ไทยปะทะกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ถ้าหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

“อนุทิน” ประชุม สมช. ลั่น ถ้าหยุดยิงครบ 72 ชั่วโมง เดินหน้าปฏิญญาต่อ ลงนามครั้งนี้ต้องหยุดยิงทันที “เลขาฯ สมช.” จ่อชง ครม. ขอเพิ่มงบเยียวยาชายแดนรอบ 2 ย้ำไทยไม่ยอมเสียพื้นที่สถาปนาธิปไตยแล้ว

เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จากนั้นเวลา 17.15 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ว่า วันนี้นอกจากประชุม สมช. แล้ว ยังเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน โดยที่ประชุมมีมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์) ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ จ.จันทบุรี ซึ่งจะยังคงอยู่ในกรอบของปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ใน 4 ข้อหลัก ถ้า รมว.กลาโหม ตกลงกันที่ทำให้ยอมรับกันได้

ส่วนที่จะลงนาม ซึ่งจะเรียกอะไรไม่สำคัญ แต่ความสำคัญคือต้องไม่รุกรานยั่วยุและลดความเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่ง พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ในฐานะเลขานุการ GBC หารือมา 2 วันแล้ว และได้รายงานให้ทราบถึงแนวโน้มที่ดี ถ้าเป็นไปอย่างที่ท่านว่าก็น่าจะหาข้อยุติที่ดี ที่ทำให้ประเทศไทยยังดำรงอธิปไตยและสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนตามจุดที่เป็นเป้าหมายที่กองทัพกำหนดไว้ได้

เมื่อถามว่าข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมงเรารับได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นข้อกำหนดที่ประเทศไทยขอให้เขายอมรับ และถ้าทำได้เราก็จะพิจารณาปล่อยทหารที่เราควบคุมไว้ ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีคนตั้งคำถามว่าไว้ใจกัมพูชาได้มากแค่ไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีความพร้อม ถ้าจะไปบอกคุณต้องรักษาสัญญา เราทำมากี่รอบแล้ว แต่ในวันนี้เราต้องถามว่าประเทศไทยได้สิ่งที่ตัวเองต้องการในเบื้องต้นแล้วหรือยัง ซึ่งกองทัพได้รายงานว่าบรรลุเป้าหมายการประกาศบูรณภาพแห่งดินแดนแล้ว เมื่อเราควบคุมดินแดนต่างๆ ได้ก็สามารถคุยกับเขาได้ และสิ่งที่ร่างมาครั้งนี้ตนได้สอบถามว่ากัมพูชาเห็นและยอมรับแล้วใช่หรือไม่ ก็ได้รับรายงานว่านี่คือของล่าสุดที่เพิ่งออกมาเห็นตรงกันแล้วก็นับจากวันนี้

ส่วนคำถามว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โอเคในร่างที่จะลงนามนี้แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า อันนี้ถือเป็นการพูดคุยในระดับตัวแทนรัฐบาล ไม่ทราบว่ากัมพูชาได้รับความเห็นชอบนี้จากไหน แต่ถ้ามีการลงนามโดยตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 27 ธันวาคม ไว้ใจไทยได้แน่นอนว่ารักษาข้อตกลงเสมอ และขอให้การลงนามครั้งนี้เป็นการลงนามครั้งสุดท้าย จะได้เกิดสันติภาพในพื้นที่ ประชาชนจะได้กลับบ้าน

คำถามต่อมาว่า ระหว่าง 72 ชั่วโมงที่หยุดยิง หากมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีก นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพต้องรักษาอธิปไตย เรื่องการเจรจาก็ต้องเจรจา หากการเจรจามีข้อตกลงมันก็มีไทม์ไลน์ของมันอยู่ ที่ผ่านมาเมื่อลงนามแล้วหยุดยิงหลังจากนั้น 6 ชั่วโมง ตนไม่ยอม ครั้งนี้หากลงนามแล้วก็ต้องหยุดยิง ณ เวลานั้นต่างคนต่างฝ่ายต้องหันไปสั่งการว่าให้ดำเนินการตามนั้น เราก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อน ในคำถามว่าเราเชื่อใจกัมพูชาได้หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

ได้มีการพูดคุยกับนายฮุน มาเนต บ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตั้งแต่มีเหตุระลอกล่าสุดยังไม่ได้คุย เพราะผมไม่ยอมคุยแล้วเนื่องจากคุยแล้วไม่เห็นอย่างที่พูด ผมคุยล่าสุดตอนที่เราเซ็นปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ วันที่ 26 ตุลาคม ก็พยายามพูดคุยกันว่าจะไปทำให้ทุกอย่างให้เป็นไปตามปฏิญญา แต่พอมันเกิดเบรกขึ้นมาเราก็ต้องมาว่ากันใหม่ ตัวผมไม่ได้คุย แต่มีคณะกรรมการ GBC และเจบีซีพูดคุยอยู่”

