ไทย กัมพูชา

กองทัพบก รับแจ้งเสียงระเบิดตาควาย 1 ครั้ง ตรวจสอบ

กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกองทัพบกได้ออกมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 โดย กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณพรมแดน

กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

จากข้อมูลที่ได้รับ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.40 น. หน่วยทหารในพื้นที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเสียงดังสนั่นในบริเวณพื้นที่ตาควาย อำเภอพนมดงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงปืนเล็กในพื้นที่จุ๊บอั่งกุยอีกประมาณ 5-6 นัด ซึ่งขณะนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงปกติ แต่ทหารไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบริเวณเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการยิงสวนเตือนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยยิงไป 3 นัดเพื่อเป็นการเตือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ความพร้อมของทหารไทยในการรับมือสถานการณ์ชายแดน

กองทัพบกได้ย้ำว่าทหารไทยไม่ประมาท โดยมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนในพื้นที่ปลอดภัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานร่วมกันเพื่อหาความจริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานของข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่เคยเกิดเหตุการณ์ปะทะมาแล้วหลายครั้ง การรายงานครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด ทหารไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การลาดตระเวนที่เข้มข้นขึ้น การใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว และการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

  • เสียงระเบิด 1 ครั้งในพื้นที่ตาควาย: ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
  • เสียงปืนเล็ก 5-6 นัดในจุ๊บอั่งกุย: สถานการณ์ปกติแล้ว
  • ทหารไทยยิงสวนเตือน 3 นัดก่อนหน้านี้: เพื่อป้องกันการบุกรุก
  • การเตรียมความพร้อม 24 ชั่วโมง: ไม่ประมาทต่อภัยคุกคาม

นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ โดยการเจรจาทางการทูตเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกำลังทหารที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ชาวบ้านในพื้นที่สุรินทร์หลายรายแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็เชื่อมั่นในความสามารถของทหารไทยในการจัดการ

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น เหตุการณ์ปะทะปี 2554 ที่ทำให้เกิดการสูญเสีย การเพิ่มความระมัดระวังครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ชายแดนนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน การที่กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ และรายงานอย่างโปร่งใสเป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารที่ชัดเจน ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคม

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากกองทัพบกเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากคุณสนใจติดตามสถานการณ์ชายแดนเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และอย่าลืมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ที่มา – กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ยืนกรานไม่เปิดด่าน จนกว่าจะหมดภัยจากฝั่งกัมพูชา นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในชื่อ “นายกฯ หนู” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 เกี่ยวกับจุดยืนของรัฐบาลในเรื่องนี้

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

ในที่ประชุมแถลงนโยบาย นายกฯ หนู ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องให้อำนาจกองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะมีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยมีความอดทนสูงและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ยอมให้มีการล่วงล้ำดินแดนเด็ดขาด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายเข้าใจท่าทีของรัฐบาล

สำหรับประเด็น MOU 2543 และ MOU 2544 ที่เป็นจุดขัดแย้งหลัก นายกฯ หนู ระบุว่าอยู่ในชั้นนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งเพิ่มเติม รัฐบาลจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา และพิจารณาการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากครม. เพียงฝ่ายเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความเห็นต่าง

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา: มุมมองทางการทูต

เมื่อถูกถามถึงการติดต่อตรงกับผู้นำกัมพูชาอย่างสมเด็จฮุน เซน หรือนายฮุน มาเนต นายกฯ หนู ชัดเจนว่าไม่ยกหูคุยเอง แต่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการผ่านช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพราะเรื่องรักษาดินแดนและอธิปไตยเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ รัฐบาลยืนกรานไม่เปิดด่านการค้าหรือชายแดน จนกว่าความเสี่ยงจากกัมพูชาจะหมดสิ้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมี expertise ในการจัดการทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและสถานการณ์ขัดแย้ง จะมีการหารือและตัดสินใจมาตรการเป็นระยะๆ ตามดุลยพินิจ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยสันติ

  • จุดยืนชัดเจน: ให้อำนาจกองทัพตัดสินใจชายแดน
  • ไม่เปิดด่าน: จนกว่าภัยจากกัมพูชาจะหมด
  • ทูตนำ: มอบ กต. จัดการผ่านช่องทาง外交
  • ประชามติ MOU: ให้ประชาชนตัดสินอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยไม่ยอมให้มีการยั่วยุนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่โต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่าการให้อำนาจกองทัพแบบนี้ช่วยเสริมความเข้มแข็ง แต่ก็ต้องระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดด่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าชายแดน

ในมุมมองของประชาชน หลายคนเห็นด้วยกับจุดยืนยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา เพราะแสดงถึงความเด็ดขาด แต่บางส่วนกังวลว่าอาจยืดเยื้อ หากไม่มีการเจรจาระดับสูง รัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้กระทบชีวิตประชาชนชายแดน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตย หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

กลาโหมกัมพูชาลั่น! ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ามีการยิงปืนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังฝั่งไทย ล่าสุดทางกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้แล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการยิงปืนเข้ามา แต่เป็นเพียงเหตุการณ์ “ปืนลั่น” เท่านั้น

พลโทมาลี โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นอุบัติเหตุ “ปืนลั่น” จำนวน 2 นัด ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่ห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง และทางกัมพูชาได้ติดต่อชี้แจงรายละเอียดกับฝ่ายไทยแล้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 23 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หลังจากที่มีรายงานข่าวจากสื่อไทยบางสำนักและเพจเฟซบุ๊กทางการของไทยว่า “กัมพูชายิงปืนขนาดเล็ก 3-5 นัดเข้าฝั่งไทยเพื่อยุยงปลุกปั่นในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ”

ทางกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า ข้อมูลที่ได้รับจากกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาระบุชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธปืนเข้าไปในดินแดนไทยตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นเหตุการณ์ “ปืนลั่น” โดยไม่ตั้งใจ จำนวน 2 นัด เกิดขึ้นในเวลา 13.20 น. และ 14.16 น. ตามลำดับ ซึ่งทีมสื่อสารของทั้งสองประเทศได้มีการสอบถามและให้ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อทำความเข้าใจและคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย

กัมพูชายังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศต่อไป

กองทัพกัมพูชายังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทย ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันที่กรุงปุตราจายาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 อย่างเต็มที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ความเข้าใจผิดเรื่อง “ปืนลั่น”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหว การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและการ escalation ของสถานการณ์ได้

ประเด็นเรื่อง กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี

เหตุการณ์ “ปืนลั่น” ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การที่กลาโหมกัมพูชาออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ขอให้ไทยเปิดด่าน

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ประธานวุฒิสภากัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยร้องขอให้ไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมย้ำว่าหากไทยปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่ตาย

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญเกี่ยวกับการปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

ในโพสต์ดังกล่าว ฮุน เซน ยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ปิดด่านก่อน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของไทยที่จะต้องเปิดด่านเอง กัมพูชาจะไม่ลดตัวลงไปขอร้อง และแม้ว่าไทยจะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่เดือดร้อน เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ชาวกัมพูหันมาบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ฮุน เซน ยังกล่าวอีกว่า เขาไม่อยากจะออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งกำลังได้รับการแก้ไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือน และเพื่อรับประกันว่าทรัพย์สินของรัฐและเอกชนจะไม่ถูกทำลาย

จุดยืนที่ชัดเจนของกัมพูชา

ฮุน เซน กล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกันมากมายในสังคม โดยเฉพาะจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา ในขณะที่บุคคลทางการเมือง, ผู้นำกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด

“แต่ดูที่ฝั่งไทย เราได้ยินเสียงมากมายจากคนทุกระดับในสังคม ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด พูดออกมาซ้ำๆ ว่าให้ปิดด่านต่อไป นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเพียงแจ้งไปยังฝั่งไทยว่า ในเมื่อไทยเป็นฝ่ายปิดด่าน พวกเขาก็ควรเป็นฝ่ายที่เปิดมัน ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดด่านฝั่งพวกเขาแล้ว กัมพูชาจะเปิดด่านฝั่งตัวเองภายใน 5 ชั่วโมงต่อมา” ฮุน เซน กล่าว

