ไทย กัมพูชา

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา เช้า 26 ต.ค.! นายกฯ เผยต้องรีบกลับไทยให้ทันพระราชพิธีฯ ด้านสมเด็จพระพันปีหลวง มอบหมาย ‘สีหศักดิ์’ ร่วมประชุมเอเปกแทน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยช่วงหนึ่งตอบคำถามถึงกำหนดการเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า จริงๆ วันนี้ตนมีกำหนดการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้ขอยกเลิกไป แต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 จะมีเรื่องการลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยมีสักขีพยานคือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตนได้ขอให้ร่นระยะเวลามาลงนามในช่วงเช้า โดยจะเดินทางไปและรีบกลับมาให้ทันพระราชพิธีฯ

นายอนุทิน ระบุต่อไป ขอยืนยันให้ประชาชนทราบว่ากว่าจะถึงจุดนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเจรจามาตั้งแต่ในชั้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) จนได้ข้อสรุปที่เป็นเงื่อนไขแนวทางให้ทางกัมพูชาได้ปฏิบัติ เมื่อเขาปฏิบัติเราก็จะพิจารณาว่า เมื่อความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหากหมดไป เราก็ค่อยดำเนินการตามธรรมเนียมทางการทูต ขณะนี้จึงยังไม่มีสิ่งใดที่เป็นความกังวลว่าลงนามแล้วจะเกิดการเสียเปรียบหรือไม่ หรือทำให้สูญเสียอธิปไตย เรื่องแบบนี้ไม่มีทั้งสิ้น แต่เป็นการทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชนและลดความสูญเสีย รวมถึงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

อนุทินบินมาเลย์ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา รีบกลับ

การลงนามในถ้อยแถลงเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชานี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินตัดสินใจเดินทางไปลงนามด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง การที่ต้องเร่งรัดเวลาเพื่อกลับมาร่วมพระราชพิธีฯ ก็สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด

ทำไมการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาถึงสำคัญ?

การสร้างสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

เมื่อถามถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ ก็จะให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่แทน ซึ่งส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ.

การตัดสินใจมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเอเปกแทน แสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจภายในประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะอยู่ในประเทศในช่วงเวลานี้ อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองหรือประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว การเดินทางไปลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยคำนึงถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์และการบริหารจัดการภารกิจภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” บินมาเลย์ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาเช้า 26 ต.ค. รีบกลับให้ทันพระราชพิธีฯ

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา ตกลงแผนงานร่วมกันได้

“สีหศักดิ์” เชื่อ กลไกเจรจา JBC-GBC ยังได้ผล มอง “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าหากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไม่ได้ผลก็จะไม่มีการประชุมอีกแล้ว ว่า ตนเชื่อว่าได้ผล

เมื่อถามว่าหากทั้ง 2 เวทีการเจรจาไม่ได้ผลจะไม่หยุดแค่นี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า การประชุม GBC เกี่ยวกับเรื่องที่จะลงนาม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นถ้อยแถลงตามที่คุยกัน เชื่อว่าจะสามารถทำแผนงานในรายละเอียดต่างๆ ได้

เมื่อถามว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทางกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการเช่นไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้และสามารถตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามต้องพูดคุยกับคณะผู้แทน กำลังประชุมกันอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

สีหศักดิ์เชื่อ ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความร่วมมือและการจัดการชายแดน ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ผ่านกลไกการเจรจาที่มีอยู่

การแสดงความเชื่อมั่นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลไกการเจรจา JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม) และ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความร่วมมือตามแนวชายแดน

ความสำคัญของกลไก JBC และ GBC

กลไก JBC และ GBC มีบทบาทสำคัญในการ:

  • แก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยังคงค้างคา
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • สร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่ากลไก JBC และ GBC จะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของปัญหาเขตแดน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และความผันผวนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมากมายในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา เช่น การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุข

แนวทางสู่ความสำเร็จในการตกลงแผนงานร่วมกัน

เพื่อให้ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  1. การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ: ทั้งสองฝ่ายควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และพยายามลดอคติและความเข้าใจผิด
  2. การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมกัน: การเจรจาควรเน้นที่การแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะซึ่งกันและกัน
  3. การใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง: หากเกิดข้อพิพาทที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ควรใช้กลไกการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง เช่น การไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการ
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: การสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนจากภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการเจรจา

นายสีหศักดิ์ยังคงเชื่อมั่นว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่ และการเจรจาอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แม้จะมีความท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ ก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้

การที่นายสีหศักดิ์เชื่อว่า ไทย-กัมพูชา สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การเจรจาและการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน การหารือและการเจรจาอย่างเปิดอกเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อ “ไทย-กัมพูชา” สามารถตกลงทำแผนงานร่วมกันได้

ธรรมนัส ไม่โกรธปมสแกมเมอร์ ให้พิสูจน์ก่อน

“ธรรมนัส” บอกสื่อไม่โกรธหากถามปมเอี่ยวสแกมเมอร์ ขออย่ากล่าวหา “เบน สมิธ” ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน ยันไม่เป็นมนุษย์สีเทา ไม่มีอะไรปิดบัง ย้อน “โรม” ต่างคนต่างหน้าที่ อำนาจปลดจาก ครม. อยู่ที่นายกฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “คิดถึงจัง ไม่ได้เจอตั้งนาน” โดยเมื่อถูกถามว่าโกรธหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบทันทีว่า “ไม่โกรธครับ”

จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนชี้แจงบัญชีทรัพย์สินมีสำนักข่าวโจมตีว่าร่ำรวย มีบริษัทมากกว่า 20 แห่งในการทำมาหากิน ตอนนั้นตนก็เป็นนักการเมืองสมัครเล่น การชี้แจงบัญชีทรัพย์สินจึงมีปัญหาบ้าง อยากเรียนว่าตนทำธุรกิจมาก่อนทำการเมือง พูดภาษาชาวบ้านคือมีตังค์ก่อนมาเล่นการเมือง ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นผู้ทำธุรกิจรถเมล์เกือบ 300 คัน และมีธุรกิจด้านสลากกินแบ่งรัฐบาล ธุรกิจตลาดสด อสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจที่อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้วคือการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจไซเบอร์จนเป็นที่มีที่ไปของการออกหมายจับ หมายค้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชีพอะไรก็ตามที่นักการเมืองหลายคนมองว่าเป็นมนุษย์สีเทา ตนไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา ซึ่งก็มีเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในฐานะที่เราเข้ามาทำงานการเมืองต้องยอมรับตรงนี้ อะไรก็ตามที่ถูกกล่าวหา พาดพิง หรือเรื่องหมิ่นเหม่ และเราไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้วิธีปิดปากแต่เป็นการฟ้องให้เกิดความกระจ่างว่าเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ อันไหนที่พาดพิงถึงเราถ้าเป็นความจริง ก็รับแล้วมาแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราจำเป็นต้องฟ้องว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า ตนเป็นคนที่คนเข้าหาง่าย และไม่เคยกีดกันว่าเป็นคนเพศไหน วัยไหน สัญชาติใด เพราะเราเป็นคนไม่ถือตัว สื่อมวลชนหลายท่านก็พูดคุยกันหยอกล้อกันและไม่เคยโกรธ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายเบน สมิธ หรือ นายเบญจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ตนได้ชี้แจงกับสำนักข่าวอิศราแล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง พูดกันตรงไปตรงมาด้วยข้อมูล และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าเพิ่งกล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นแก๊งสแกมเมอร์ ในเรื่องกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา กฎหมายยังไม่มี ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวหา ต้องให้เขาพิสูจน์ตนเองก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์แล้วประเทศเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ส่วนตนเองเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเวทีที่กล้าพูดกล้าทำ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าพบชื่อคนที่เคยขอสัญชาติไทย มีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งคาดว่าเป็น นายเบน สมิธ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ไม่ทราบ ทางด้านประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ผู้แต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี ตนก็เป็น สส. อยู่ทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พร้อมตรวจสอบเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด พร้อมกำชับลูกพรรคที่เป็นข้าราชการการเมืองต้องทำงานให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหา

สำหรับการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเหมือนกับที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า เมื่อตนมีปัญหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ชอบเป็นภาระใคร ส่วนจะมีการเข้าไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า ตนไม่มีวันหยุดเลย กลับเข้าบ้านก็ดึกแล้ว ตื่นเช้าก็มาทำงานต่อ.

ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

จากกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกสื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และนายเบน สมิธ นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองกับคำถามดังกล่าว และขอให้รอการพิสูจน์ตัวเองของนายเบน สมิธ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ

ทำไมถึงต้องรอการพิสูจน์ ปมสแกมเมอร์?

ร้อยเอกธรรมนัสได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน จึงไม่ควรด่วนตัดสินว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การทำธุรกิจในอดีต และการทำงานในฐานะ สส. ที่ให้ข้อมูลกับตำรวจไซเบอร์จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา และพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและการรอคอยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย “ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะมีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน

การออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าวของร้อยเอกธรรมนัส สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจเเละพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด เเละสังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอเลื่อนไปก่อน! เกิดอะไรขึ้น? มาติดตามสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

กัมพูชาได้ตอบรับคำเชิญจากกองทัพไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) แล้ว แต่ขอเลื่อนการหารือออกไปก่อน จนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะสิ้นสุดลง ซึ่งประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Facebook เพื่อประกาศการตอบรับคำเชิญจากฝ่ายไทยในการจัดการประชุม RBC อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ขอเลื่อนกำหนดการออกไป จนกว่าการประชุม GBC ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม (พ.ศ. 2568) จะเสร็จสิ้นเสียก่อน การตัดสินใจนี้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและความสำคัญของการประชุมทั้งสอง

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุอย่างชัดเจนว่า “กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแจ้งให้สาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศทราบดังต่อไปนี้:” เพื่อเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการสื่อสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์นี้อยู่ที่ “เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกองทัพกัมพูชาได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) กัมพูชา-ไทย ที่กำลังจะมาถึง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน

“ฝ่ายกัมพูชายินดีรับคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดการประชุม กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ได้เสนอให้เลื่อนออกไปจนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย วาระพิเศษครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ถึง 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสิ้นลง” ข้อความนี้เน้นย้ำถึงความเต็มใจที่จะร่วมมือ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการประชุมระดับสูงกว่าก่อน

“หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งที่ 2 แล้ว กองทัพภาคที่ 4 และ 5 จะกลับมาหารือกับฝ่ายไทยอีกครั้ง เพื่อจัดการประชุม RBC ในส่วนที่เกี่ยวข้อง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาหารือในประเด็น RBC อีกครั้งหลังจากการประชุม GBC สิ้นสุดลง

เหตุผลที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการประชุม GBC ก่อนนั้นมาจากความต้องการที่จะ “นำผลลัพธ์จากการประชุม GBC มาใช้ เพื่อรับประกันให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ, แสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ และอำนวยความสะดวกในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประชุม GBC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคต

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

การตัดสินใจของกัมพูชาในการเลื่อนการประชุม RBC ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสำคัญของการหารือในระดับต่างๆ

ทำไมต้องรอ GBC ก่อน

หลายฝ่ายมองว่าการที่กัมพูชาต้องการให้การประชุม GBC สิ้นสุดลงก่อน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและข้อตกลงในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค การทำเช่นนี้จะช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากขึ้น

  • การประชุม GBC เป็นการประชุมระดับนโยบายที่สูงกว่า
  • ผลลัพธ์จากการประชุม GBC จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับการประชุม RBC
  • ช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรอผลการประชุม GBC ก่อนที่จะหารือใน RBC อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อให้การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของกัมพูชาในการตอบรับการประชุม RBC แต่ขอเลื่อนไปจนกว่าการประชุม GBC จะจบลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค อาจเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในที่สุด ล่าสุด กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย หลังจบ GBC คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นสำคัญหลายอย่าง

การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การแสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับกระบวนการที่รอบคอบและครอบคลุมเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาตอบรับ จัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอประชุม GBC จบก่อน

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร จริงหรือ?

