กรณ์ จาติกวณิช

กรณ์ จี้ นายกฯ เร่งคดีฟอกเงินหมื่นล้าน ก่อน 2 มี.ค.

ในสถานการณ์ที่ปัญหาอาชญากรรมทางการเงินกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคดีฟอกเงินจากกลุ่มสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลแก่ประชาชน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินคดีให้ทันกำหนดเวลา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

กรณ์ จี้ นายกฯ เร่งคดีฟอกเงินหมื่นล้าน ก่อนเส้นตาย 2 มี.ค.นี้

กรณ์ จี้ นายกฯ เร่งคดีฟอกเงินหมื่นล้าน ก่อนเส้นตาย 2 มี.ค.นี้ คือประเด็นร้อนที่นายกรณ์ได้กล่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยชี้ว่าสำนักงานอัยการสูงสุดต้องยื่นฟ้องกลุ่มผู้ต้องหาฟอกเงินภายในวันที่ 2 มีนาคม 2569 มิเช่นนั้นทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้กว่า 10,000 ล้านบาท โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะต้องคืนให้ผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากครบกำหนด 90 วันนับจากวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวการอายัดทรัพย์

นายกรณ์แสดงความกังวลว่าสำนวนคดีอาจยังไม่รัดกุมพอที่จะส่งผลดีในชั้นศาล แม้จะเชื่อว่าอัยการน่าจะไม่ปล่อยผ่าน แต่ก็มีเสียงกระซิบจากแวดวงที่เกี่ยวข้องว่าอาจมีช่องโหว่ จึงขอวิงวอนให้นายกรัฐมนตรีกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ขยันขันแข็ง ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

กรณ์ จี้ นายกฯ เร่งคดีฟอกเงินหมื่นล้าน: บริบทและความสำคัญ

คดีนี้เกิดจากกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกลวงประชาชนจนได้เงินจำนวนมหาศาล ก่อนนำมาฟอกผ่านช่องทางต่างๆ ปปง. สามารถอายัดทรัพย์สินได้สำเร็จ แต่หากไม่ฟ้องทันเวลา เงินก้อนนี้จะหลุดรอดไป ซึ่งจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นธุรกรรมต้องสงสัยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่เชื่อมโยงกับกองทุนดังกล่าว ซึ่งมีพิรุธชัดเจน รัฐบาลต้องสั่งการสืบสวนขยายผลโดยด่วน

ปัญหาทุนเทาหรือทุนสีกำมะหยี่ที่แทรกซึมในระบบเศรษฐกิจไทยมานาน เป็นภัยคุกคามต่อความโปร่งใสและเสถียรภาพทางการเงิน นายกรณ์ย้ำชัดว่าอยากเห็นรัฐบาลใหม่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุนเทา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน

ข้อเสนอแนะเพื่อเร่งรัดคดีฟอกเงิน

  • กำกับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย: นายกฯ ต้องสั่งการให้ ปปง., อัยการ, ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
  • สืบสวนขยายผล: ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยในตลาดหุ้นและกองทุนที่เชื่อมโยงกับคดีนี้
  • เสริมสร้างกฎหมาย: ปรับปรุงกฎหมายฟอกเงินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ลดช่องโหว่เวลา 90 วัน
  • ประชาสัมพันธ์: แจ้งเบาะแสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งข้อมูล

การดำเนินคดีฟอกเงินหมื่นล้านนี้ไม่ใช่แค่คืนเงินให้รัฐ แต่ยังเป็นสัญญาณแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในสายตานานาชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน คำเรียกร้องของนายกรณ์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รัฐบาลควรตอบสนองทันทีเพื่อไม่ให้โอกาสหลุดมือ คุณล่ะคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้ว การปราบปรามทุนเทาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หวังว่ารัฐบาลจะเอาจริงตามที่นายกรณ์เรียกร้อง

ที่มา – “กรณ์” จี้ นายกฯ เร่งคดีฟอกเงินหมื่นล้าน ก่อนเส้นตาย 2 มี.ค.นี้ อยากเห็นปราบทุนเทาจริงจัง

