ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมายชื่อดัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจเผชิญ หากมีการถือหุ้นหรือได้รับประโยชน์จากบริษัทเอกชนอย่างสเปคเตอร์ซี ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายห้ามพรรคการเมืองประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
“เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค
นายเรืองไกร กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดี (Laser ID) จากผู้สมัครสมาชิก ว่า หากประชาชนไปสมัครสมาชิกพรรคด้วยตนเองและยินยอมให้พรรคเก็บข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นความยินยอมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยตรง คล้ายกับกรณีที่ธนาคารขอตรวจบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน “คนที่ไม่รู้เรื่องอาจกังวล แต่กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ครอบคลุมเรื่องความยินยอมแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่ามีการรั่วไหลจริง ค่อยว่ากันในศาล แต่ตอนนี้หลายครั้งศาลมองว่าเป็นการคาดเดา” นายเรืองไกร ระบุ
ปมสเปคเตอร์ซี : พรรคประชาชนถือหุ้นหรือไม่?
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือบริษัทสเปคเตอร์ซี ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จนอาจกลายเป็นดาบสองคมย้อนเข้าตัว นายเรืองไกร กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่า “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค จริงหรือไม่ หากพบว่าพรรคประชาชนถือหุ้นในบริษัทนี้โดยตรง หรือได้รับผลประโยชน์ เช่น ใช้เงินกองทุนพรรคจ้างบริการ จะเข้าข่ายมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ห้ามพรรคการเมืองประกอบการค้า รับเงินหรือทรัพย์สินจากธุรกิจ เว้นแต่เป็นการรับบริจาคตามกฎหมาย สุดท้ายอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้
นายเรืองไกร วิจารณ์การแก้ตัวของพรรค เช่น การพานักข่าวไปดูพิธีล้างเครื่องปรับอากาศ หรืออ้างว่าฝากพนักงานบัญชี กฎหมาย คอมพิวเตอร์ไว้กับบริษัทอื่น “นี่ไม่ใช่การคลุมแป้ง นี่คือการทำให้เรื่องผิดถูก ถ้าพรรคได้ประโยชน์จริง ผมจะเข้าไปตรวจสอบให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะเงินกองทุนพรรคที่มาจากประชาชน” เขากล่าวอย่างหนักแน่น
กฎหมายที่เกี่ยวข้องและความเสี่ยงของพรรคการเมือง
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ระบุชัดว่าพรรคการเมืองห้ามประกอบการค้า หรือรับผลประโยชน์จากธุรกิจใดๆ หากฝ่าฝืน กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ทันที เหมือนกรณีพรรคไทยรักษาชาติในอดีต นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับ PDPA ที่กำหนดให้การเก็บข้อมูลต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนและได้รับความยินยอม
- ความเสี่ยงหลัก: ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท
- รับจ้างงาน: ใช้เงินพรรคจ้างบริษัทในเครือ
- ข้อมูลส่วนบุคคล: เก็บ Laser ID โดยไม่โปร่งใส
- ผลที่ตามมา: สอบสวน ยุบพรรค สมาชิกผิดฐานสนับสนุน
ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่พรรคประชาชน แต่เป็นบทเรียนสำหรับทุกพรรค เช่น พรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย ที่ต้องระวังโครงสร้างธุรกิจแยกต่างหาก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสัญญาณเตือนว่าพรรคการเมืองในยุคดิจิทัลต้องจัดการข้อมูลและธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิเช่นนั้นอาจเสียทั้งชื่อเสียงและการดำรงอยู่ทางการเมือง สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด เพราะเงินที่เราบริจาคให้พรรคต้องใช้อย่างโปร่งใส คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!
ที่มา – “เรืองไกร” ชี้ปม สเปคเตอร์ซี หากพรรคประชาชน ถือหุ้น อาจเสี่ยงยุบพรรค