เมื่อถามย้ำว่าระยะเวลา 72 ชั่วโมง หากมีการยิงมาจากกัมพูชา เราตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า แน่นอนเราใช้กฎแห่งการปะทะ เป็นกติกาที่เราต้องดำเนินการ ฉะนั้นมันยังมีกลไกที่ยังทำให้เราสามารถรักษาอธิปไตยและปกป้องดินแดนของเราได้อย่างเต็มที่ ประชาชนไม่ต้องกังวล

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ถ้าหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

ทางด้าน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงภายหลังการประชุม สมช. ครั้งที่ 18/2568 ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการทบทวนหลักเกณฑ์เยียวยาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชน ตำรวจ และทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวดเร็วขึ้น โดยจะมีกระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มีการเสนอให้มีการเพิ่มกรอบวงเงินในการสนับสนุนเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนเงิน 577,300,000 บาท ซึ่งเป็นการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาในรอบที่ 2 โดยจะเสนอ ครม. เห็นชอบในสัปดาห์หน้า วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568 นี้

ย้ำไทยเดินหน้ามาไกล ไม่ยอมเสียพื้นที่สถาปนาธิปไตยแล้ว และถ้ากัมพูชาหยุดยิง 72 ชม. เดินหน้าต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม สมช. ช่วงหนึ่งกล่าวถึงกรณีที่ผู้แทนกัมพูชาเสนอในที่ประชุม GBC ให้ทั้งสองประเทศกลับไปเริ่มต้นจากจุดเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียด ว่า ฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เนื่องจากประเทศไทยได้ดำเนินการสถาปนาอธิปไตยในพื้นที่ที่มั่นใจว่าเป็นของไทยแล้ว การประชุม GBC ยังคงเดินหน้าตามกลไกปกติ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีการสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ยืนยันว่าหากนายกรัฐมนตรีกัมพูชามีความประสงค์จะพูดคุยโดยตรงก็สามารถติดต่อกันได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง และสามารถหาทางยุติปัญหาได้ไม่ยาก หากยึดหลักตามข้อตกลงและปฏิญญาที่มีอยู่ร่วมกัน

“หลักการมันชัดเจนอยู่แล้ว ในปฏิญญาที่ทำไว้ที่กัวลาลัมเปอร์มีข้อกำหนดไว้ 4 ข้อ ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตาม ปัญหาก็จบ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิด หากพบต้องเก็บทันที ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด ซึ่งนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยปฏิบัติมาโดยตลอด”

นายอนุทิน เปิดเผยอีกว่า จากการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน พบว่าวัตถุระเบิดจำนวนมากเป็นของใหม่ และมีหลักฐานชัดเจน โดยผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนมีหนังสือยืนยันว่ามีการนำวัตถุระเบิดเข้ามาวางเพิ่มเติม พร้อมระบุว่าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง เห็นของจริง จับและตรวจสอบแล้ว จึงมั่นใจในข้อเท็จจริงดังกล่าว

“ผมเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ไม่พูดโดยไม่มีหลักฐาน เรื่องนี้ไม่ใช่การต่อรองทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องอธิปไตยของแผ่นดิน ต้องยึดข้อเท็จจริงและหลักฐานจริง”

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังย้ำด้วยว่า หากมองเป็นคู่กรณีกัน ก็ต้องคุยกันตามกลไกที่ถูกต้อง โดย สมช. มีมติชัดเจนว่าปัญหานี้เป็นเรื่องระดับทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น สำหรับข้อเสนอให้กลับไปเริ่มจากจุดเดิม โดยฝ่ายกัมพูชาที่เสนอในที่ประชุม GBC นายอนุทิน ตอบว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสถาปนาอธิปไตยในพื้นที่ที่มั่นใจว่าเป็นของไทยแล้ว การดำเนินการใดๆ ต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ ไม่ใช่ถอยกลับไปจากจุดที่ได้ยืนยันอธิปไตยไปแล้ว “เราเดินหน้ามาไกลแล้ว จะให้ถอยกลับไปอีก มันเป็นไปไม่ได้”