ภาษีทรัมป์ 10% กรณ์ชี้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง ภาษีทรัมป์ 10% ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกับไทยเรา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ การคลัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า นี่คือโอกาสทองที่เราจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับการค้าไทยและการค้าโลกเลยทีเดียว หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าภาษีเก่าของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ

ภาษีทรัมป์ 10% คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐ (US Supreme Court) มีมติ 6 ต่อ 3 ตีตกภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ของทรัมป์ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขต พอคืนนี้ทรัมป์เลยประกาศใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 แทน โดยกำหนดภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แบบเจาะจงเหมือนเดิม

สำหรับไทยที่กำลังเจรจาอัตรา 19% เดิมๆ นี่ถือว่าดีเลย เพราะหลุดรอดมาเหลือแค่ 10% เท่าประเทศอื่น แถมมาตรานี้ให้อำนาจชั่วคราวแค่ 150 วันเท่านั้น สูงสุดได้ 15% แต่ทรัมป์เลือก 10% น่าจะเป็นการรักษาหน้าอย่างเดียว ถ้าจะต่ออายุต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งไม่ง่ายเพราะกฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่

ภาษีทรัมป์ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทยอย่างไร

นายกรณ์ชี้ชัดว่า ภาษีทรัมป์ 10% จะทำให้การส่งออกไทยดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ทรัมป์ยกเว้น เช่น อาหารที่สหรัฐผลิตไม่ได้ อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และรถกระบะบางรุ่น สินค้าไทยเรามีโอกาสบุกตลาดอเมริกาได้มากกว่าเดิม

  • อัตราภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 10% ช่วยลดต้นทุนผู้ส่งออกไทย
  • ใช้ได้แค่ 150 วัน มีโอกาสเจรจาต่อรองใหม่
  • สหรัฐต้องคืนภาษีเก่าให้ผู้นำเข้า คาดมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท สร้างความวุ่นวายในระบบ ทำให้ไทยได้เปรียบ
  • ทรัมป์อาจไม่จริงจัง เพราะเลือกต่ำกว่าสูงสุด

แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ส่งออกอย่างเดียวหรอกครับ นายกรณ์เตือนว่าจุดเปราะบางจริงๆ คือกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ สินเชื่อต่ำ ความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนและธุรกิจสูง แม้ต่างประเทศจะดี แต่ต้องระวังทรัมป์สร้างสถานการณ์กับอิหร่าน ถ้าเจรจาจบดี แต่ถ้าใช้กำลังทหารนี่แย่แน่

พลิกวิกฤติภาษีทรัมป์ 10% เป็นโอกาสอย่างไร

เพื่อให้ไทยรับมือ ภาษีทรัมป์ 10% ได้ดี เราควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน เช่น เพิ่มกำลังซื้อ ลดหนี้ครัวเรือน สนับสนุน SME ส่งออก รัฐบาลควรเจรจาการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน และกระจายตลาดไปเอเชีย ออสเตรเลีย EU ด้วย

จากมุมมองผม นี่คือจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ศึกษาสินค้าที่ยกเว้น ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน และติดตามข่าวใกล้ชิด เพราะการค้าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าเตรียมพร้อม ภาษีทรัมป์ 10% จะกลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จจริงๆ

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – ภาษีทรัมป์ 10% “กรณ์” ชี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ข่าวดีการค้าไทย-การค้าโลก

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุล่าสุด “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งที่ชลบุรี เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกถูกทอดทิ้งและปวดใจไปตามๆ กัน

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

นายกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนติดตามสถานการณ์ปัญหาการนับคะแนนที่ชลบุรีอย่างใกล้ชิด และรู้สึกปวดใจอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ควรเป็นผู้ชี้แจงให้ชัดเจนทันที แต่กลับไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใส นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบเลือกตั้ง

กรณ์ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเลือกตั้งครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องนั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้งที่มีพิรุธ ตลอดคืนเพื่อรอคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ เขายอมรับว่าถ้าแพ้เพราะซื้อเสียงก็ยอมรับได้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน แต่การยัดเยียดบัตรหรือโกงการนับคะแนนนั้นรับไม่ได้เด็ดขาด

สถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี: อะไรเกิดขึ้น?

