ไทยปะทะกัมพูชา

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

พรรครักชาติวอนโลก! กดดันกัมพูชาหยุดโจมตีไทย

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา วอนประชาคมโลกอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน ชี้ ต้องกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตี ย้ำ ไทยเล็งเป้าฐานทหาร-โยงฐานสแกมเมอร์

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ชี้แจงประชาคมโลกถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันให้แก่ประชาคมโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเรียกร้องไม่ให้นานาประเทศหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา หากมีความประสงค์จะเข้ามามีบทบาทในการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการโจมตี มิใช่เรียกร้องต่อไทย เราได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ฝ่ายเรา ทั่วโลกต่างทราบดีว่า ไทยเป็นประเทศที่รักสงบ และเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้ซ้ำอีก

ณ ขณะนี้ กัมพูชากำลังยกระดับการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอาวุธที่ล้าสมัย จนขาดความแม่นยำ หรือ เป็นเจตนาที่ตั้งใจกระทำก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้กัมพูชากำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยังพลเรือนผู้บริสุทธิ์และหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ถือว่าไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด ปฏิบัติการของเรามุ่งเป้าไปที่การทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว เพื่อหยุดยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นอีก ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ หนึ่งในฐานทัพของกัมพูชา ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์อีกด้วย ดังที่เป็นที่ทราบกันดีไปทั่วโลกว่า กัมพูชาคือ หนึ่งในศูนย์กลางของขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยระหว่างการเข้าทำลายฐานทัพดังกล่าว พบว่า มีกลุ่มสแกมเมอร์จำนวนมากพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

ประเทศไทยพร้อมเสมอสำหรับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากความพยายามของฝ่ายไทยเพียงลำพัง

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแถลงการณ์ของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามามีบทบาทในการกดดันให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ท่าทีของพรรครักชาติต่อกรณี กัมพูชาหยุดโจมตีไทย

พรรครักชาติ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเจรจาเพื่อสันติภาพ แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหยุดการใช้ความรุนแรง

การที่พรรครักชาติออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย นั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ดังนั้น การที่ พรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการใด ๆ ควรอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเคารพซึ่งอธิปไตยของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การที่โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการสันติภาพของประเทศไทย และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ที่มา – โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว: กัมพูชาเสริมที่มั่น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปผลการปฏิบัติการล่าสุด โดยระบุว่ามีการปะทะกันใน 3 จุดสำคัญ กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) เผชิญหน้ากับการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นจากฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. กองทัพภาคที่ 1 รายงานสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดย กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินมาเป็นวันที่ 16 การรบปะทะเกิดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก:

  1. บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่น พร้อมทั้งใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่, อาวุธยิงเล็งตรง, ปืนเล็ก และ BM-21 ยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทย กองกำลังไทยตอบโต้เพื่อควบคุมสถานการณ์
  2. บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง: กัมพูชาเสริมที่มั่น ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ เตรียมพร้อมสถาปนาแนวที่มั่นตั้งรับและตอบโต้
  3. บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง: เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ กัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยอาวุธยิงสนับสนุน

สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว: กัมพูชาเสริมที่มั่น

นอกจากนี้ กกล.บูรพา ได้ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ไปยังเป้าหมายทางทหารในปอยเปต 2 แห่ง โดยมุ่งทำลายอาคารที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการและเก็บอาวุธ ซึ่งอ้างว่าไม่มีพลเรือนพักอาศัยอยู่แล้ว:

  1. อาคาร International Center (call center เดิม): อดีตเป็นสถานที่รวมพลของบุคคลข้ามแดน ก่อนจะถูกส่งไปทำงานหลอกลวง (scammer) ปัจจุบันกัมพูชาใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหนองเอี่ยนประมาณ 2 กิโลเมตร
  2. อาคารฝั่งตรงข้ามวัดวังมน: เคยเป็นสถานที่ทำบัญชีม้าของกลุ่มสแกมเมอร์ ปัจจุบันใช้เป็นที่เก็บอาวุธและกระสุนของกัมพูชา มีรายงานการตรวจพบพลซุ่มยิงด้วย

