาไปประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่เมื่อนำสไปเดอร์บูทมาใช้ ทำให้จำนวนผู้สูญเสียขาลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 10 คนต่อปี

รองเท้านิลมังกร: นวัตกรรมเพื่อทหารไทย

“เราจึงได้ทำการถอดแบบจากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ และประสานงานกับโรงงานที่มีศักยภาพในการพิมพ์ระบบสามมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางโรงงานยินดีที่จะสนับสนุนการออกแบบและการประกอบเป็นรูปร่างโดยไม่คิดมูลค่า คาดว่าจะได้ต้นแบบตัวจริงภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะมีการติดตั้งคราดที่มีความแข็งแรงเพื่อต้านทานแรงระเบิด” นายวุฒิพงศ์กล่าว

อธิบายเพิ่มเติมว่า หากทหารสวมรองเท้าคอมแบททั่วไป เมื่อเหยียบถูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดฝังกลบในดิน มักจะถูกตัดที่ข้อเท้าพอดี แต่รองเท้านิลมังกรนี้ ถูกออกแบบให้ยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินที่เหยียบ ทำให้หน่วยลาดตระเวนที่สวมใส่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือหากได้รับบาดเจ็บก็จะลดความรุนแรงลง และหากนำไปใช้กับทหารที่เดินนำแถว จะสามารถลดแรงกระแทกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความสูญเสีย

ลดการสูญเสียด้วยรองเท้านิลมังกร

นายวุฒิพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการสวมใส่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่คุ้นชินและต้องฝึกเดินให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะนำไปใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่สิ่งประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารแนวหน้า และทำลายขวัญของศัตรูที่วางทุ่นระเบิด เนื่องจากรองเท้านิลมังกรจะช่วยลดประสิทธิภาพของทุ่นระเบิด

หลังจากที่ได้ต้นแบบสามมิติเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีการนำแบบไปแจกจ่ายให้กับโรงงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิต ซึ่งหลายโรงงานได้ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุน โดยจะส่งต้นแบบไปที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อทำการทดสอบการใช้งานต่อไป

รองเท้านิลมังกร ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทหารเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กมธ.ทหาร วุฒิสภา เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” หวังช่วยลดความสูญเสียทหารลาดตระเวน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ประมูลช่วยทหาร

เรื่องราวสุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อศิลปินวาดภาพ ได้วาดภาพของ “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” และนำออกประมูลเพื่อนำเงินช่วยเหลือทหารแนวหน้า โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 52,000 บาท!

ศิลปินใจดี วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ช่วยทหารแนวหน้า

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เรื่องราวดีๆ ถูกแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ เมื่อคุณวันศุกร์ ศิลปินนักวาดภาพจากเพจ วันศุกร์ – Wansook ได้สร้างสรรค์ภาพวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการวาด โดยไม่มีภาพต้นแบบอ้างอิง

หลังจาก完成ภาพ คุณวันศุกร์ได้เปิดประมูลภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พร้อมข้อความที่ระบุว่า รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปแบ่งปันให้กับเหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ภาพวาดสีอะคริลิกบนผ้าใบขนาด 100*80 ซม. มีชื่อว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” ซึ่งศิลปินยกย่องให้ท่านเป็นหนึ่งในชายชาติทหารที่อยู่ในดวงใจของคนไทยทั้งชาติ โดยเริ่มต้นการประมูลที่ราคา 4,999 บาท และเพิ่มราคาครั้งละ 100 บาท กำหนดปิดประมูลในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น.