ฮุน เซน ย้ำว่านี่คือจุดยืนที่กัมพูชายึดมั่นและจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวไปขอร้องให้ไทยเปิดด่านอีกครั้ง และต่อให้ไทยตัดสินใจที่จะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ปิดด่าน เพราะเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาผู้รักชาติร่วมใจกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

ตลอด 3 เดือนที่ไม่มีสินค้านำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชาก็ยังคงมีเสถียรภาพ มีสินค้าเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ

สำหรับเรื่องคำขอของญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชา ที่ต้องการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อกับฝ่ายไทย เพราะกัมพูชาได้ให้การอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

ฮุน เซน ยังได้เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาอดทน และปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธีต่อไป โดยย้ำว่าไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้

บทสรุปและข้อคิด

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของฮุน เซน ทำให้เห็นได้ถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาที่จะพึ่งพาตนเอง และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจเป็นโอกาสให้กัมพูชาพัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของตนเองได้ในที่สุด สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองอย่างไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศกัมพูชา

ที่มา – ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ทร.ลั่น! กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต

โฆษกกองทัพเรือ ลั่น กัมพูชาสร้างกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอน ปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม เผย ตอบรับขั้นต้นแล้ว

วันที่ 23 กันยายน 2568 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ให้สัมภาษณ์ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถึงประเด็นบ่อนกาสิโนรุกล้ำพื้นที่ดินแดนไทย ว่า กาสิโนที่เป็นประเด็นอยู่ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างบริเวณด่านท่าเส้น อ.เมือง จ.ตราด ก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่าจะต้องดำเนินการตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ คือมีการประท้วงไปตั้งแต่ตรวจพบว่ากัมพูชาสร้างอาคารอยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิทับซ้อน 

จากการตรวจสอบอาคารที่สร้างปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานและไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งเจตนารมณ์ของฝ่ายไทยคือการผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามายังเขตแดนอธิปไตยของไทยในพื้นที่อ้างสิทธิให้ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด โดยขณะนี้ทั้ง 17 จุด และกาสิโน ไม่ปรากฏว่ามีการเข้าใช้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน 

ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน เราจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการเจรจารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่แค่กาสิโน แต่รวมไปถึงคูเลตและฐานปฏิบัติการของฝั่งตรงข้ามทั้งหมด จะต้องปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม จากการพูดคุยท่าทีของฝั่งกัมพูชาก็มีการตอบรับในขั้นต้น ซึ่งก็เข้าใจว่าตามระบบของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตั้งแต่ทหารระดับพื้นที่รายงานไปตามชั้นภูมิภาค ก่อนจะรายงานกลับไปที่พนมเปญ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า ในวันนี้ทางกองทัพเรือ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราด (กปช.จต.) ก็ได้ติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิดว่าฝั่งกัมพูชาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาว่าจะต้องทำการรื้อถอนและผลักดันให้กลับไปสู่สภาพเดิมเมื่อไหร่ ทางฝั่งไทยไม่อยากพูดคำว่ากดดัน แต่จะใช้ช่องทางเจรจาดำเนินการให้เป็นไปตามกติกา 

เมื่อถามว่าฝั่งไทยมีโอกาสจะทุบสิ่งปลูกสร้างที่กัมพูชารุกล้ำได้หรือไม่ พล.ร.ต.ปารัช เผยว่า ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอนและปรับให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นอธิปไตยของไทย แต่ถ้ายังดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามที่พูดคุยตกลงกันไว้ไทยก็อาจจะมีการยกระดับต่อไป

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่บางส่วน ซึ่งล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกาสิโน คูเลต หรือฐานปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมีการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น

ความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจา

ถึงแม้ว่าทางกัมพูชาจะตอบรับในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการรื้อถอน แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทางกองทัพเรือไทยยืนยันว่าจะใช้ช่องทางการเจรจาเป็นหลักในการผลักดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง โดยจะติดตามสถานการณ์และทวงถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาเป็นแนวทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการเผชิญหน้า แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และกัมพูชายังคงดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ฝ่ายไทยก็อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อรักษาสิทธิอธิปไตยของประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประเด็นการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การดำเนินการตามกฎหมายและหลักสากลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและเขตแดนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ หากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยความเข้าใจและเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความร่วมมือในภูมิภาคในระยะยาว