น่าเศร้าที่มีรายงานว่า พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง

ความเสียหายต่อพลเรือนก็ไม่อาจมองข้ามได้ การโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิด ทำให้ประชาชนในจังหวัดสระแก้วบาดเจ็บ 7 ราย บ้านเรือนเสียหาย 14 หลังคาเรือน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 5,893 ไร่ นอกจากนี้ ระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน เสาไฟฟ้า และกำแพงโรงเรียน ก็ได้รับความเสียหาย

ผลกระทบต่อประชาชน: สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว

ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้วได้รับการแจ้งเตือนให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ปัจจุบันมีศูนย์พักพิง 40 แห่ง รองรับผู้คนกว่า 17,441 คน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การเสริมกำลังและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

หน่วยงานภาครัฐและกองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย

ความเสียสละของทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อชาติเป็นสิ่งที่พวกเราชาวไทยทุกคนควรรำลึกถึง และขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวสระแก้วที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบในขณะนี้

ที่มา – กองทัพภาค 1 สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว ปะทะ 3 จุด “กัมพูชา” เสริมความแข็งแรงของที่มั่น

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ อนุทิน” เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ จากเหตุปะทะชายแดน พร้อมพิจารณาระเบียบบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต ให้เข้าทำงานราชการได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริงพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง โดยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่ประชาชนยังคงต้องอพยพและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และงบประมาณในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย

นายสิริงพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าจะสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน

นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

ทำไมการเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตถึงสำคัญ

การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • บรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน: การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเยียวยาจะเป็นส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร และค่ารักษาพยาบาล
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับเงินเยียวยาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและสังคมไม่ได้ทอดทิ้งครอบครัวของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่
  • แสดงความรับผิดชอบของรัฐ: รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การจ่ายเงินเยียวยาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
  • ส่งเสริมความยุติธรรม: การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม เงินเยียวยาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

นอกจากนี้ การพิจารณาบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตเข้าทำงานราชการยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ทายาทได้มีงานทำที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและความขอบคุณต่อความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกด้วย

รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุปะทะชายแดน

กรมอุทยานฯ รับสัตว์ป่า 5 ชีวิต จากบ่อนกาสิโน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจ! “กรมอุทยานแห่งชาติ” เข้าช่วยเหลือสัตว์ป่า 5 ชีวิตที่ถูกทิ้งอย่างน่าเวทนาในบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา สัตว์เหล่านี้อยู่ในสภาพที่ผอมโซและอ่อนแรงอย่างยิ่ง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยถึงปฏิบัติการเร่งด่วนนี้ว่า เกิดขึ้นจากการประสานงานของ นาวาเอก อุดม กุลศิริปัญโญ เสนาธิการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (เสธ.กปช.จต.) ที่แจ้งว่าพบสัตว์ป่าในสภาพวิกฤตภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่ง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) พบว่าสัตว์ป่าเหล่านี้ถูกขังทิ้งไว้ในกรงโดยไม่มีใครดูแล บริเวณบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามบ้านท่าเส้น ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด สัตว์ที่พบประกอบด้วย สิงโต 1 คู่ (เพศผู้และเพศเมีย) หมีควาย 2 ตัว และหมีหมา 1 ตัว รวมทั้งหมด 5 ชีวิต สภาพของพวกมันน่าสงสารมาก ผอมจนเห็นซี่โครง คาดว่าขาดน้ำและอาหารมาเป็นเวลานาน

เมื่อได้รับรายงาน นายอรรถพล เจริญชันษา จึงสั่งการให้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นำโดยนายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักฯ เร่งส่งทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เข้าพื้นที่เพื่อประเมินอาการและเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งหมดโดยด่วน

กรมอุทยานฯ เร่งช่วยเหลือสัตว์ป่า 5 ชีวิต

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับภาพที่สะเทือนใจ สัตว์ทุกตัวอยู่ในสภาพที่ผ่ายผอมอย่างมาก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทีมสัตวแพทย์ต้องวางแผนการช่วยเหลืออย่างรอบคอบ เพราะสัตว์อ่อนแอมาก การใช้ยาสลบอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เจ้าหน้าที่จึงต้องให้วิตามินและเฝ้าสังเกตสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