ที่ชลบุรี เขต 1 เกิดปัญหาการนับคะแนนที่ล่าช้าและมีข้อพิพาท ทำให้ชาวบ้านออกมาแสดงความไม่พอใจ คำพูดของชาวบ้านคนหนึ่งที่กรณ์ได้ยินคืนนั้นว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ” สะท้อนถึงความรู้สึกที่ถูกหักหลังของประชาชน “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เพราะหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย การนับคะแนนที่ไม่โปร่งใสมักก่อให้เกิดข้อกล่าวหาและการโต้เถียงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสด้วยการถ่ายทอดสด การรายงานผลเรียลไทม์ และการตอบคำถามประชาชนอย่างรวดเร็ว

บทบาทของ กกต. ในการสร้างความเชื่อมั่น

กรณ์ ย้ำชัดว่ากกต. มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งโปร่งใสและเป็นธรรม หากล้มเหลว ประชาชนจะรู้สึกไม่มีที่พึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย

  • ชี้แจงทันทีเมื่อเกิดปัญหา
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยนับคะแนนเพื่อลดข้อผิดพลาด
  • มีกลไกตรวจสอบอิสระ
  • ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังควรมีระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งจริงๆ

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองไทยในภาพรวม เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การทุจริตเลือกตั้ง ที่ต้องแก้ไขจากรากฐาน ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันจุดยืนในการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต

สุดท้ายแล้ว “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เป็นคำเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟัง หากเราต้องการประชาธิปไตยที่มั่นคง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยกันติดตามข่าวสารเพื่อผลักดันการปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น

ที่มา – “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง บอกเห็นสถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี แล้วปวดใจ

“กรณ์-การดี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 เข้าปชป.

วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันสำคัญของประชาธิปไตยไทย เมื่อเกิดการเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั่วประเทศ บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้า ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหล่านักการเมืองชื่อดังจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นตัวเต็งในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ล่าสุด “กรณ์-การดี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 แล้ว เข้าพรรคประชาธิปัตย์เย็นนี้หลังปิดหีบ นายกรณ์ จาติกวณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายก รัฐมนตรี ได้ไปใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวมตัวลุ้นผลที่ทำการพรรคหลังปิดหีบเวลา 17.00 น.

“กรณ์-การดี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 แล้ว เข้าพรรคประชาธิปัตย์เย็นนี้หลังปิดหีบ

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่งนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและนักการเงินชื่อดัง พร้อมนางการดี เลียวไพโรจน์ ดร.สาวสวยผู้เชี่ยวชาญด้านบริหาร เป็นแคนดิเดตนายกฯ สองคนหลัก สร้างความสนใจให้ประชาชนจำนวนมาก วันนี้ทั้งคู่แสดงแบบอย่างประชาธิปไตยด้วยการออกมาใช้สิทธิทันทีที่หีบเปิด

กรณ์ จาติกวณิช ใช้สิทธิเลือกตั้ง

นายกรณ์ จาติกวณิช ใช้สิทธิที่ศูนย์เย็นอากาศ สาทร

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางพร้อมภริยา นางวรกร จาติกวณิช และครอบครัว ไปใช้สิทธิที่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กน้อดดี้เพลย์กรุ๊ป บาย อลิซาเบธ ย่านเย็นอากาศ เขตสาทร กทม. ตั้งแต่เช้าก่อน 08.00 น. บรรยากาศอบอุ่น ประชาชนทยอยมาใช้สิทธิไม่ขาดสาย ขั้นตอนเรียบร้อย เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกดีเยี่ยม หลังใช้สิทธิ นายกรณ์ยืนยันว่าจะไปที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ทันทีหลังปิดหีบ เพื่อติดตามผลคะแนนร่วมกับกรรมการบริหารพรรค