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามข้อตกลงและหลักการที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อความมั่นคงและอนาคตที่ดีของทั้งสองประเทศ หากการหยุดยิง 72 ชั่วโมงเป็นผลสำเร็จ การเดินหน้าตามปฏิญญาก็จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – ส่ง “บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC นายกฯ ลั่นถ้ากัมพูชาหยุดยิงครบ 72 ชม. เดินหน้าปฏิญญาต่อ

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

ประธาน กกต. ลั่น! จัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติ

ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ

“ณรงค์” ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ ด้าน กกต. ออกประกาศแนวทางจัดเลือกตั้งใน 7 จังหวัดสู้รบ อำนวยความสะดวกคนในศูนย์อพยพขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต. และพนักงาน กกต. ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคงและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางดำเนินการการจัดการเลือกตั้ง สส. ในเขตเลือกตั้งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนี้

  1. การปิดประกาศ หรือระเบียบตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อได้ปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากไม่สามารถปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  2. กรณีจัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไปยังเจ้าบ้านในเบื้องต้น ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่สามารถจัดส่งได้ ให้รายงานให้ กกต. ทราบและให้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดลง แล้วจึงจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพลงทะเบียน ขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ภายในระยะเวลาตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยและอยู่ใกล้เคียงกับเขตเลือกตั้งที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ และในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งให้ประสานหน่วยงานของรัฐ จัดพาหนะรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งดังกล่าวด้วย
  4. การจัดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง หากยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ ให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง พิจารณาเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย โดยหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งดังกล่าวต้องอยู่ในเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 30 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ให้ประสานนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย.

กกต. มุ่งมั่น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ให้โปร่งใส

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. ได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่สงบ การดำเนินการต่างๆ จึงมุ่งเน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้า

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายและความมุ่งมั่นตั้งใจของ กกต. ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

เปิดใจพ่อแม่ของสิบเอกนิติธรรม ศรีคำแซง หลังทราบข่าวร้ายว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย พ่อแม่ยอมรับว่าเสียใจแต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ เพราะอาชีพทหารย่อมต้องมีการรบและเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ พวกท่านยังเผยอีกว่าเพิ่งไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูกชายเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ขณะที่ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 กำลังทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณโดยรอบปราสาทตาควาย เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาข้างซ้าย นอกจากนี้ จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อจากแรงอัดของระเบิด

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง ที่บ้านดอนหวาย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพูดคุยกับ พันโทสมพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี สัสดีอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และนางกัลยพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของสิบเอกนิติธรรม

พันโทสมพรได้เล่าว่า ลูกชายของตนทำงานอยู่ที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โดยเดินทางไปประจำการที่นั่นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 สิบเอกนิติธรรมแต่งงานแล้วกับนางสาวฟิน ศรีคำแซง ซึ่งทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งคู่มีลูกสาววัย 2 ขวบ 2 เดือน ชื่อน้องพอใจ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่าลูกชายถูกระเบิดจนขาขาด พันโทสมพรและภรรยารีบเดินทางกลับบ้านและเตรียมสิ่งของเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่กำลังเข้ารับการผ่าตัด ก่อนที่จะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ โดยมีภรรยาของส.อ.นิติธรรมรอรับอยู่ที่นั่น

สำหรับ ส.อ.นิติธรรม เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกที่เข้ารับราชการเมื่อปี 2562 และไปประจำการที่ชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เขามักจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวที่บ้านแม่ยาย แต่ก็อยู่ได้เพียงวันสองวันเท่านั้นเนื่องจากมีภารกิจที่ชายแดน “ผมคิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นทหารก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเขาเป็นทหารก็ต้องรบ” พันโทสมพรกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พันโทสมพรได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเพื่อบวชเป็นพระเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูกชาย เพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าลูกชายอาจจะได้รับอันตราย “ผมจึงไปบวชเพื่อหวังว่าจะได้บุญกุศลมาคุ้มครองลูกชาย” พันโทสมพรเสริมว่าตนเองก็เคยรับราชการอยู่ที่ชายแดนแถวนั้นเมื่อปี 2554 “ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ผมเคยบอกลูกว่าถ้าคิดว่าจะไม่ได้รบก็อย่าไปเป็นทหาร ถ้าไปเป็นทหารก็ต้องรบ เพราะงานที่ลูกทำอยู่นี้คืองานในหน้าที่ ตำรวจก็มีหน้าที่ของตนเอง คุณครูก็มีหน้าที่ของตนเอง ผมจะบอกลูกเสมอว่ามันเป็นงานที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว”