การเคลื่อนย้ายสัตว์เป็นไปด้วยความทุลักทุเล ทหารและเจ้าหน้าที่อุทยานกว่า 20 นาย ต้องช่วยกันแบกหามกรงออกจากพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากเส้นทางในบริเวณชายแดนค่อนข้างลำบาก และต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้สัตว์ได้รับความเครียดน้อยที่สุด

ขบวนรถขนย้ายได้เคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังสถานพักฟื้นแล้ว โดยกลุ่มหมีถูกส่งไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จ.ชลบุรี ส่วนสิงโตถูกนำไปที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จ.ราชบุรี คาดว่าสัตว์ทั้ง 5 ตัวจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยภายในเวลา 02.00 น. ของวันที่ 22 ธันวาคม ทางกรมอุทยานฯ ได้เตรียมทีมสัตวแพทย์ประจำสถานีเพื่อดูแลฟื้นฟูร่างกายของสัตว์เหล่านี้อย่างเต็มที่

ความคืบหน้าล่าสุดของสัตว์ป่า 5 ชีวิต

ขณะนี้สัตว์ป่าทั้ง 5 ชีวิต อยู่ภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด อาการโดยรวมเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงต้องได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตใจอย่างต่อเนื่อง กรมอุทยานฯ มุ่งมั่นที่จะให้สัตว์เหล่านี้กลับมาแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ที่ให้การประสานงานอย่างดีเยี่ยม กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องที่ทำให้การช่วยเหลือสัตว์ป่าครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์ การกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก การช่วยเหลือกรมอุทยานฯรับสัตว์ป่า 5 ชีวิตในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เมตตาต่อสัตว์ได้

มาร่วมกันเป็นกระบอกเสียงให้กับสัตว์ป่า เพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ที่มา – กรมอุทยานฯ มารับตัวสัตว์ป่า 5 ชีวิตแล้ว หลังพบถูกทิ้งอิดโรย คาบ่อนกาสิโนกัมพูชา

สรุป! แนวรบชายแดนสระแก้ว กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนสระแก้ว โดยมีการปะทะกันเพื่อเข้า “ยึดครอง” พื้นที่สำคัญ 3 แห่ง และพบว่า “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด นี่คือสรุปสถานการณ์ล่าสุด

สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว พบว่ากองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่ 15 โดยมีการรบปะทะกันเพื่อยึดครองพื้นที่ใน 3 บริเวณหลัก:

สถานการณ์ 3 พื้นที่หลัก สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก, ยานรบ และที่สำคัญคือ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 120 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: เช่นเดียวกับพื้นที่แรก ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก และ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทย กว่า 60 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่น และมีการใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็กตอบโต้เข้ามายังพื้นที่ฝ่ายไทย

ในวันเดียวกัน กองทัพอากาศไทย โดยเครื่องบิน F16 ได้ปฏิบัติการโจมตีที่หมายทางทหารจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบ้านคลองแผงและตรงข้ามบ้านหนองจาน เพื่อตอบโต้การระดมยิง

นอกจากนี้ กกล.บูรพาได้ปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณฝั่งปอยเปต ตรงข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ โดยพิสูจน์ทราบว่าเป็นอาคารของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิงและติดตั้งระบบแอนตี้โดรน

รายงานยังระบุถึงการสูญเสียกำลังพล 1 นาย จากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา คือ ส.อ.กัมปนาท ทองแสง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วจำนวน 4 อำเภอ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้บริการจำนวน 40 ศูนย์ มีประชาชนรวม 17,441 คน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การสรุปแนวรบชายแดนสระแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่กัมพูชา ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำสงคราม และความตั้งใจที่จะยึดครองพื้นที่ การตอบโต้ของกองทัพไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – กองทัพภาค 1 สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

