กรณ์ จาติกวณิช

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานตรวจสอบรัฐบาล

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่น่าสนใจจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ ปชป. นะครับ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พรรคได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สะดวกและทันสมัยมากในยุคนี้ โดยมีสมาชิกและแกนนำมาร่วมกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และออนไลน์ด้วย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์
ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานและงบการเงินอย่างโปร่งใส

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการรายงานผลงานรอบปีที่ผ่านมาตามมาตรา 43 และรับรองงบการเงินปี 2568 ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นชอบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ชัดเจนเลยครับ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ต่างๆ ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและประธานประชุม ได้ชี้แจงเรื่องปัญหาเกษตรกร โดย ส.ส. พศิน ปิตุเตชะ และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้อภิปรายและเสนอญัตติเรื่องพืชผลเกษตรและฝุ่น PM2.5 จนนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ สุดยอดเลย!

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุม
สมาชิกพรรคประชุมออนไลน์

ผลงานตรวจสอบรัฐบาลด้วย 21 เสียงที่ดัง

นายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งกระทู้ถามเรื่องต้นทุนการผลิต โดยย้ำจุดยืนช่วยเหลือพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง พรรคจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าปชป. จัดการอย่างมืออาชีพ หัวหน้าพรรคลั่น แม้มี ส.ส. แค่ 21 เสียง แต่เป็นเสียงที่ดังและตรวจสอบเต็มที่ ผ่านกระทู้ถาม ญัตติ อภิปรายสร้างสรรค์

  • อภิปรายนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
  • กดดันตั้งกรรมาธิการ PM2.5
  • ช่วยเกษตรกรเรื่องพืชผลและต้นทุน
กรณ์ จาติกวณิช

แผนงานอนาคตหลังปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์

หลังจากนี้ พรรคจะทำงานนอกสภาให้เป็นระบบ ใช้แอปเชื่อมสมาชิกทั่วประเทศ รับฟังปัญหา สร้างดัชนีคุณภาพชีวิตจากข้อมูลจริง เช่น ค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน อินเทอร์เน็ต ไม่พึ่งข้อมูลรัฐอย่างเดียว ในโอกาสครบ 80 ปี จะมีกิจกรรมทั้งปี สร้างเยาวชน รวบรวมอดีต ส.ส. รัฐมนตรีมาช่วยตรวจสอบ ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ครั้งนี้ แสดงศักยภาพชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เห็นไหมครับว่า แม้ปชป. จะมี ส.ส. น้อย แต่การทำงานจริงจังและโปร่งใสแบบนี้ ทำให้เชื่อมั่นได้ การตรวจสอบรัฐบาลต้องเข้มแข็งแบบนี้แหละ คุณคิดยังไงกับผลงานของปชป. ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง

“กรณ์” ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นฮอตในรัฐสภาเลยนะครับ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ำชัดเจนในที่ประชุม กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน จะปราบทุนเทาและสแกมเมอร์ได้จริงหรือไม่ เพราะดูเหมือนคนใกล้ตัวจะเอี่ยวเพียบ! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าธรรมดา แต่กระทบปากท้องประชาชนโดยตรงเลยล่ะครับ

กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน

วันที่ 10 เมษายน 2569 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายกรณ์ได้ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน รัฐบาลใช้วิธีซื้อเวลารอราคาน้ำมันโลกตก แต่ใช้กองทุนน้ำมันชดเชย ราคาที่ปั๊มลดแค่ 2 บาทเอง ทั้งที่ควรลด 12 บาทต่อลิตร เพราะค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 17 บาท! นี่มันเกรงใจนายทุนมากเกินไปรึเปล่าครับ? ประชาชนเดือดร้อนแต่รัฐบาลกลับลอยแพ

ยิ่งไปกว่านั้น รองนายกฯ และ รมว.คลัง อย่างนายเอกนิติ ยังโยนภาระให้กองทุนน้ำมัน ซึ่งประชาชนเป็นคนจ่ายเอง แถมภาษีสรรพสามิตยังเก็บเต็มๆ โดยอ้างไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่รายได้น้ำมันเข้าหง่ามกลาง ไม่ใช่ตรงไปโรงพยาบาล นายกรณ์เสนอให้ลดภาษีและตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของรัฐ เพื่อแบ่งเบาประชาชนให้มากกว่านี้ กำหนดสูตรราคาน้ำมันที่โปร่งใสและเป็นธรรมด่วนเลยครับ

กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ในประเด็นปราบสแกมเมอร์

ส่วนนโยบายปราบทุนเทาและสแกมเมอร์ นายกรณ์ไม่เชื่อมืออนุทินเลยครับ เพราะเมื่อวานนายกฯ อนุทินเพิ่งแถลงกับ ป.ป.ช. เรื่องยึดทรัพย์สแกมเมอร์เพิ่ม แต่ไทยทำงานช้ากว่าต่างชาติ ทรัพย์หนีหมด นายกฯ บอกจะเอาผิดไม่สนชื่อใคร แต่กรณ์ชี้ว่าคนใกล้ตัวเอี่ยวเยอะ! เช่น อดีต รมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน 1 เป็นที่ปรึกษาธนาคารกัมพูชาที่เชื่อมสแกมเมอร์ ยังซื้อหุ้นกองทุนฟอกเงินที่ถูกยึดล่าสุด

อีกเรื่องคือหุ้น BCPG บริษัทลูกบางจาก โรงกลั่นน้ำมัน มีกองทุน CAI และ บ.พิวกิ้น ถือครอง ขายหุ้นเจาะจง 4,500 ล้านบาท กรรมการบริษัทตอนนั้นคืออดีต รมว.คลัง! กรณ์ฝากถามว่ารู้จักนายทุนเทาหรือเปล่า เรื่องนี้ขยายวงไปถึงอดีต ส.ส. และคนในทำเนียบด้วยนะครับ

ตั้ง “วิศิษฏ์” ประธานกลต. เหมาะสม?

กรณ์ยังบี้หนักเรื่องการแต่งตั้งนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี ที่เคยลง MOU อัปยศกับทุนสแกมเมอร์ ร่วมกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ที่ถูกฟ้อง 157 แล้ว ตอนนี้ไปนั่งประธานกลต. ดูแลตลาดหุ้นโปร่งใส เหมาะเหมาะสมหรือ? แม้ MOU ยกเลิกแล้ว แต่ภาพลบยังติด

ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตร มีหลักฐานทำธุรกรรมกับนายเบน สมิธ ซื้อเจ็ทผ่อนผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ก่อนตั้งเป็น รมว. ตรวจเส้นเงินไหม? กรณ์เรียกร้องให้ชี้แจงสาธารณะ ถ้าไม่ มันสะท้อนความจริงใจปราบสแกมแค่ไหน เพราะคนเอี่ยวอยู่ใกล้ตัวรัฐบาลทั้งนั้น!

  • ปัญหาหลัก: รัฐอุ้มโรงกลั่น ลอยแพประชาชนเรื่องราคาน้ำมัน
  • ปราบสแกม: ไม่น่าเชื่อ เพราะคนใกล้ชิดเกี่ยวข้อง
  • การแต่งตั้ง: วิศิษฏ์ และ สุริยะ ต้องชี้แจง
  • ข้อเสนอ: ลดภาษี ตัดงบฟุ่ม ลดค่ากลั่น กำหนดสูตรราคาโปร่งใส

สรุปแล้ว กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน จริงจังแค่ไหน คุณคิดยังไงครับ? รัฐบาลควรทำอะไรต่อเพื่อปราบทุนเทาและช่วยปากท้องประชาชน? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – “กรณ์” ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่อ “อนุทิน” ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์จริง คนใกล้ตัวเอี่ยวอื้อ

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ออกโรงวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก กรณีประกาศขึ้นราคาน้ำมันแบบกะทันหัน 6 บาทต่อลิตร ในช่วงดึกหลังสภาฯปิดประชุม ชี้เป็นการลักไก่ผลักภาระให้ประชาชนแบกหนักโดยไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมพูดคุยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันก๊าดแก็สโซฮอล์และดีเซล 6 บาทต่อลิตรแบบไม่ทันตั้งตัว โดยทำในช่วงดึกประมาณ 22.00-23.00 น. หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การประกาศขึ้นราคาในเวลาดังกล่าวอาจเป็นการจงใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก ส.ส. ตรวจสอบหรือซักถามในสภา ซึ่งขัดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐมนตรีควรแถลงชี้แจงต่อสาธารณะและสภาโดยตรง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่โปร่งใส

3 ประเด็นหลักที่ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สรุปความล้มเหลวของรัฐบาลในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ไว้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์: รัฐบาลไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะตรึงราคาน้ำมันไว้เท่าใด หรือจนกว่าราคาตลาดโลกจะปรับตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนและประชาชนวางแผนชีวิตไม่ได้
  • ผลักภาระประชาชนฝ่ายเดียว: ไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันให้ส่งเงินค่าการกลั่นที่สูงขึ้น (ลาภลอย) เข้ากองทุนน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิต แต่ปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงทันที
  • มาตรการช่วยเหลือล่าช้า: ถึงมีแผนช่วยเหลือ 5 กลุ่มเป้าหมาย แต่ยังไม่บังคับใช้ ขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปแล้ว ควรทำควบคู่กัน
ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังอ้างอภิปรายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง ภาครัฐบอกน้ำมันสำรองพอ แต่ปั๊มขาดแคลน สะท้อนการกักตุนโดย “ไอ้โม่ง” การขึ้นราคา 6 บาทรวดจึงเหมือน “ปล่อยผีไอ้โม่ง” ให้ปล่อยน้ำมันออกมาขายหลังราคาขึ้นตามที่ต้องการ