พันโทสมพรกล่าวว่าครั้งนี้เป็นการรบที่หนักหน่วงที่สุด อาการล่าสุดของลูกชายคืออยู่ระหว่างการผ่าตัดและจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ “ผมได้รับแจ้งว่าลูกชายเหยียบกับระเบิดในช่วงบ่ายสองโมงวันนี้ เพราะเขาทำหน้าที่เป็นชุดเก็บกู้ระเบิด พอทราบข่าวผมก็รีบกลับมารับภรรยาเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูก”

นางกัลยพร ศรีคำแซง แม่ของ ส.อ.นิติธรรม กล่าวว่าเธอเสียใจแต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายทำดีที่สุดแล้ว “มันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก” นางกัลยพรกล่าว ส่วนเรื่องลางร้ายต่างๆ นั้นไม่มี “ก่อนนอนฉันก็ไหว้พระขอให้คุ้มครองทหารหาญทุกท่านให้ปลอดภัย แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเป็นทหาร เสียใจแต่ก็ภูมิใจอยู่ ก็อยากจะให้ลูกเป็นทหารเหมือนเดิม” เธอกล่าวเสริมว่าภรรยาของส.อ.นิติธรรมทราบข่าวแล้วและบอกว่าจะรออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพ่อของเขาจะเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าพร้อมกับรถพยาบาลและลูกชายด้วย

ความเสียสละของ ส.อ.นิติธรรม และกำลังใจจากครอบครัว

เรื่องราวของ ส.อ.นิติธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากเพียงใด ครอบครัวก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.นิติธรรม หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณทหารทุกท่านที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจหลังทราบข่าว ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย

ทหารเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย เจ็บ 2 นาย

กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเกิดจากการเข้าทำการกวาดล้างพื้นที่บริเวณรอบปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจ จากเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งฝ่ายทหารได้เข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเสริมความมั่นคงในพื้นที่ และทำการกวาดล้าง ตรวจค้นทุ่นระเบิด ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณรอบปราสาท ขณะที่ชุดปฏิบัติการกำลังตรวจค้น ได้เกิดเหตุเศร้าสลดขึ้น เมื่อกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย โดยเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2

รายละเอียดผู้บาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

  • ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง: ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณขาข้างซ้าย
  • จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ: มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อ จากแรงอัด

ชุดเสนารักษ์ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้บาดเจ็บทั้ง 2 นาย และนำตัวส่งเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกยึดครองได้แล้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดจึงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า

บริษัท GULF มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาทจากกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและดูแลครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละชีพปกป้องอธิปไตยของชาติ

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลครอบครัวทหารกล้าผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ โดยมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทหารกล้าที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดเหตุปะทะในช่วงระหว่างวันที่ 8-23 ธันวาคม 2568

GULF มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และพลเอกบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ณ กองบัญชาการกองทัพบก เงินช่วยเหลือดังกล่าวมาจาก “กองทุน 100 ล้านบาท” ที่ GULF จัดตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาและเชิดชูเกียรติทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการส่งมอบในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียรวม 23 ครอบครัว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทของคนไทย เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารบกอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่ GULF จะสามารถช่วยเหลือกองทัพได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีหรือระบบดาวเทียมที่เรามีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือการสนับสนุนทางอ้อม โดยเฉพาะการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล ในฐานะที่ผมเองก็เติบโตมาในครอบครัวทหาร จึงมีความเข้าใจและตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของทหารผู้กล้าทุกท่าน ที่ผ่านมา เราได้มีการจัดตั้งกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในครั้งนี้ เมื่อทราบถึงเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ ได้ประสานงานเพื่อขอมอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไป ในฐานะบริษัทไทย เราขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน และจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดที่กองทัพต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เรามีความยินดีและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่ง ที่จะต้องรักชาติบ้านเมืองและเสียสละช่วยเหลือ ทั้งตรงทางอ้อมและจะทําให้ดีที่สุด”

