กฎหมายพรรคการเมือง

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า การที่พรรคการเมืองเรียกเก็บข้อมูลส่วนบุคคลทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลข Laser ID หลังบัตรนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงผ่านเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยย้ำชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างละเอียด การตรวจสอบนี้ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อให้ได้ความชัดเจนที่สุดว่าการกระทำดังกล่าวเหมาะสมหรือเป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใด

รายละเอียดการตรวจสอบของ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

การทำงานของ กกต. ในรอบนี้เน้นความรอบคอบเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและกฎหมายพรรคการเมืองที่เข้มงวด โดย กกต. ได้ให้ข้อมูลในประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินว่ามีความผิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด
  • สำนักงาน กกต. กำลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อความรอบด้าน
  • กระบวนการทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจมาก? นั่นเพราะ Laser ID คือรหัสเฉพาะที่ใช้ยืนยันตัวตนในบริการรัฐและธุรกรรมออนไลน์สำคัญ การที่พรรคการเมืองมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนนี้ จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ว่าพรรคการเมืองมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างไรบ้าง

ทางสำนักงาน กกต. ได้เน้นย้ำว่า การตรวจสอบที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ข้อยุติและยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ กกต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในอนาคต หากมีความคืบหน้าประการใดทางสำนักงานจะออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณชนทันที

สำหรับมุมมองส่วนตัวในเรื่องนี้ การที่หน่วยงานรัฐตรวจสอบความโปร่งใสของพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดกระแสข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เราในฐานะพลเมืองก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ที่มา – กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ย้ำอยู่ระหว่างตรวจข้อเท็จจริง

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า ที่ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง อย่างตรงไปตรงมา เรื่องโยนบาปให้ กกต. ทั้งที่ตัวเองเห็นกติกาไม่เป็นธรรมแต่กลับไม่ยอมแก้จุดบกพร่อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาพูดในงานอบรมวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. ชี้ว่าการเมืองไทยยังมีปัญหาหนักหน่วง แม้จะใกล้ครบร้อยปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ความคาดหวังยังไม่เป็นผล คนชนะกินรวบ ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนทุกวัน เพราะไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง เขาย้ำว่า กกต. วิทยากร และพรรคการเมืองต้องร่วมมือกัน ปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ชี้กฎหมายเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน

ถึงจะมีรัฐธรรมนูญดีๆ 3 ฉบับ รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้มานานเกือบ 30 ปี แต่พฤติกรรมคนไม่เปลี่ยน ผู้เล่นและผู้เลือกตั้งยังกลุ่มเดิมๆ ยุบพรรคใหม่ก็คนเก่าๆ มาทำต่อ ผู้มีสิทธิ์ 52 ล้านคน ชุดความรู้เดิม เลือกเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนคือการถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชน ว่าสังคมดีได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ระบบราชการ

เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง เลขาธิการ กกต. บอกว่าระบบเลือกตั้งไทยแข็งแรงมาก ไม่มีใครแทรกแซงได้ กกต. แค่รายงานผลตามกฎหมาย ถ้าผิดก็ดำเนินคดี แต่ปัญหานอกกรอบอย่างซื้อเสียง เป็นเรื่องประชาชนทำกันเอง กกต. เห็นเท่าประชาชน ไม่ได้เห็นมากกว่า

เขายังแนะนำว่าพรรคการเมืองไทยเกิดจากมิติความมั่นคงมากกว่าเสรีภาพ ทำให้ถูกยุบง่าย รัฐประหารบ่อย พรรคอยู่ได้ไม่ครึ่งทางเดิน กฎเกณฑ์เยอะ ถ้าพรรคเห็นช่องโหว่ ควรแก้กฎหมายเอง เพราะ กกต. เป็นแค่นายทะเบียน ทำตามกฎ

ที่แซ่บคือ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ไม่สนใจกฎหมายพรรค ทั้งที่เป็นบ้านตัวเอง ถ้าสนใจน่าจะดีกว่านี้ เวลามีอำนาจก็ไม่แก้ แต่แพ้แล้วโทษกรรมการทุกที กกต. ทำตามกฎและข้อเท็จจริง แม้สังคมวิจารณ์ กกต. ก็ยืนยันว่าจะตัดสินเหมือนเดิม