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตื่นเต้น ชวนใช้สิทธิเต็มที่

ส่วนนางการดี หรือ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค เดินทางไปใช้สิทธิที่โรงเรียนดลวิทยา ซอยศูนย์วิจัย เขตบางกะปิ กทม. ตั้งแต่เช้าเช่นกัน หลังลงคะแนน เธอเผยกับสื่อว่าตื่นเต้นมาก บรรยากาศคึกคัก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือดี ขั้นตอนไม่สับสน พร้อมชวนประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แทนที่ใช่ เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ดร.การดีวางแผนกินข้าวเที่ยงกับครอบครัวก่อน แล้วจะไปสมทบที่พรรคประชาธิปัตย์เย็นนี้

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่จากพรรคประชาธิปัตย์ใช้สิทธิแล้ว เช่น

  • นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพฯ ไปใช้สิทธิที่ที่ทำการเดิมการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปากซอยพหลโยธิน 42 เขตจตุจักร พร้อมมารดา นางศศิณี ภัททิยกุล และจะไปลุ้นผลที่พรรคเช่นกัน
  • นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ใช้สิทธิเมื่อ 11.00 น. ที่หน่วยเลือกตั้งวัดควนวิเศษ ถนนวิเศษกุล ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง แสดงแบบอย่างพลเมืองดี
สกลธี ภัททิยกุล ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ชวน หลีกภัย ใช้สิทธิเลือกตั้ง

กรณ์-การดี ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 แล้ว เข้าพรรคประชาธิปัตย์เย็นนี้หลังปิดหีบ ถือเป็นสัญญาณบวกของพรรคเก่าแก่ที่พร้อมกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง ด้วยนโยบายเศรษฐกิจเข้มแข็ง การศึกษา และสาธารณสุขที่ชัดเจน การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้ควบคู่ประชามติรธน.ใหม่ จะกำหนดทิศทางไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยคาดว่ามีผู้มาใช้สิทธิสูง

ความเห็นส่วนตัว การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เหลือบดูกรณ์และการดีที่แสดงความรับผิดชอบ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ลุ้นผลคะแนนคืนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งเท่าไร ชวน-สกลธีจะช่วยพาเขย่ากรุงเทพฯ ได้หรือไม่

คุณใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 แล้วหรือยัง? มาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตผลคะแนนแบบเรียลไทม์กับเรา!

ที่มา – “กรณ์-การดี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 แล้ว เข้าพรรคประชาธิปัตย์เย็นนี้หลังปิดหีบ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” นายกฯ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดปราศรัยใหญ่ที่ One Bangkok Forum เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ได้กล่าวถึงปัญหาการเมืองที่เต็มไปด้วยทุนเทาและคอร์รัปชัน ซึ่งกำลังฉุดรั้งอนาคตของชาติ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นายกรณ์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจกลับสู่วงการการเมืองอีกครั้ง หลังจากรู้สึกอึดอัดกับปัญหาการเมืองไทยมานาน โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่สะท้อนความไม่เหมาะสมของผู้นำประเทศ ทำให้เขาต้องโทรหาผู้ใหญ่ในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอดีตนายกฯ ผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลง นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่เต็มไปด้วยดีลลับ เงื่อนไข และผลประโยชน์ทับซ้อน

จากข้อมูลการสืบสวนหลายคดี โดยเฉพาะเส้นทางการเงินและเครือข่ายฟอกเงิน พบความเชื่อมโยงระหว่างทุนสีเทากับผู้มีอำนาจ นายกรณ์ เตือนว่าหากปล่อยไว้ต่อไปอีก 3-4 ปี ความเชื่อมั่นทางการเงินของไทยจะพังทลาย สถาบันการเงินต่างชาติอาจปฏิเสธทำธุรกรรมกับเรา “นี่คือเหตุผลที่ผมต้องกลับมา” นายกรณ์ กล่าว โดยยอมรับว่านี่เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 6 และท้าทายที่สุด พรรคมีเวลาเตรียมตัวแค่ 3 เดือน แต่ปชป. ไม่มีอะไรจะเสีย และจะยึดมั่นในอุดมการณ์ความถูกต้อง