GULF ช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า “ในนามของกองทัพบก รวมถึงผู้บังคับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดของกำลังพลผู้เสียสละ ขอขอบพระคุณทาง GULF ที่ได้สละเวลามามอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและญาติของกำลังพลผู้สูญเสียในครั้งนี้ ทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะกำลังพลทุกนายคือบุคคลสำคัญ เป็นทั้งพ่อ เป็นลูก และเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่มีใครอยากที่จะไปสูญเสียในลักษณะอย่างนั้น และทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว กองทัพรู้สึกเสียใจ และกำลังพลเหล่านั้นจะจารึกอยู่บนพื้นแผ่นดินแห่งนี้ ทั้งชื่อและนามสกุล จะเป็นเกียรติประวัติให้กับกองทัพและประเทศ ให้ลูกหลานได้รับทราบสืบต่อกันไปในอนาคตว่าพ่อหรือลูกของพวกเขา ได้เสียสละให้กับผืนแผ่นดินแห่งนี้ กองทัพบกขอขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลครอบครัวทหารกล้าเหล่านั้น”

GULF สนับสนุนกองทัพบก

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกองทุนฯ ในปัจจุบัน ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหารกล้าที่สละชีพไปแล้วรวม 40 ครอบครัว เป็นเงิน 40 ล้านบาท พร้อมทั้งเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 10.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมอบเครื่องมือแพทย์มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมยอดการส่งมอบความช่วยเหลือจากกองทุนจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

GULF ดูแลทหารกล้าและครอบครัว

นอกจากภารกิจกองทุน 100 ล้านบาท GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ “GULF Care” จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น GULF มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเชื่อว่าความมั่นคงของชาติจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

GULF ขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

GULF เพื่อความมั่นคงของชาติ

GULF ร่วมมือกับกองทัพ

GULF เคียงข้างและดูแลครอบครัวทหารกล้า

การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมและการให้ความสำคัญกับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ การดูแลครอบครัวทหารกล้าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เสธ.ทบ. ยัน! กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เสธ.ทบ. เผยถึงการประชุม GBC ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งยังมีการปะทะต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ย้ำจุดยืนกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ถึงข้อยุติในการประชุมว่า คงต้องติดตาม ขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC เท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึงในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ ขอย้ำว่า ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตอบว่า กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องปกป้องอธิปไตย

เมื่อถามว่า กัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยงที่จะประกาศหยุดยิงก่อนโดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกันหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนไทยในประเทศเช่นนั้น เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในสภาพที่สิ้นสภาพแล้วหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

จุดยืนของไทยชัดเจน: กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีการประชุม GBC แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องการให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศหยุดยิงก่อน

การที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าจะทำในลักษณะเดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นก่อน การประกาศหยุดยิงจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งและหันมาสู่การเจรจาอย่างสันติ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหาร และได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในพื้นที่ โดยระบุว่าสามารถทำลายกำลังของฝ่ายตรงข้ามไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการและจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน การเจรจาใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่น จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในที่สุด สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ถึงแม้ว่าการพูดคุยและการเจรจาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การที่กองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และนำไปสู่ความสงบสุขในภูมิภาค

การยืนยันว่า กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง และแสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการนี้ จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ที่มา – เสธ.ทบ. ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ย้ำกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

กรมอุทยานฯ ย้าย สิงโต-หมี 5 ตัว จากกาสิโนทมอดา

กรมอุทยานฯ ส่งเจ้าหน้าที่ย้าย “สิงโต-หมี” 5 ตัว ออกจากกาสิโนทมอดาแล้ว

หลังจากที่มีการตรวจพบสัตว์ป่าคุ้มครองถูกกักขังไว้ในกาสิโนทมอดานั้น ล่าสุด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการย้าย “สิงโต-หมี” 5 ตัว ออกจากกาสิโนทมอดาแล้ว โดยมีแผนการเคลื่อนย้ายหมีไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จังหวัดชลบุรี และสิงโตไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดได้ทำการตรวจค้นกาสิโนทมอดา และพบสัตว์ป่าอันได้แก่ สิงโตและหมี จำนวน 5 ตัว ถูกขังไว้ในกรง สภาพความเป็นอยู่ของสัตว์เหล่านี้เป็นที่น่าเวทนา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งประสานงานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้เข้ามาดำเนินการเคลื่อนย้ายสัตว์โดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งหมดได้ในทันที เนื่องจากสัตว์ยังคงมีอาการอ่อนเพลียอย่างมาก ทำให้ต้องมีการดูแลและฟื้นฟูสภาพร่างกายเบื้องต้นก่อน

ปฏิบัติการช่วยเหลือ สิงโต-หมี จากกาสิโนทมอดา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) ทีมสัตวแพทย์สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกลำบน จังหวัดสระแก้ว และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย เดินทางไปยังบ้านพักของชาวจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับกาสิโนทมอดา จังหวัดตราด หลังจากได้รับการยืนยันว่ามีสัตว์ป่าถูกกักขังไว้