ผลปรากฏว่าการประมูลสิ้นสุดลงด้วยยอดเงินสูงถึง 52,999 บาท! ผู้ชนะการประมูลคือคุณตุ๊บ ซึ่งหลังจากนั้นคุณวันศุกร์ได้ทำการโอนเงินทั้งหมดให้กับมูลนิธิกันจอมพลัง เพื่อนำไปช่วยเหลือทหารแนวหน้าเป็นที่เรียบร้อย

ภาพวาด “แม่ทัพภาค 2” ส่งถึงมือแม่ทัพ

เรื่องราวความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะคุณตุ๊บ ผู้ชนะการประมูล มีความประสงค์ที่จะมอบภาพวาดอันทรงคุณค่านี้ให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 เอง คุณวันศุกร์จึงได้เป็นธุระในการประสานงาน กระทั่งมีนายทหารท่านหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และนำภาพวาดดังกล่าวส่งมอบให้กับ พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การกระทำของคุณวันศุกร์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ภาพวาด การสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมประมูล และความตั้งใจของคุณตุ๊บที่ต้องการมอบภาพให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูที่คนไทยมีต่อทหารผู้เสียสละที่ปกป้องประเทศชาติของเรา

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สวยงามของการรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือสังคม และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อพวกเราทุกคน เราขอชื่นชมทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ เช่นนี้

แน่นอนว่าเรื่องราวของศิลปินที่วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” แล้วนำไปประมูล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันมาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแม้แต่การใช้ความสามารถของตนเองในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการกุศล

การช่วยเหลือทหารแนวหน้า เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะพวกเขาสมควรได้รับความขอบคุณและการสนับสนุนจากพวกเราทุกคน

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้ทหารทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – ประทับใจ ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” เปิดประมูลได้เงิน 5.2 หมื่นให้ทหารแนวหน้า

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ตาควาย

“แม่ทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์เสียงระเบิดที่ปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย และยังคงยืนยันว่าไม่เคยไว้ใจประเทศกัมพูชาในทุกสถานการณ์

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำใจจากประชาชนชาวไทยที่มอบให้กับทหารชายแดน

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ปราสาทตาควายว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกำลังทหารของประเทศไทย โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเป็นกับระเบิดสังหารบุคคลที่ทางฝั่งกัมพูชาวางไว้ และอาจเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาเผลอเหยียบกับระเบิดของตนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อทหารไทยและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

ประเด็นสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำ

  • เรื่องการรื้อถอนบริเวณช่องอานม้า: ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มีการรื้อถอนใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะขอให้รื้อออก แต่ทางเราไม่ยินยอม เนื่องจากถือว่าเป็นอธิปไตยของไทยในการป้องกันการรุกล้ำซ้ำเดิม และจะยังคงตรึงกำลังไว้เช่นเดิม
  • การสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม: จะต้องมีการพูดคุยกับทางกัมพูชาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยแนวรั้วมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของกองกำลังทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวรั้วจะเป็นเส้นเขตแดน ทั้งนี้ การสร้างรั้วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน
  • การประชุมพูดคุยกับแม่ทัพกัมพูชา: ทางกัมพูชาได้ตอบรับการประชุม แต่ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม ที่ช่องสนั่ม เพื่อหารือถึงข้อตกลงต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำกัมพูชา การพูดคุยในระดับแม่ทัพอาจจะยังไม่มีผลเท่าที่ควร แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหารือเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

สำหรับเรื่องของ MOU นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือกลุ่มพลังมวลชนที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสีย ส่วนทางทหารจะยึดถือแผนที่ 1 ต่อ 50,000 และยึดถือเส้นเขตแดนเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุต่างๆ หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ทางเราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ไปตามสมควร

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม หากมีการเพิ่มเติมทดแทนกำลังที่สูญเสียไป หรือมีการถอนกำลังออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ ขอย้ำว่ายังคงไม่สามารถไว้ใจได้ และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่เคยไว้วางใจ และไม่มีความหนักใจหรือกดดันใดๆ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทำงานตามหน้าที่ด้วยความสุข

หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ก็พร้อมที่จะรับใช้ประเทศชาติในส่วนที่สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่าจะมอบหมายให้ช่วยเหลือในด้านใดบ้าง จะเป็นพลเมืองดี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติในส่วนที่ทำได้ต่อไป

ทหารไทยทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดี ได้รับแรงหนุนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และขอให้ไว้วางใจในการป้องกันอธิปไตยของกองทัพทั้ง 4 เหล่าทัพ ในส่วนของแนวชายแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอบคุณสำหรับกำลังใจและสิ่งของที่ทุกท่านส่งมาด้วยน้ำใจ จะน้อมรับและนำไปมอบให้กับน้องๆ ทหารตามแนวชายแดนต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมและความไม่ประมาท ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดูสงบ แต่การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุเสียงระเบิดที่ประสาทตาควาย ยืนยันไม่เคยไว้ใจกัมพูชา

กลาโหมมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้พลทหารตะวัน

กระทรวงกลาโหมเชิดชูทหารกล้า มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ได้เสียสละดวงตาข้างซ้ายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ถูกลูกระเบิดจนสูญเสียดวงตาข้างซ้ายที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พลทหารตะวันยังมีอาการผวาและสะดุ้งตื่นจากเหตุการณ์สู้รบอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พลทหารตะวันมีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

ล่าสุด พันโท เพทาย สมฤทธิ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายจิระประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยแพทย์ทหาร และส่วนราชการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจพลทหารตะวัน พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรและ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความเสียสละ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พลทหารตะวันยังมีความหวังที่จะกลับไปรับราชการต่อ โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ”

มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน”

ความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ การได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตทหาร และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ความหวังของพลทหารตะวัน

ถึงแม้จะสูญเสียดวงตาข้างซ้าย แต่พลทหารตะวันยังคงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะรับราชการต่อไป ความฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ” สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น

  • การดูแลรักษา: พลทหารตะวันได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กำลังใจจากทุกภาคส่วน: ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน

“ตอนแรกเหมือนเรารู้สึกโดนทิ้ง แค่แบบรอ… แต่พอเวลาพี่นักข่าวมาช่วย ก็กลายเป็นว่า เขาก็หันมาสนใจเรามากขึ้น หันมาแบบว่ามาบอกเราดูแลเรา” พลทหารตะวันกล่าว

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของทหารกล้าที่พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เจ้าตัวหวังอยากรับราชการต่อ เป็น “นักรบชุดดำ”

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว รายงานตัววันแรก!

ตม.สระแก้วเปิดลงทะเบียนผ่อนผันให้ “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้วที่ถือบอเดอร์พาส เพื่อลงทะเบียนผ่อนผันการทำงานและอยู่ในไทยต่อ วันแรกมีผู้ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กำชับดูแลความสะดวก

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่จุดคัดกรองแรงงานต่างด้าว หน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศในช่วงเหตุการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย สามารถอยู่ทำงานในไทยได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 64 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้เปิดรับลงทะเบียนผ่อนผันทำงานให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) และทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาลงทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น. แรงงานกัมพูชายังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยเฉพาะเป็นแรงงานภาคการเกษตร เดินทางมาลงทะเบียนผ่อนผันกว่า 100 คน

โดยมีเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาคอยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งแนะนำการนำเอกสารมาลงทะเบียน สร้างความประทับใจให้กับ“แรงงานกัมพูชา” ที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งบางคนถึงกับพูดว่า “ดีใจที่ตัดสินใจถูกไม่เชื่อผู้นำตนเองเดินทางกลับกัมพูชา ทำให้สามารถทำงานอยู่ต่อในประเทศไทยต่อได้อีก เพราะเพื่อนที่เดินทางกลับกัมพูชาตอนนี้อยากกลับมาไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในกัมพูชาไม่มีงานทำและอยู่กันอย่างอดอยาก รัฐบาลเขมรก็ไม่ดูแล”

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้วเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว เปิดให้รายงานและลงทะเบียนแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.สระแก้ว เปิดรายงานตัวมาแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนวันแรก ขณะนี้ประมาณ 100 คนเศษ และสามารถมารายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งการรับรายงานตัวนี้ ให้เฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้วเท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารบุคคลและหนังสือรับรองจากนายจ้างมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ และต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน เป็นเวลา 6 เดือน

สิ่งที่แรงงานกัมพูชาต้องเตรียมตัวเมื่อไปรายงานตัว

  • บัตรประจำตัว
  • บอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น)
  • หนังสือรับรองจากนายจ้าง

จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลของ สตม. พบว่ายังมีแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส และทำงานอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ประมาณ 10,000 คนเศษ คาดว่าจะมีชาวกัมพูชาทยอยเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนกันทั้งวัน ได้กำชับ จนท.ตม.จว.สระแก้วให้อำนวยความสะดวก และดูแล“แรงงานกัมพูชา”เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานเหล่านี้เขาไม่ทิ้งงานฝั่งไทยหนีกลับประเทศ แต่เขายังคงมั่นใจประเทศไทยและทำงานอยู่ในประเทศไทยโดยไม่กลัวใดๆ

การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่พวกเขาได้รับในประเทศบ้านเกิด การสนับสนุนและดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก ลงทะเบียนผ่อนผันอยู่ไทย-ทำงานต่อ

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” หลังสละชีพขณะปกป้องอธิปไตยที่ปราสาทตาควาย ด้านพ่อแม่ซึ้งใจขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก กองกำลังนเรศวร ได้โพสต์ข้อความสดุดีวีรกรรมสหาย UAS#4 ที่ได้สละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ ปราสาทตาควาย เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมกับเผยภาพโดรนที่มีการสลักชื่อของกำลังพลทั้ง 3 นาย ได้แก่ สิบเอก จิรายุ สิงห์อั้น สิบเอก นพดล บุญเลิศ และ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

โดยระบุข้อความว่า ชื่อของทั้งสามท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป และจะสืบสานเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักรบทุกคนเดินหน้าขับไล่ศัตรู และปกป้องประเทศชาติจนกว่าลมหายใจสุดท้าย ในนามแห่งเกียรติภูมิ ได้มีการนำนามของวีรบุรุษทั้งสามมาเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ และตอกย้ำว่า “แม้ร่างกายจากไป แต่เกียรติศักดิ์จะคงอยู่เหนือกาลเวลา”

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

“นกฟีนิกซ์” คือ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ เพราะขนของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัว มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม เปี่ยมด้วยความเป็นมิตร ตามความเชื่อ เชื่อว่านกฟีนิกซ์สามารถชุบชีวิตผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญแห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดชั่วร้าย

“ฟีนิกซ์” จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยตัวเอง เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปี หรือ 1,461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นนกตัวใหม่

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังพื้นที่ ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร หนึ่งในทหารที่มีชื่อสลักอยู่บนโดรน พบกับนายเสกสรรค์ น้อยโคตร อายุ 55 ปี และนางกฤษณา น้อยโคตร อายุ 53 ปี พ่อแม่ของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

โดยนายเสกสรรค์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าทางกองทัพได้นำชื่อของลูกชายมาตั้งเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของครอบครัวน้อยโคตร และขอขอบคุณทางกองทัพที่ยังไม่ลืมทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอขอบคุณจากหัวใจ

ต่อมาทางแม่ของสิบเอก กฤษฎา ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูของใช้ส่วนตัวของลูกชาย ซึ่งได้จัดใส่ไว้ในตู้กระจกอย่างสวยงาม มีธงชาติ เครื่องแบบ เกียรติบัตร กรอบรูป เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันที่เสียชีวิต รองเท้าคอมแบท ที่เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกถึงลูกชาย ถึงแม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกแต่ก็ภาคภูมิใจในตัวเขา เพราะอาชีพทหารเป็นความใฝ่ฝันของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในวันนี้เขาก็ได้ทำเต็มที่แล้ว ขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

การสดุดีวีรกรรมของทหารกล้าทั้ง 3 นายด้วยการจารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความเสียสละเพื่อส่วนรวม

โดรนฟีนิกซ์ สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ

การตั้งชื่อโดรนว่า “ฟีนิกซ์” เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอมตะและการฟื้นคืนชีพ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า แม้ร่างกายของทหารกล้าทั้ง 3 จะจากไป แต่เกียรติประวัติและความกล้าหาญของพวกเขายังคงอยู่ตลอดไป การสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” จึงเป็นการเชิดชูเกียรติอย่างสูงสุด

เราขอสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

ที่มา – สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” สละชีพเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย

Scroll to top