ปชป. พร้อมเปลี่ยนเกมการเมืองไทย

นายกรณ์ เล่าถึงเวทีดีเบตครั้งแรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปักธงชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ขาดความสุจริต ทำให้ทุกคนในพรรคฮึกเหิม ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคลุกขึ้นปรบมือสนับสนุนทันที โดยไม่ต้องลงมติ นี่กลายเป็นจุดยืนถาวรของปชป. ที่จะชนกับทุนเทาและคอร์รัปชันเต็มที่

การเลือกตั้งครั้งนี้ โจทย์ใหญ่คือการต่อสู้กับการเมืองทุจริต หากไม่แก้ปัญหาความสุจริต นโยบายดีแค่ไหนก็ไร้ผล ปชป. จะกำหนดเกมการเมืองเอง ไม่ยอมเดินตามสูตรเก่า เพียงประกาศจุดยืนไม่ถึง 24 ชม. ก็เห็นพรรคอื่นๆ ตามออกมาแสดงท่าทีโปร่งใสแล้ว สะท้อนว่าการเมืองไทยเปลี่ยนได้ ถ้ามีความกล้า

ภาพรวมประเทศไทยในสายตาต่างชาติยังน่าอยู่ แต่คนไทยกลับเจอปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และคอร์รัปชัน ปชป. เชื่อว่าถ้าการเมืองสุจริตและมีผู้นำเก่ง ไทยจะก้าวหน้าได้ไกล ใน 3 เดือนที่ผ่านมา พรรคได้ระดมสมองจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่ สร้างนโยบายกว่า 200 ข้อ ครอบคลุมเศรษฐกิจและโครงสร้างประเทศ

  • ปฏิรูประบบราชการและกฎหมายล้าสมัย: ลดขั้นตอนอุปสรรค ใช้ดิจิทัลทำให้รัฐโปร่งใส เร็ว และตรวจสอบได้
  • สร้างเศรษฐกิจแข่งขันเป็นธรรม: ลดผูกขาด ลดคอร์รัปชัน ดึงดูดนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่น
  • ปรับโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรมใหม่: ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ลดต้นทุนค่าไฟ ผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต

“เป้าหมายคือเงินในกระเป๋าประชาชนมากขึ้น คนรุ่นใหม่มีงานดี รัฐมีรายได้จากเศรษฐกิจเติบโต เพื่อดูแลผู้เปราะบาง” นายกรณ์ กล่าว

ก่อนเลือกตั้งนี้ ประชาชนต้องถามตัวเองว่าไว้ใจใครบริหารประเทศ การเลือกไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เลือกคนสุจริต ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวนและภูมิรัฐศาสตร์ซับซ้อน ไทยต้องการผู้นำที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก นายกรณ์ ย้ำว่าอภิสิทธิ์ คือคนที่พิสูจน์ความซื่อสัตย์มาแล้ว

การปราศรัยครั้งนี้จุดประกายความหวังให้คนไทยที่เบื่อการเมืองเก่า คุณพร้อมสนับสนุนปชป. เพื่อเปลี่ยนเกมการเมืองไทย สร้างอนาคตที่โปร่งใสและมั่งคั่งหรือยัง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติม!