อยากให้ ส.ส. แก้กฎหมายให้เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. อยากให้ ส.ส. และพรรคแก้กฎหมายพรรคการเมืองและเลือกตั้งให้ดีขึ้น สำนักงาน กกต. เคยเสนอแก้เพื่อแข่งขันเป็นธรรม แต่สภาไม่เห็นชอบ ถ้ากติกาไม่ดี ก็แก้ซะ อย่าโทษ กกต. ว่าไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ประชาชน 52 ล้านคน กปน. 1.6 ล้าน สื่อตรวจสอบกันเอง กกต. แค่รายงานผล

ส่วน i-Vote การลงคะแนนออนไลน์ กกต. อยากใช้ทั่วประเทศแต่รอสภาเห็นชอบก่อน อาจทดลองในท้องถิ่นได้เลยไม่ต้องแก้กฎ

สรุปแล้ว คำพูดของเลขาธิการ กกต. ทำให้เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องแก้จากรากฐาน โดยเฉพาะชุดความรู้ประชาชนและพรรคต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่โยนบาปไปให้กรรมการ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ อยากรู้มุมมองทุกคน!

ที่มา – “เลขาธิการ กกต.” จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง

“เรืองไกร” ชี้ปมสเปคเตอร์ซี พรรคประชาชนเสี่ยงยุบ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมายชื่อดัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจเผชิญ หากมีการถือหุ้นหรือได้รับประโยชน์จากบริษัทเอกชนอย่างสเปคเตอร์ซี ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายห้ามพรรคการเมืองประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

“เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค

นายเรืองไกร กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดี (Laser ID) จากผู้สมัครสมาชิก ว่า หากประชาชนไปสมัครสมาชิกพรรคด้วยตนเองและยินยอมให้พรรคเก็บข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นความยินยอมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยตรง คล้ายกับกรณีที่ธนาคารขอตรวจบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน “คนที่ไม่รู้เรื่องอาจกังวล แต่กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ครอบคลุมเรื่องความยินยอมแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่ามีการรั่วไหลจริง ค่อยว่ากันในศาล แต่ตอนนี้หลายครั้งศาลมองว่าเป็นการคาดเดา” นายเรืองไกร ระบุ

ปมสเปคเตอร์ซี : พรรคประชาชนถือหุ้นหรือไม่?

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือบริษัทสเปคเตอร์ซี ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จนอาจกลายเป็นดาบสองคมย้อนเข้าตัว นายเรืองไกร กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่า “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค จริงหรือไม่ หากพบว่าพรรคประชาชนถือหุ้นในบริษัทนี้โดยตรง หรือได้รับผลประโยชน์ เช่น ใช้เงินกองทุนพรรคจ้างบริการ จะเข้าข่ายมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ห้ามพรรคการเมืองประกอบการค้า รับเงินหรือทรัพย์สินจากธุรกิจ เว้นแต่เป็นการรับบริจาคตามกฎหมาย สุดท้ายอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้

นายเรืองไกร วิจารณ์การแก้ตัวของพรรค เช่น การพานักข่าวไปดูพิธีล้างเครื่องปรับอากาศ หรืออ้างว่าฝากพนักงานบัญชี กฎหมาย คอมพิวเตอร์ไว้กับบริษัทอื่น “นี่ไม่ใช่การคลุมแป้ง นี่คือการทำให้เรื่องผิดถูก ถ้าพรรคได้ประโยชน์จริง ผมจะเข้าไปตรวจสอบให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะเงินกองทุนพรรคที่มาจากประชาชน” เขากล่าวอย่างหนักแน่น

กฎหมายที่เกี่ยวข้องและความเสี่ยงของพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ระบุชัดว่าพรรคการเมืองห้ามประกอบการค้า หรือรับผลประโยชน์จากธุรกิจใดๆ หากฝ่าฝืน กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ทันที เหมือนกรณีพรรคไทยรักษาชาติในอดีต นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับ PDPA ที่กำหนดให้การเก็บข้อมูลต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนและได้รับความยินยอม