มีรายงานจากกัมพูชาอ้างว่า ประเทศไทยเตรียมที่จะปล่อยตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย หลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ ข่าวดังกล่าวสร้างความฮือฮาและความหวังให้กับหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลงสันติภาพที่จะมีการลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยใจความสำคัญของข้อตกลงนั้นรวมถึงการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายที่ถูกทางการไทยจับกุม

นายสุคนธ์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVK ที่สนามบินนานาชาติเตโช หลังจากเดินทางกลับจากการเจรจาสันติภาพในประเทศมาเลเซีย โดยกล่าวว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสี่ฝ่าย ซึ่งมีตัวแทนจากกัมพูชา ไทย สหรัฐฯ และมาเลเซีย เข้าร่วมในการเจรจาครั้งนี้

นายสุคนธ์กล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพนี้ว่าจะนำไปสู่การปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับกุม “ประเทศไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมในวันที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้” นอกจากนั้น เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่าน “กลไกสันติวิธี” และการเคารพหลักการในการยุติข้อพิพาทโดย “ไม่ใช้กำลัง” อีกด้วย

การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียนมีกำหนดจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยมีผู้นำระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย คาดการณ์กันว่าผู้นำทั้งสองจะมีการพบปะพูดคุยกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคและโลก

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากข่าวเรื่อง กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร เป็นความจริง จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง? ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมานั้นมีทั้งช่วงที่ราบรื่นและช่วงที่ตึงเครียด การปล่อยตัวทหารกัมพูชาในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ความเป็นไปได้ที่ ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

ความเป็นไปได้ที่ ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร นั้นมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนและความร่วมมือในด้านต่างๆ การปล่อยตัวทหารกัมพูชาอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งรวมถึงการแก้ไขปัญหาเขตแดน การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การปล่อยตัวทหารกัมพูชายังเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาและความปรารถนาดีของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศในสายตาของนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา

สถานการณ์ กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและความขัดแย้งไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว การเจรจา การประนีประนอม และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืน

ที่มา – กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ทรัมป์ร่วมลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เตรียมเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในช่วงปลายเดือนนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ตั้งตารอที่จะเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา” ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้ ซึ่งการเข้าร่วมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ปะทุกลายเป็นการปะทะทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย และพลเรือนต้องอพยพหนีออกจากบ้านเรือนราว 300,000 คน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา จึงเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน

หลังจากการสู้รบห้าวัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะหยุดยิง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนร่วมในการเป็นคนกลางบางส่วน แม้ว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอยู่เป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยกล่าวว่า ตนได้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยให้เครดิตกับ “การทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์ ที่ช่วยยุติการปะทะดังกล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้รับจดหมายจากผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความปรารถนาที่จะเห็นเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้กันทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความตึงเครียดได้

“ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สหรัฐฯ ให้กับบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อย่างสันติวิธี

ความสำคัญของ “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หากข้อตกลงนี้ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหาชายแดน: ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยังคงค้างคาอยู่ได้อย่างสันติวิธี
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุน: สันติภาพและความมั่นคงจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
  • การพัฒนาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม: การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลงนามในข้อตกลงสันติภาพเป็นเพียงก้าวแรก การรักษาและต่อยอดสันติภาพนั้นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค หวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างแท้จริง และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลุยพื้นที่ช่วยประชาชนน้ำท่วม-สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ “สีหศักดิ์” เผย บินมาเลเซียถก 4 ฝ่าย แก้ปมปัญหาไทย-กัมพูชา ผลเป็นไปด้วยดี ย้ำข้อเสนอ 4 ประเด็น รอจับตาดูผลปฏิบัติ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 3/2568 โดยเป็นอีกครั้งที่นายกรัฐมนตรีนำ ครม. มาประชุมที่อาคารรัฐสภา เนื่องจากมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ซึ่งตนติดตามจากข่าวสารเห็นว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์อุทกภัยและมีเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนมากมาย ได้เห็นรัฐมนตรีแทบจะทุกท่านลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมีการสั่งการและหาวิธีเยียวยาให้กับประชาชน ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายและเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้เชื่อมั่นในการดูแลเอาใจใส่ของรัฐบาลเมื่อประชาชนมีความเดือดร้อน

นายอนุทิน เผยต่อไปว่า ในช่วงเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้บินไปประเทศมาเลเซียเพื่อเจรจาเรื่องการแสวงหาสันติภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้า ไปในทิศทางที่ดีมาก และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้รับการตอบสนองต่อเงื่อนไขต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป แต่ก็ยังไม่จบ เพราะเราเริ่มมาเป็นรอบๆ และภายในสัปดาห์นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องเดินทางไปหารืออีกครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก

ขณะที่เวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนมาเลเซียและร่วมประชุม 4 ฝ่าย ระหว่างมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ไทย และกัมพูชา เพื่อหารือแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า การหารือเป็นไปด้วยดี และแต่ละฝ่ายจะกลับมาปรึกษารัฐบาล รวมถึงวันนี้ตนจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งจากการไปประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความคืบหน้า แต่เมื่อคืบหน้าประเด็นคือต้องมาดูจะปฏิบัติอย่างไร โดยจะมีการประชุมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่พูดคุยกันจะปรากฏผล

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยังคงยืนยันข้อเสนอ 4 ประเด็นในการพูดคุยวงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ต่อหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า เหมือนเดิม แล้วเราก็คุยตามนั้น และต้องนำไปหารือในที่ประชุม JBC ด้วย เมื่อถามถึงกรณีอินฟลูเอนเซอร์ไปเปิดซาวน์เสียงผีบริเวณชายแดนจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนขอเน้นเรื่องการเจรจาก่อน ทางด้านคำถามถึงกรณีที่มีคนไทยถูกจับในกัมพูชา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ถ้าเราคุยกันคืบหน้า.

จากรายงานข่าวนี้ เราได้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทกภัยหรือปัญหาชายแดน การลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีและการเจรจาในระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

การทำงานอย่างหนักของรัฐบาลเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ความคืบหน้าล่าสุดในการแก้ปัญหา

ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยังไม่สิ้นสุด แต่ความคืบหน้าในการเจรจาและการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นสัญญาณที่ดี การติดตามและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่นายอนุทินออกมา “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทีมงานทุกคนในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อไป นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเจรจาในต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่น่าชื่นชม

การ “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัย หรือปัญหาความขัดแย้งชายแดน

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลงพื้นที่ช่วยประชาชน สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

ทูตจีนหนุนไทย-กัมพูชาคุยปัญหา เป็นมิตรทั้งสองฝ่าย

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาโพสต์ข้อความยืนยัน จีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา และพยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่าจีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ลั่นยึดหลักเท่าเทียมและเสมอภาค หลังก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความระบุว่า “จีนสนับสนุนกัมพูชาอย่างมั่นคง” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

“นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในฐานะที่จีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนยึดมั่นในจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมและเสมอภาค และได้พยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ”

“รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทย ได้บรรลุผลลัพธ์ในการประชุมที่อำเภออันหนิง มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศได้จัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตแบบไปกลับเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง ด้วยความพยายามอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายต่าง ๆ กัมพูชาและไทยได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคี ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชื่นชมจีนสำหรับบทบาทที่ไม่มีใครแทนได้ในกระบวนการนี้”

“จีนสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะประธานเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านวิถีอาเซียน (ASEAN Way) จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ตามความประสงค์ของกัมพูชาและไทย และจะส่งเสริมการพูดคุยเพื่อทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมั่นคงและผลักดันการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ”

“จีนดำเนินการเรื่องความร่วมมือทางทหารตามปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชาและไทย สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามเช่นนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนต่อทั้งสองประเทศเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามอง ล่าสุด ทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจีนสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย โดยพร้อมเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อสันติภาพ

จีนกับการสนับสนุนการพูดคุยระหว่างไทยและกัมพูชา

นายหวัง เหวินปิน ย้ำว่าจีนยึดมั่นในหลักการความเท่าเทียมและเสมอภาค และพร้อมที่จะเป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ การที่จีนเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่จีนมีต่อทั้งไทยและกัมพูชา

ความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นบทบาทสำคัญที่จีนแสดงให้เห็นในเวทีระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาดีและความตั้งใจที่จะช่วยให้ภูมิภาคนี้มีความสงบสุขและมั่นคง

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสามประเทศได้มีการประชุมหารือกันที่มณฑลยูนนาน ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การที่จีนส่งผู้แทนพิเศษไปปฏิบัติภารกิจทางการทูต ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยแก้ไขความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การสนับสนุนของจีนต่อมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาค การที่จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความตั้งใจจริงของจีนในการช่วยให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับการแก้ไข

การที่สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน เป็นสิ่งที่นายหวัง เหวินปิน ได้ออกมาเตือนถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคนี้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องรอดูว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนี้อย่างไร

จีนแสดงบทบาทชัดเจนในการสนับสนุน ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

Scroll to top