ไทย กัมพูชา

กัมพูชาปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ผิดข้อตกลง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวการเคลื่อนย้ายรถถัง ยืนยันว่าจะไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ทำการเคลื่อนย้ายรถถังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายรถถังใดๆ และกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกับประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และบางสำนักข่าวของไทยที่กล่าวหาว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังนั้นไม่เป็นความจริง ทางกระทรวงฯ ขอยืนยันว่ากองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค

ทำไมข่าวกลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถึงสำคัญ?

ข่าวการปฏิเสธการเคลื่อนย้ายรถถังครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค การรักษาความเข้าใจและความร่วมมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
  • การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
  • ความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอาจนำไปสู่:

  • ความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • ความตึงเครียดทางการเมือง
  • ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนชายแดน

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลและรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า จะยังคงทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันการบานปลายของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ

ในอนาคต การสร้างกลไกการสื่อสารและความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

ที่มา – กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

ฮุน เซน ชี้ ทหารสละชีพเพื่อชาติ ไม่แลกดินแดน

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

จากกรณีที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทหารทั้ง 18 นายที่ถูกจับกุม ได้ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว และรัฐบาลกัมพูชาจะไม่ใช้ดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ทำไมฮุน เซน ถึงกล่าวว่าทหารสละชีพเพื่อชาติ ไปแล้ว?

การที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของทหารที่ถูกจับกุม รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า กัมพูชาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อการต่อรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ เป็นการยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงครอบครัวของทหารที่ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ฮุน เซน ยืนยันว่าจะไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า กัมพูชาจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ที่มา – ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

อันวาร์คุยทรัมป์! ไทย-กัมพูชา พร้อม**เจรจาแก้ปัญหาชายแดน**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน ได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยนายอันวาร์ได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการเจรจา

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ในข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายอันวาร์ระบุว่า เขาได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน และความพยายามทางการทูตเป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เขายังได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังได้แสดงความยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญที่นายอันวาร์เน้นย้ำคือ การที่ทั้งไทยและกัมพูชาเลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนนั้นอยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ลดความตึงเครียด และป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย การเจรจาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความยืดหยุ่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคประชาสังคม และประชาชนทั้งสองประเทศ การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ

แนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูต
  • การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ

การเจรจาแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและยาวนาน การที่ทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการทูตเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเจรจาคืบหน้าไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเจรจาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธีและยั่งยืน

ในอนาคต หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

จีนหนุน! ไทย-กัมพูชา เจรจาหาทางออก

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติ รวมถึงประเทศจีนซึ่งเป็นมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย ล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่าจีนในฐานะมิตรประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะยับยั้งชั่งใจและหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหา

ใจความสำคัญของการแสดงจุดยืนครั้งนี้คือ การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อแสวงหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้ การเจรจาอย่างสันติและสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น

บทบาทของจีนในการคลี่คลายสถานการณ์

จีนแสดงความพร้อมที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการบรรเทาและคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จีนมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการส่งเสริมการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

การที่จีนออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และความตั้งใจที่จะส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย และจีนพร้อมที่จะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศบรรลุเป้าหมายนี้

ปัญหาความขัดแย้งหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเจรจาและการพูดคุยอย่างเปิดอก การยึดมั่นในหลักการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร และการแสวงหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จีนหวังว่าไทยและกัมพูชาจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคงต่อไป

การใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้ จีนพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางเพื่อให้กระบวนการนี้ประสบความสำเร็จ

การที่จีนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชายับยั้งชั่งใจ และหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

สถานการณ์ระหว่างประเทศมักมีความซับซ้อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การที่จีนให้ความสำคัญกับการเจรจาและการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบริบทของภูมิภาค และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

การที่จีนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาเพื่อหาทางออกระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง การสนับสนุนจากมิตรประเทศอย่างจีน จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การแสดงจุดยืนของจีนในครั้งนี้ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาจีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก ยึดมั่นในการเจรจาและการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร คือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

การที่จีนเสนอที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายสถานการณ์ ย่อมเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่รับผิดชอบของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

สุขุมชี้รัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ไทย-กัมพูชา

การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้นต้องอาศัยความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธี ล่าสุด รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมองว่ารัฐบาลไทยตอบโต้เหมาะสมแล้ว และการเปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและชี้ว่าสถานการณ์นี้มีแนวโน้มจะคลี่คลายหลังการเลือกตั้งในกัมพูชา เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอาจใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง โดยการยั่วยุและกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ

รศ.ดร.สุขุมเตือนว่า แม้จะมีแรงกดดันให้รัฐบาลตอบโต้อย่างเด็ดขาด แต่การใช้กำลังทหารอาจนำไปสู่ความสูญเสียและการขยายตัวของปัญหา รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว เช่น การระงับความร่วมมือด้านสันติภาพ การไม่ส่งตัวผู้ต้องขังกลับกัมพูชา และการส่งสัญญาณทางการทูตที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการตอบโต้ที่สอดคล้องกับหลักสากลและไม่ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงก่อน

“สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ชี้เปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา “ไทย-กัมพูชา”

ชื่นชมรัฐบาลที่ทำได้ดีแล้ว

“รัฐบาลทำได้ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เพราะจะทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก” รศ.ดร.สุขุมกล่าว หากเกิดการสู้รบ ประเทศไทยอาจถูกมองว่าเป็นผู้รังแกประเทศเล็กกว่า ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติ ในทางกลับกัน ความช่วยเหลือจะมุ่งไปที่กัมพูชา

ย้ำถึงความอดทนอดกลั้น

รศ.ดร.สุขุมเน้นย้ำว่า การอดทนอดกลั้นและการใช้เครื่องมือทางการทูต เศรษฐกิจ และการสื่อสารอย่างมีหลักการ จะช่วยให้ไทยอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบและสามารถกดดันกัมพูชาได้ การประสานงานกับนานาชาติเพื่อสร้างแรงกดดันเชิงสากลก็เป็นสิ่งสำคัญ

ความสูญเสียจากการเปิดศึก

“หากเราเปิดศึก ผู้ที่สูญเสียคือทหาร และไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด และจะจบลงอย่างไร” รศ.ดร.สุขุมกล่าว การตัดสินใจใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก และไม่ควรนำพาประเทศเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงเช่นนั้น

สร้างความชอบธรรมด้วยความรอบคอบ

รศ.ดร.สุขุมสรุปว่า การแก้ไขปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ต้องอาศัยความรอบคอบและการประสานงานทางการทูต ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการด้านการสื่อสาร เศรษฐกิจ และการทูต เพื่อป้องกันปัญหาบานปลายและสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับไทยในเวทีระหว่างประเทศ “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสมแล้ว แต่ต้องระมัดระวังในการสื่อสาร

ท้ายที่สุด รศ.ดร.สุขุมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือไทยต้องรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพและใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งจะเป็นพลังที่ทำให้ไทยชนะในเกมนี้ได้” สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเปราะบาง การตัดสินใจที่รอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว การใช้เครื่องมือทางการทูตและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาจุดยืนในฐานะประเทศที่รักสันติ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

“สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสมแล้ว แต่อย่าประมาท

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานั้นมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความอดทน การใช้สติปัญญา และการรักษาความเป็นเอกภาพของคนในชาติ การเปิดฉากรบไม่ใช่ทางออก เพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียและผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้

ที่มา – “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ชี้เปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา “ไทย-กัมพูชา”

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง หรือ “บิ๊กกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นคำสั่งหยุดยิงที่เกิดขึ้นในการปะทะเมื่อปี 2568 การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก กมธ. เห็นถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของสถานการณ์บริเวณชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวในการประชุมถึงเหตุการณ์การสู้รบกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หลังจากเริ่มการรบได้เพียง 6 ชั่วโมง กลับมีคำสั่งให้หยุดยิง ทำให้ กมธ. ตัดสินใจเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพเเห่งดินแดน

กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา

กมธ. เล็งเห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง จึงได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่และอำนาจของ กมธ. ต่อไป

ทำไมต้องถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา?

การหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความซับซ้อนเเละเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาเเละเเนวทางการเเก้ไข จะช่วยลดความตึงเครียดเเละป้องกันความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ การรับฟังข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงอย่าง พล.ท.บุญสิน จะช่วยให้ กมธ. สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้านเเละนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเเม่นยำ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา ได้กำหนดวันประชุมในวันที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 08.00 น. โดยได้เชิญ พล.ท.บุญสิน เข้าร่วมหารือเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเเนวโน้มในอนาคต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์และนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กมธ.ทหารฯ สว. เปิดเวทีให้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติวิธี

ประเด็นเรื่อง กมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงเเค่เรื่องของความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนด้วย การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา การสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ

การที่ กมธ.ทหารฯ สว. ให้ความสำคัญกับการหารือเรื่องกมธ.ทหารฯ สว. ถกปมชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในความสำคัญของปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การติดตามความคืบหน้าของการหารือในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ และร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน

ที่มา – กมธ.ทหารฯ สว. เชิญ “บิ๊กกุ้ง” ให้ข้อมูล หารือชายแดนไทย-กัมพูชา เค้นปมคำสั่งหยุดยิง

Scroll to top