  • ความเสี่ยงหลัก: ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท
  • รับจ้างงาน: ใช้เงินพรรคจ้างบริษัทในเครือ
  • ข้อมูลส่วนบุคคล: เก็บ Laser ID โดยไม่โปร่งใส
  • ผลที่ตามมา: สอบสวน ยุบพรรค สมาชิกผิดฐานสนับสนุน

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่พรรคประชาชน แต่เป็นบทเรียนสำหรับทุกพรรค เช่น พรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย ที่ต้องระวังโครงสร้างธุรกิจแยกต่างหาก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสัญญาณเตือนว่าพรรคการเมืองในยุคดิจิทัลต้องจัดการข้อมูลและธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิเช่นนั้นอาจเสียทั้งชื่อเสียงและการดำรงอยู่ทางการเมือง สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด เพราะเงินที่เราบริจาคให้พรรคต้องใช้อย่างโปร่งใส คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!

ที่มา – “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค

กกต. เอาผิดหัวหน้าพรรค ปมผู้สมัคร สส.ขาดคุณสมบัติ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนในวงการการเมืองไทยที่หลายคนกำลังจับตา นั่นคือกรณีกกต. กำลังพิจารณาเอาผิดหัวหน้าพรรคการเมือง ปมผู้สมัคร สส.ขาดคุณสมบัติ ย้ำต้องดูเป็นกรณี ซึ่งเป็นประเด็นที่ กกต. ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนแล้ว เรื่องนี้เกิดจากศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส. บางรายที่ถูกพบว่าขาดคุณสมบัติ ทำให้เกิดคำถามว่าหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองจะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่

กกต. กำลังพิจารณาเอาผิดหัวหน้าพรรคการเมือง ปมผู้สมัคร สส.ขาดคุณสมบัติ ย้ำต้องดูเป็นกรณี

จากข้อมูลที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงาน กกต. ท่านย้ำว่ากรณีนี้ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยดูจากข้อเท็จจริง ถ้าเป็นความผิดส่วนตัวของผู้สมัครเอง เช่น มีคำพิพากษาที่ทำให้ขาดสิทธิ์ หัวหน้าพรรคอาจไม่รู้ตัว แต่กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครต้องรู้ตัวว่าตัวเองมีสิทธิ์สมัครหรือไม่ ส่วนหัวหน้าพรรคจะรับผิดชอบไหมนั้น ต้องดูว่าการกระทำนั้นทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ตามหลักกฎหมายพรรคการเมือง

เมื่อถามต่อว่าถ้าพรรคนั้นชนะเลือกตั้งแล้ว การดำเนินคดีจะกระทบพรรคอย่างไร นายแสวง บอกว่าคาดเดาไม่ได้ แต่ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ถ้าหัวหน้าพรรคผิดจริง ก็ต้องดูข้อเท็จจริงในแต่ละเคส ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้ชัดเจน ฟังดูแล้ว กกต. เข้มงวดมาก ไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ

กรณีถ่ายภาพบัตรประชาชนคู่บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง

อีกประเด็นที่ กกต. เตือนประชาชนคือเรื่องการถ่ายภาพบัตรประชาชนคู่กับบัตรเลือกตั้งที่พับเรียบร้อยแล้ว ก่อนหย่อนลงหีบ ซึ่งหลายคนทำเพื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ฝ่ายกฎหมาย กกต. ชี้แจงว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามถ่ายภาพภายในหน่วยเลือกตั้งโดยตรง แต่ตามมาตรา 97 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 ห้ามผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนเสร็จแล้ว เจตนารมณ์เพื่อป้องกันทุจริต เช่น ถ่ายเพื่อไปรับเงินซื้อเสียงหลังโหวต