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบ้านพักและพบสัตว์ป่าถูกขังไว้จริง จำนวน 5 ตัว ประกอบด้วย หมี 3 ตัว และสิงโต 2 ตัว สภาพของสัตว์ทั้งหมดอยู่ในสภาพที่น่าสงสารอย่างยิ่ง ร่างกายผอมโซและมีอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก เนื่องจากการขาดการดูแลและให้อาหารที่เหมาะสม

ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนปฏิบัติการกู้ชีพสัตว์ป่า โดยใช้วิธีการยิงยาสลบเพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และตัวสัตว์เอง ก่อนที่จะนำสัตว์ทั้งหมดใส่กรงและเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปยังจุดพักที่วัดท่าเส้น เพื่อทำการตรวจประเมินอาการและดูแลสภาพร่างกายในเบื้องต้น จากนั้นจึงรอให้สัตว์ฟื้นจากยาสลบก่อนที่จะเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ดูแลถาวร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์

สำหรับแผนการดำเนินการต่อไป เจ้าหน้าที่จะทำการเคลื่อนย้ายหมีทั้ง 3 ตัว ไปดูแลต่อที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความพร้อมด้านสถานที่และบุคลากรในการดูแลหมี ส่วนสิงโตอีก 2 ตัว จะถูกส่งตัวไปพักฟื้นที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลสิงโตเป็นอย่างดี

ในส่วนของคดีความที่เกี่ยวข้องกับการกักขังสัตว์ป่าคุ้มครองเหล่านี้ เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบที่มาของสัตว์ป่าและเอกสารการครอบครอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป การย้าย “สิงโต-หมี” 5 ตัว ออกจากกาสิโนทมอดาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ถูกทารุณกรรม

การย้าย “สิงโต-หมี” 5 ตัว ออกจากกาสิโนทมอดาไม่ใช่แค่การช่วยเหลือสัตว์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่กระทำผิดว่าการทารุณกรรมสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคม และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

การช่วยเหลือสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์ป่า ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้สามารถช่วยเหลือและปกป้องสัตว์ป่าเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – กรมอุทยานฯ ส่งเจ้าหน้าที่ย้าย “สิงโต-หมี” 5 ตัว ออกจากกาสิโนทมอดาแล้ว

ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

การประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า โดยเป็นการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งทาง “รองเสนาธิการทหาร” เผยว่าเตรียมเจรจาต่อในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. และคาดว่าฝ่ายกัมพูชาจะมากันเต็มคณะ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พลตรี แยม โบราเดน รองหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมคณะผู้แทนฝ่ายทหารและพลเรือน ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมระดับเลขาธิการ GBC ที่จังหวัดจันทบุรี ในเวลา 16.25 น.

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุม ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า ในครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยพลตรี แยม โบราเดน ได้นำคณะออกจากห้องประชุมด้วยท่าทีที่สงวน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่รออยู่บริเวณด่านถาวรบ้านผักกาด

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ในเวลา 17.45 น. พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เปิดเผยว่า ได้พบปะกับฝ่ายเลขาธิการ GBC ของกัมพูชา ซึ่งการประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า เป็นไปตามแผน โดยวันแรกเน้นการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำมาพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) ทางฝ่ายไทยได้แสดงจุดยืน และฝ่ายกัมพูชาก็ได้ชี้แจงกลับมา ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มการเจรจาในวันพรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ณ สถานที่เดิม

ประเด็นสำคัญจากการประชุม GBC วันแรก

  • การหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำมาพูดคุยในวันพรุ่งนี้
  • การแสดงจุดยืนของฝ่ายไทย และการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา
  • การกำหนดเวลาสำหรับการเจรจาในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) เวลา 09.00 น.

พลเอกณัฐพงษ์ ยังกล่าวเสริมว่า ในวันพรุ่งนี้คาดว่าฝ่ายกัมพูชาจะเข้าร่วมประชุมอย่างเต็มคณะ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป

เมื่อถูกถามถึงท่าทีของฝ่ายกัมพูชาในการเจรจา พลเอกณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นไปตามปกติ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเคยพบกันมาก่อนในการประชุม GBC ที่มาเลเซีย และที่เกาะกง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ บางประการยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการประชุม

การที่การประชุมในวันแรกเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพร้อมและความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ของทั้งสองฝ่าย หวังว่าการเจรจาในวันพรุ่งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – ประชุม GBC วันแรกจบใน 30 นาที เตรียมเจรจาต่อพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

Scroll to top