ที่มา – “กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. พร้อมเปลี่ยนเกมการเมืองไทย ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

“อภิสิทธิ์” หนุนคุมเข้ม สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

“อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น พัฒนาระบบขนส่งทางราง ลดปัญหาจราจร ดันการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หนุน แบงก์ชาติคุมเข้มเบิกเงินสดสกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ สามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ร่วมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนชาวอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ น้องแทนไท เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างภูมิใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เลยมารอพบให้กำลังใจที่นี่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า พรรคต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้คนในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ได้อย่างตอบโจทย์ของคนพื้นที่เองเพื่อลดความซ้ำซ้อนงานระหว่างกระทรวงต่างๆได้ด้วย ในส่วนของรัฐบาลกลาง ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่ง “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ภาคใต้ไปเมื่อต้นสัปดาห์ พี่น้องชาวใต้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนถึงจุดยืนการเมืองสุจริต ที่รับปากแล้วว่า เราประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม นี่คือสิ่งที่เราจะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

จากนั้น เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 (บางคอแหลม-ยานนาวา) เบอร์ 3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน บริเวณตลาดเสรี 2 เจริญกรุง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าจากการติดตามข้อมูลโพลเชิงลึกรายเขต พบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลายพื้นที่เขตเลือกตั้งมีโอกาสลุ้นชัยชนะได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกจากการลงพื้นที่จริงที่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นของประชาชน แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสัดส่วนคะแนนจะมีความท้าทาย แต่ปัจจุบันฐานเสียงเดิมเริ่มกลับมาและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่บางฝ่ายพยายามรณรงค์ให้เลือกเพื่อสกัดกั้นพรรคใดพรรคหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าหากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงรายเขต การตัดสินใจเลือกตามธรรมชาติของฐานเสียงประชาธิปัตย์ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์การเลือกตั้งให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด

ส่วนที่บางพรรคมีการเปิดตัวแคนดิเดตฯ ที่บอกว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่เอาคนกลุ่มนั้นมาใช้ มันสะท้อนถึงอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคในการวางตัวบุคลากรหาเสียง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่เน้นบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการเมืองควบคู่กับความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเชื่อว่าการผลักดันนโยบายให้สำเร็จในภาคบริหาร จำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานทางการเมืองตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบริหารจัดการราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด “สำหรับประชาธิปัตย์แนวทางของเรา เราเอาบุคลากรที่พูดง่ายๆ คือทำงานการเมือง และก็ร่วมทำนโยบายมา เราคิดว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้การทำงานเมื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร มันราบรื่นกว่า หลายครั้งผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามา ถ้าไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองตั้งแต่ต้น มักจะมีปัญหาในการที่ต้องไปบริหารจัดการในเรื่องการเมือง เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ก็เป็นแนวคิดซึ่งแต่ละฝ่ายก็สามารถทำได้ ประชาธิปัตย์ก็เคยมีครับคนนอก แต่ว่าจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคก่อนครับ”

หนุน ธปท. สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปราม “ทุนเทา” และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

“ผมดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง”

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่าหากรอตรวจสอบเพียงแค่หลังการเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องยากในการหาพยานหลักฐาน กกต. จึงต้องกล้าใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสนับสนุนให้มีการคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้การสนับสนุน

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน: มัดใจนักลงทุน มั่นใจประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โชว์ไอเดีย “ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย” หวังดึงดูดนักลงทุนด้วยวิสัยทัศน์เศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าหากได้รับเลือก ประเทศไทยจะปลอดภัยจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการเมืองที่โปร่งใส และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล

นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสร้างความเชื่อมั่นด้วยประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยชูแนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง แทนที่จะเสนอนโยบายที่ฉูดฉาดแต่มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้กล่าวชื่นชมนโยบายคนละครึ่งว่าเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “เช็คช่วยชาติ” ในอดีต และย้ำถึงความสำคัญของการประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องดำเนินการอย่างแม่นยำและโปร่งใส

“ประชาธิปัตย์คือพรรคที่เมื่อเลือกแล้วประเทศจะปลอดภัย เราจะเข้าไปปราบปรามการทุจริต หยุดยั้งทุนสีเทา และยุติความขัดแย้ง เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

นายกรณ์ได้เสริมว่า ความสำเร็จของโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการกอบกู้เศรษฐกิจจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก หลักการสำคัญจากโครงการนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลัก 27 ข้อ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรค โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดทุนให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง นี่คือหัวใจสำคัญของ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยภายใต้การนำของพรรค จะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

ทำไมต้อง ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย?

  • ประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ: พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง
  • นโยบายที่เน้นความยั่งยืน: พรรคให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • การปราบปรามการทุจริต: พรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการลงทุน

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ได้นำเสนอ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง

การที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนว่า ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพรรค จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่หวือหวา แต่ขาดความมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย การพิจารณาถึงนโยบาย วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ของแต่ละพรรค จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

โดยรวมแล้ว แนวทางการ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การมีนโยบายที่เน้นความมั่นคงและความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ปชป. โชว์ไอเดียชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย”

อภิสิทธิ์ ชู นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดตัวนโยบายชุดใหญ่ภายใต้มอตโต้ที่ว่า “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยชู 4 เสาหลักและ 27 นโยบายที่จะมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายหลักพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัวนโยบายหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรค นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เข้าร่วมในการแถลงนโยบายครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของพรรคจะเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใต้ 4 เสาหลัก และมีทั้งหมด 27 นโยบาย สอดคล้องกับหมายเลขประจำพรรคคือเบอร์ 27 โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่สะสมมานาน พรรคตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ภายใน 4 ปี

4 เสาหลัก นำพา “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

เสาที่ 1 “หายจนรายได้”: เน้นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและแรงงาน โดยมีการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ และใช้กลไก “รัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง” ให้กับแรงงานตามค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดค่าไฟ สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดภาษีเงินได้ และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์สูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว

เสาที่ 2 “หายจนใจ”: เสริมสร้างหลักประกันชีวิตให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เงินอุดหนุนสำหรับแม่และเด็ก เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพ การเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า

เสาที่ 3 “หายจนปัญญา”: ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สนับสนุนคูปองการศึกษา แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ. และยกระดับทักษะทางด้านภาษาและดิจิทัล

เสาที่ 4 “หายจนตรอก”: ปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI ให้โอกาสแก่สินค้าไทยและ SMEs ตัดกฎหมายที่ล้าสมัย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ แก้ไขปัญหา PM 2.5 และปราบปรามยาเสพติด

27 นโยบายหลัก สู่เป้าหมาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายย่อยอีก 27 ข้อ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักในการทำให้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายเหล่านี้ประกอบไปด้วย:

  • ประกันรายได้เกษตรกรและแรงงาน
  • ลดค่าไฟและสนับสนุนพลังงานสะอาด
  • พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย
  • ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็ก
  • เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการ
  • ปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย
  • แปลงบ้านผู้สูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ
  • ทำฟันผู้สูงวัยแบบ Fasttrack
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น
  • สนับสนุนคูปองการศึกษา
  • จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ.
  • พัฒนาระบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
  • สนับสนุน SMEs ไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ตัดตอนทุนผูกขาดด้วย Super Act
  • พัฒนาระบบเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ
  • แก้ไขปัญหา PM 2.5
  • ปราบปรามยาเสพติด
  • รับสมัครทหารอาสา
  • พัฒนามอเตอร์เวย์และรถไฟความเร็วสูง

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม การจะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อภิสิทธิ์ ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ยึดมอตโต้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

การประกาศชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไม่น้อย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นในด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคต ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค

วิสัยทัศน์ของ “ดร.การดี” ในการแก้หนี้และกู้เศรษฐกิจ

ดร.การดี มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องหนี้สินของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

นโยบายที่ ดร.การดี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยจะมีการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ทั้งคนเมืองและเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความคาดหวังต่อการทำงานเป็นทีม:

  • ผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคน: ดร.การดี เชื่อว่าการทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน: ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้ง 3 คน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
  • ขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ: การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.การดี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อว่าการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่ “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่ ดร.การดี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

การมี “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะมีนโยบายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

Scroll to top