แตกต่างจากสื่อที่ถ่ายภาพบุคคลสำคัญมาแสดงสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการถ่ายบัตรเลือกตั้งเผยแพร่ เพราะอาจถูกร้องเรียน ต้องไปสู้คดีในศาล ซึ่งยุ่งยากไม่คุ้ม

  • สิ่งที่ห้าม: ถ่ายบัตรเลือกตั้งหลังลงคะแนนแล้ว
  • เหตุผล: ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง
  • ทางเลือก: ถ่ายภาพตัวเองหน้าหีบเลือกตั้งแทน เพื่อแสดงสิทธิโดยไม่เสี่ยง
  • บทลงโทษ: อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. เลือกตั้ง

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งในไทยกำลังเข้มข้นขึ้น กกต. ต้องการให้ทุกฝ่ายยึดหลักสุจริต ผู้สมัครต้องตรวจสอบตัวเองให้ดี พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบสมาชิก หัวหน้าพรรคอย่าประมาท เพราะอาจกระทบทั้งตัวบุคคลและพรรคได้ ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่พรรคใหญ่โดนเพิกถอนผลเลือกตั้งมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทของประชาชนในการเฝ้าระวัง ถ้าเห็นอะไรผิดปกติ สามารถร้องเรียน กกต. ได้ทันที เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งหน้าสะอาดยิ่งขึ้น สำหรับหัวหน้าพรรคการเมืองที่กำลังเผชิญปัญหานี้ ควรรีบตรวจสอบบุคลากรให้ครบถ้วน อย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอย

สุดท้าย ขอให้ความเห็นส่วนตัวว่าการที่กกต. กำลังพิจารณาเอาผิดหัวหน้าพรรคการเมือง ปมผู้สมัคร สส.ขาดคุณสมบัติ ย้ำต้องดูเป็นกรณี เป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความโปร่งใส หากทุกพรรคยึดหลักนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้า ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์บทความนี้หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – กกต. กำลังพิจารณาเอาผิดหัวหน้าพรรคการเมือง ปมผู้สมัคร สส.ขาดคุณสมบัติ ย้ำต้องดูเป็นกรณี

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

จากกรณีที่มีคำถามเกี่ยวกับสถานะของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่าขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะหลุดจากตำแหน่ง “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ยังต้องรอการพิจารณาและชี้ขาดจากศาลฎีกาฯ และคณะกรรมการบริหารพรรค

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมานั้น ยังไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคโดยอัตโนมัติ เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นกรรมการบริหารพรรค และต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อน การพ้นจากตำแหน่งนั้นมีอยู่สองกรณีหลักๆ คือ คณะกรรมการจริยธรรมพรรคมีมติให้ขับออกจากตำแหน่ง หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้พ้นจากสมาชิกพรรค

อย่างไรก็ตาม นายแสวงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างจากคำพิพากษาของศาลฎีกา ดังนั้น ในปัจจุบันจึงยังไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่เพียงพอที่จะทำให้ นางสาวแพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่ง“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงประเด็นการพ้นจากกรรมการบริหารพรรคว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องพิจารณาและมีมติว่าจะให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ซึ่ง กกต. จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้ สำหรับเรื่องสมาชิกพรรคนั้นก็เป็นไปตามผลของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมา

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของนายทะเบียนพรรคการเมืองในการตรวจสอบข้อบังคับของพรรค นายแสวงกล่าวว่า กกต. จะดูเพียงข้อบังคับพรรค แต่กิจกรรมของพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พรรคต้องดำเนินการเอง โดย กกต. จะตรวจสอบเพียงว่าพรรคได้ดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคหรือไม่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานะ “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การที่“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่

  • มติของคณะกรรมการจริยธรรมพรรค
  • คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • มติของคณะกรรมการบริหารพรรค

ตราบใดที่ยังไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเกิดขึ้น สถานะของ นางสาวแพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็จะยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีพัฒนาการใดๆ เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ นางสาวแพทองธาร จะยังไม่เข้าข่ายที่จะหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปในแวดวงการเมืองไทยอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ต้องให้ ศาลฎีกาฯ ชี้ขาด แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์

Scroll to top