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ในฐานะประชาชนคนไทย พวกเราควรติดตามข่าวสารและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพเรือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการของทั้งสองฝ่ายจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “นายกฯ อนุทิน” ให้อำนาจทหารเต็มที่ในการปกป้องชายแดน พร้อมแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ภูผี ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่าได้มอบแนวทางให้กองทัพดำเนินการจัดการสถานการณ์ชายแดนได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรเพิ่มเติมได้ในขณะนี้

นายกฯ อนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เป็นได้เพียงความคิดและการประสานงานเท่านั้น” และขอให้รอจนกว่ารัฐบาลจะเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวก่อน

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

เมื่อถูกถามถึงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 นายอนุทินย้ำว่ามีความกังวลอยู่ตลอดเวลา และได้สั่งการให้เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะ รวมถึงเตรียมที่หลบภัยให้กับประชาชน

ในส่วนของการสนับสนุนทหาร นายอนุทิน เผยว่าได้พูดคุยแล้วว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวแล้ว หากทหารต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ทหารประเมินว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยและสามารถดำเนินการตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าขอให้รอถามในภายหลัง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่วิตกกังวล นายอนุทินกล่าวว่าได้กำชับให้ สส. ในเขตที่มีปัญหา โดยเฉพาะ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้เร่งประสานงานและเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน และความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมความพร้อมที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกองทัพ
  • การเตรียมที่หลบภัยที่ปลอดภัยและเพียงพอสำหรับประชาชน
  • การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ประชาชน
  • การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีควรเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาชายแดน

รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ถึงเเม้สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชา ดูเหมือนจะมีความตึงเครียด เเต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ และการมีสติในการเเก้ปัญหา จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

ที่มา – นายกฯ รับ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 กำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลเต็มที่

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ เผยทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว

“บิ๊กปู” ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพบก ด้านหน่วยกำลังรบ รายงานตลอด ก.ย. พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา 87 ครั้ง ทั้งบินโดรน ละเมิดหยุดยิง เติมกำลัง

วันที่ 23 กันยายน 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 12/2568 โดยมี พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานในพิธี ก่อนการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่บุพการีของกำลังพลในสังกัดกองทัพบกที่พิการทุพพลภาพ และมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย 100%

ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 1-4 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก ได้รายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงในสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก รายงานผลการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในห้วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 87 ครั้ง

โดยพื้นที่กองกำลังบูรพา พบการปรับปรุงที่มั่น 7 ครั้ง และในพื้นที่กองกำลังสุรนารี พบการใช้โดรน 36 ครั้ง, การปรับปรุงที่มั่น 14 ครั้ง, การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง, การเพิ่มเติมกำลัง 25 ครั้ง และการลักลอบวางทุ่นระเบิด จำนวน 1 ครั้ง ที่แสดงถึงการละเมิดมาตรการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง และหน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าเตรียมการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องอธิปไตย รักษาความสงบและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับมือต่อทุกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องซึ่งจากนี้ขอให้ทุกส่วนนำข้อชี้แจงของกรมฝ่ายเสนาธิการไปขยายผลและปรับใช้ยังหน่วยปฏิบัติของตนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ยังขอเป็นตัวแทนกำลังพลกองทัพบก กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชาชั้นสูง รวมทั้งกำลังพลเกษียณอายุราชการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เสียสละ ด้วยการใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถ นำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของกองทัพบกอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งคุณูปการเหล่านี้จะคงอยู่กับกองทัพบกตลอดไป.

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชายังคงต้องจับตา แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังคงควบคุมได้ แต่รายงานความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นถึง 87 ครั้งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพบกไทยภายใต้การนำของ ผบ.ทบ. ได้แสดงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

รายละเอียดการเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่น่าสนใจ

  • การใช้โดรนในพื้นที่กองกำลังสุรนารี: การใช้โดรนถึง 36 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการลาดตระเวนทางอากาศ
  • การละเมิดมาตรการหยุดยิง: การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง เป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
  • การลักลอบวางทุ่นระเบิด: การลักลอบวางทุ่นระเบิด 1 ครั้ง เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และหน่วยขึ้นตรงที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและความเสียสละของกำลังพลทุกนายเป็นสิ่งที่กองทัพบกตระหนักและให้ความสำคัญเสมอมา

การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เคยสร้างคุณูปการให้กับกองทัพบก การนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถของผู้ที่เกษียณอายุราชการไปใช้ประโยชน์ จะเป็นแนวทางในการพัฒนากองทัพบกให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมและความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ เพื่อให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน

“อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล อยู่ระหว่างประสานวัน 29-30 ก.ย. เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ไม่คุยดราม่าให้อำนาจทหารแก้ชายแดนมากไป เมิน “สันธนะ” แฉ 4 นักการเมืองภูมิใจไทย

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่าสามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลาและเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุแล้วว่าสามารถไปได้ นายอนุทิน ตอบว่า เรามีแนวทางของเรา ทั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาอย่างไร

ส่วนคำถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนและกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น

ทางด้านกรณีคณะกรรมการกฤษฎีการะบุหากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดนสามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น นายอนุทิน ถามย้อนว่าความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขณะที่คำถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม รับทราบข่าวสารและแนวทางนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน นายอนุทิน ตอบว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ ในคำถามว่าต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่ามีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม ก็ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใครก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีเพียงไม่กี่ราย

ในประเด็นคำถาม มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้วจะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกับกัมพูชาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็นก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงดราม่าว่าให้อำนาจทหารในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากเกินไป นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า “ไม่เอา ไม่คุยเรื่องดราม่า” ส่วนกรณีที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมากล่าวหา 4 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวผลประโยชน์บ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยิ้มตอบเท่านั้น.

ทำไม “อนุทิน” ถึงตัดสินใจไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน?

จากกระแสข่าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเหตุผลหลักที่นายอนุทินให้ไว้คือ เกรงว่าจะเดินทางกลับมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ทันตามกำหนดการที่วางไว้

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและนานาชาติต่างให้ความสนใจ การที่นายอนุทินตัดสินใจให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายมากกว่าการเดินทางไป UNGA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากการเดินทางไป UNGA ทำให้การแถลงนโยบายต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

ถึงแม้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป UNGA อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแสดงบทบาทในเวทีโลกบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไป จนละเลยโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหาแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านต่อไป

สถานการณ์ที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องมีความเฉียบคมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก แม้ว่าอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน ปัดตอบให้อำนาจทหารชายแดนมากไป

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ สักการะวัดดัง!

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ: อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ ท่ามกลางข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วย ดร.บุน รานี ภริยา และสมาชิกครอบครัว ญาติสนิท ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ได้เดินทางไปร่วมพิธีสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” หรือสารทเขมร ที่วัดมณีโสวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดชมพกแก๊ก เขตจัมอำเปิล ในกรุงพนมเปญ

พิธีพชุมเบญนี้จัดขึ้นตามประเพณีสำคัญของชาวกัมพูชา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยมีการทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในปีนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม สะท้อนถึงความผูกพันของชาวกัมพูชากับขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น การที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน มาร่วมงานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ท่านให้กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติ

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ

งานบุญพชุมเบญ หรือที่เรียกกันว่า “วันสารทเขมร” เป็นเทศกาลสำคัญที่ชาวกัมพูชาให้ความเคารพและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ในระหว่างเทศกาลนี้ ชาวกัมพูชาจะเดินทางไปยังวัดต่างๆ เพื่อทำบุญตักบาตร ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ ฟังพระธรรมเทศนา และร่วมกันสวดมนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลที่ลูกหลานได้ทำอุทิศให้

ความสำคัญของงานพชุมเบญ

การที่สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

นอกจากความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว งานพชุมเบญยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมกัมพูชา ผู้คนจากทุกสารทิศจะเดินทางมารวมตัวกันที่วัด เพื่อร่วมกันทำบุญและเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางจิตใจ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวและชุมชนอีกด้วย นับเป็นประเพณีที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

การที่อดีตผู้นำอย่างฮุน เซน ให้ความสำคัญกับประเพณีท้องถิ่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการรักษาวัฒนธรรมของชาติ และเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีเหล่านี้

ที่มา – “ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

Scroll to top