คนในศูนย์พักพิงบุรีรัมย์ ทยอยกลับบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาด้านจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มคลี่คลาย ทำให้บางส่วนของคนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประเมินว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม จังหวัดยังคงเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินไว้รองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ส่วนอำเภอบ้านกรวดยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทยกัมพูชาที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ทำให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้ หลังจากจังหวัดบุรีรัมย์อนุญาตให้ผู้อพยพกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนในพื้นที่ที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัย โดยยังคงเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จากการสำรวจศูนย์พักพิง พบว่าจำนวนผู้อพยพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีกว่า 10,000 คน ตอนนี้หลายคนทยอยกลับบ้านเพื่อดูแลทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง และทำความสะอาดบ้านเรือน ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่

นางสาวนิตยา อายุ 45 ปี กล่าวว่า หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ เริ่มเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน รวมถึงทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อทราบข่าวการสูญเสีย รู้สึกสงสารครอบครัวผู้เสียสละเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในศูนย์พักพิงยังสะดวกสบาย เพราะมีหน่วยงานดูแลอย่างดี แต่อยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว และพร้อมอดทนเพื่อให้ทหารแนวหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะทหารต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าประชาชนหลายเท่า

นางระเบียบ อายุ 58 ปี เผยว่า หลังจากอพยพ ยอมรับว่าเครียดและอยากกลับบ้าน แต่ต้องอดทนเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ประสานงานกับทหารและฝ่ายปกครอง ประเมินสถานการณ์รายวัน โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เบาบางลง เช่น อำเภอละหานทราย อำเภอประโคนชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อนุญาตให้ประชาชนกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนได้ชั่วคราว หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะอพยพกลับศูนย์พักพิงได้ทันที ซึ่งจังหวัดมีแผนรองรับไว้แล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ย้ำว่า พื้นที่เสี่ยงสูงยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไป โดยเฉพาะอำเภอบ้านกรวด เช่น ตำบลจันทบเพชร และตำบลสายตะกู ซึ่งยังมีเหตุปะทะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์

นอกเหนือจากการอนุญาตให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว จังหวัดยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • การสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค: จัดหาและแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง และผู้ที่เดินทางกลับบ้านแต่ยังขาดแคลน
  • การดูแลด้านสุขภาพ: จัดทีมแพทย์และพยาบาลเข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชนในศูนย์พักพิง และให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
  • การฟื้นฟูบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร: สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และช่วยเหลือเกษตรกรในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ
  • การให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจ: จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์ความไม่สงบ

สถานการณ์ชายแดนที่คลี่คลายลงเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงเป็นสิ่งสำคัญ จังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน เฉพาะพื้นที่ไม่มีความเสี่ยง

“สีหศักดิ์” แจงเหตุผลยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง


“สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลที่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ แม้ว่ากัมพูชาจะเสนอให้มีการหยุดยิงในเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 22 ธันวาคมที่จะถึงนี้

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ต้องการให้การหยุดยิงเป็นเพียงแค่คำประกาศ แต่ต้องการให้มีการพูดคุยและตกลงในรายละเอียดของมาตรการและขั้นตอนการตรวจสอบอย่างชัดเจน จึงได้มีการนัดหมายให้ทหารของทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อกำหนดขั้นตอนในการกลับไปสู่ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยประเทศไทยได้เสนอจังหวัดจันทบุรีเป็นสถานที่จัดการประชุม แต่ยังคงรอการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา

เบื้องหลังการหารือ: ทำไมยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง?

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ได้เข้าร่วมหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้แทนจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม (ยกเว้นเมียนมาที่เข้าร่วมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหารือถึงแนวทางที่อาเซียนจะสามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความปรารถนาดีต่อกัมพูชามาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือในช่วงสงครามกลางเมือง การเปิดชายแดนรับผู้อพยพ และการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสอง ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาในกรอบทวิภาคี แต่กลับกลายเป็นฝ่ายกัมพูชาที่นำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสหประชาชาติ

ประเด็นสำคัญที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ เรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การกระทำต่างๆ ที่ผ่านมาของกัมพูชา เช่น การปล่อยเทปบันทึกการสนทนา ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดอาวุธตามแนวชายแดน การลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ที่รุกล้ำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายครั้ง

ในการประชุมครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าไม่ได้ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหา แต่ต้องการที่จะหาแนวทางในการเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการหยุดยิง ซึ่งจะต้องมาจากการพูดคุยและตกลงกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศ

ดังนั้น การนัดหมายประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคม จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาข้อตกลงหยุดยิงที่แท้จริง และนำไปสู่การปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างครบถ้วน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย การเจรจาและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หวังว่าการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

AT-6 วูฟเวอร์รีน: เขี้ยวเล็บ ทอ.ไทย สุดแม่นยำ!

แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Beechcraft® AT-6 Wolverine คืออากาศยานรบหลายภารกิจ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการรบทางอากาศ หรือลาดตระเวนถ่ายภาพพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ พัฒนาโดย Beechcraft® บริษัทเดียวกับที่ส่งมอบเครื่องบิน T-6A ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบิน T-6B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ จุดเด่นคือคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจากเครื่อง Lockheed Martin A-10C พร้อมห้องนักบิน CMC Esterline และระบบจัดการการบิน

การจัดหา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 Wolverine มีเป้าหมายเพื่อทดแทนเครื่องบินฝึก-ขับไล่ไอพ่น L-39 ZA/ART ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถูกทยอยปลดประจำการไปแล้ว โดย L-39 เคยประจำการอยู่ที่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ฝึกนักบินขับไล่ไอพ่น ก่อนที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงกว่า เช่น เอฟ-5TH ซุปเปอร์ไทกริส หรือ เอฟ-16 เอ/บี ไฟท์ติ้งฟัลคอน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบินขับไล่เบา และสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินด้วยอาวุธจรวดและระเบิดต่างๆ ได้อีกด้วย

AT-6E เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์ใบพัดแบบเทอร์โบพร็อพ โจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ พัฒนาจากเครื่องบินฝึกหลัก T-6 เจ้า Wolverine ที่มีกรงเล็บแหลมคม มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินโจมตี A-10C ส่วนคันเร่งและคันบังคับแบบ Hands-on (HOTAS) นำมาจากเครื่อง F-16, ระบบส่งสัญญาณติดหมวก (HMCS) และห้องนักบินระบบดิจิทัลพร้อม MFD สำหรับการนำทาง เซ็นเซอร์ และการจัดการ/ระบบยิงอาวุธแบบบูรณาการ สามารถบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด ติดตั้งเซ็นเซอร์ EO/IR MX-15D เพื่อใช้ในการเล็งเป้าหมายและ ISR ทางยุทธวิธี

ในสงครามอีเล็กทรอนิกส์ AT-6 ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล LINK-16/SADL, ระบบ FMV/ROVER แบบเรียลไทม์สำหรับการเชื่อมต่อกับกองกำลังภาคพื้นดิน และระบบ VHF/UHF/SATCOMS ทางยุทธวิธี เดิมที AT-6 ถูกเสนอให้ใช้งานในภารกิจโจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ (LAAR) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงเมื่อสิบปีก่อน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี 2560 เพื่อลดแรงกดดันต่อฝูงบินที่มีอยู่ โดยจัดหา AT-6 Wolverine สองเครื่อง (และ A-29 Super Tucano ของ AFSOC อีกสองเครื่อง) เพื่อพัฒนา CAS/ISR น้ำหนักเบา สำหรับประเทศพันธมิตร อย่าง โคลอมเบีย ไนจีเรีย ไทย และตูนิเซีย เพื่อพัฒนายุทธวิธีโจมตีเบา/ISR ร่วมกับ AERONet

เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 บ.จ.8 Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทย (RTAF: Royal Thai Air Force) หมายเลข “41102” ได้เริ่มต้นทำการฝึกบินในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. 2567 (2024) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH Wolverine สองเครื่องแรก หมายเลข “41101” และ “41102” เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ทำไมต้อง AT-6 Wolverine?

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH จำนวน 8 เครื่องวงเงิน 4,314,039,908.80 บาท ($143 million) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (2021) โดยฝูงบิน 411 จะได้รับมอบครบ 8 เครื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (2025) การจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6TH ยังรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการแก่เจ้าหน้าที่ของ ทอ. ไทย เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 22 บ.ฝ. 22 Beechcraft T-6TH Texan II(T-6C) ของโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับมอบครบจำนวน 12 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2566 (2023) โดยมีพื้นฐานร่วมกัน

กองทัพอากาศไทยส่งนักบินชุดรับมอบจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกหลักสูตรครูการบิน(Flight Instructor) และนักบินลองเครื่อง(Test Pilot) ณ บริษัท Textron Aviation Defense สหรัฐฯใน Wichita มลรัฐ Kansas ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม พ.ศ.2567 และได้สำเร็จการศึกษากลับมายังไทยและเริ่มจัดตั้งการฝึกในประเทศแล้ว

เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึก บ.ฝ.22 T-6TH บ.จ.8 AT-6TH สองเครื่องแรก ถูกจัดส่งทางเรือมาไทยได้เข้าสู่โครงการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Reassembly Program) โดยโรงงานอากาศยานของ บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้กับ กองบิน 4 ตาคลี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 เครื่องบินที่เหลือ ถูกประกอบและส่งมอบเพิ่มเติมจนครบ

เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 858 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (316knots) เพดานบินสูงสุด 9,949 เมตร (31,000 feet) พิสัยบิน 3,194 กิโลเมตร (1,725nmi) น้ำหนักภารกรรมบรรทุก 1,864 กิโลกรัม (4,110lbs) ติดระบบตรวจจับกล้อง electro-optic/infrared(EO/IR) แบบ WESCAM MX-15Di ในตำแหน่งใต้โครงสร้างลำตัวกลางเครื่อง

ระบบอาวุธของ AT-6 Wolverine

ตำแหน่งติดอาวุธ 7 จุด ใต้ปีกข้างละ 3 จุด ใต้ลำตัว 1 จุด เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของภารกิจ ทั้งกระเปาะปืนกล .50 คาลิเบอร์ ความจุกระสุน 400 นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire หรือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร จรวดไม่นำวิถีขนาด 2.75 นิ้ว ไฮดรา จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ APKWS อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบ เอจีเอ็ม-142 เฮลไฟร์ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU 12 Paveway I, GBU-58 Paveway II, GBU-49 และ GBU-59 enhanced Paveway II ระเบิดไม่นำวิถี MK 81 ขนาด 250 ปอนด์ และ MK 82 ขนาด 500 ปอนด์

เครื่อง AT-6TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่

  • การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
  • ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า(Forward Air Control-Airborne)
  • การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance)
  • การโจมตีทางอากาศ (Air Strike)
  • การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR)
  • การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue)
  • การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery)
  • การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery)
  • การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า

รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในภารกิจด้านความมั่งคง การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

AT-6 Wolverine มี ISR ที่ทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ระบบกำหนดเป้าหมาย มีชุดเซ็นเซอร์ L3 Wescam MX-15D ประกอบด้วยกล้อง และ IR เครื่องระบุตำแหน่งด้วยเลเซอร์ เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์

ห้องนักบินของเครื่องบิน AT-6 Wolverine ถูกสร้างขึ้นสำหรับนักรบยุคใหม่ โดยผสานห้องนักบินกระจกดิจิทัลและ HUD ระบบนำทางยุทธวิธี จอแสดงผลเซ็นเซอร์ การจัดการอาวุธ และโหมดการส่งมอบอาวุธ ระบบภารกิจรบ A-10C ล็อกฮีด มาร์ติน ห้องนักบิน CMC ระบบจัดการเที่ยวบิน และจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชัน SparrowHawk HUD พร้อมระบบนำทางแบบบูรณาการและการยิงอาวุธปล่อยต่างๆ การควบคุมคันเร่งและควบคุมคันบังคับ (HOTAS) จากเครื่อง F-16.

โดยรวมแล้ว Beechcraft AT-6 Wolverine ถือเป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่มีศักยภาพสูง เหมาะสมกับภารกิจที่หลากหลายของกองทัพอากาศไทย และเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Scroll to top