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการปล่อยผีไอ้โม่ง เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช เสริมว่า สาเหตุน้ำมันขาดแคลนมาจากรัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยโรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เพราะกองทุนน้ำมันยังกู้เงินไม่ได้ โรงกลั่นจึงขาดสภาพคล่อง ถ้าปล่อยราคาตลาดจริง ราคาอาจพุ่งอีก 10 บาทต่อลิตร จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยงบกองทุนน้ำมันให้โปร่งใส

การกระทำของรัฐบาลครั้งนี้ไม่เพียงสร้างภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากขาดการรับผิดชอบต่อสภา ในอนาคต รัฐบาลควรมีแผนรับมือราคาน้ำมันระยะยาว เช่น เพิ่มการสำรองน้ำมัน ลดการพึ่งพานำเข้า และกระจายภาระอย่างเป็นธรรม

สุดท้ายแล้ว ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาชนต้องติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ ทราบ!

ที่มา – ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน จงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน กรณ์ย้ำไอ้โม่งจริง

วิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ปั๊มน้ำมันบางแห่งขาดแคลน สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่นิ่งนอนใจ เมื่อ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน อย่างด่วน เพื่อหาทางออกให้ประชาชน โดยมี สส. จาก 6 พรรคร่วมเสนอญัตติ สส.ชื่อดังอย่าง “กรณ์” จาติกวณิช ย้ำชัดว่าไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง และบี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จะช่วยลดราคาลิตรละ 9 บาท

สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ด่วนจากวิกฤติตะวันออกกลาง

การประชุมสภาฯ เมื่อเช้าวันที่ผ่านมา นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธาน โดยมี สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ภูมิใจไทย), นายกรณ์ จาติกวณิช (ประชาธิปัตย์), นายจาตุรนต์ ฉายแสง (เพื่อไทย) และอื่นๆ ร่วมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อรับมือวิกฤติที่กระทบราคาน้ำมันและการกระจายสินค้าในไทย

สส.ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ รมว.พลังงาน มาชี้แจง แต่ประธานสภาแจงว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจเอง ไม่บังคับได้ สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนสับสน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานบอกว่ามีน้ำมันสำรองเพียบ โรงกลั่นผลิตเต็มที่ ส่งให้ปั๊มวันละ 77-84 ล้านลิตร แต่ปั๊มบางแห่งกลับได้โควตาน้อย เกิดคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน?

เอกนัฏ เตือนรัฐ อย่าฟังแค่เจ้าหน้าที่

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลรวบรวมข้อมูลทุกขั้นตอน เปิดเผยปริมาณกลั่น ส่งออก และถึงปั๊มให้โปร่งใส คลายตื่นตระหนกประชาชน นอกจากนี้ยังทักทาย รมว.พลังงานคนใหม่ (ยังไม่ประกาศ) ว่า อย่าฟังข้อมูลเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ให้ฟังเสียงประชาชน ใช้ความกล้าและเจตจำนงแก้ปัญหา รวมถึงทบทวนกองทุนน้ำมันที่เป็น “สิ่งสะกดจิต” ทำให้คนไทยคิดว่าน้ำมันถูก แต่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ลิตรละ 50+ บาท

กรณ์ จาติกวณิช ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง

จุดเด่นของการถกวันนี้คือ นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้ 3 ปัญหาหลักที่ทำให้ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน 1) โรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊มพอ ไอ้โม่งมีจริง รัฐรู้แต่ไม่ติดตาม 2) โครงสร้างราคาซับซ้อน มี 3 ตลาด ราคาหน้าปั๊มถูกสุดเพราะชดเชย แต่จ๊อบเปอร์และน้ำมันเขียวแพงกว่า ทำให้อุตสาหกรรมแย่งซื้อปั๊ม 3) กองทุนน้ำมันหนี้ 2 หมื่นล้าน ไม่มีมติครม.ให้กู้ ชดเชยไม่ได้ โรงกลั่นเลยไม่ส่ง

นายกรณ์ เสนอทางออกชัดเจน ลดค่ากลั่นที่โรงกลั่นฟัน 3 เท่า และลดภาษีสรรพสามิตจาก 6.95 บาท/ลิตร ลง 6 บาท รวมลดราคา 9 บาท/ลิตร รัฐส่งสัญญาณลอยตัวราคา ประชาชนกลัวพุ่ง 50 บาท แต่จริงๆ รัฐปล่อยให้โรงกลั่นกักสต็อกฟันกำไร รัฐต้องเอาจริง อย่าปล่อยให้คนคิดว่ารัฐกับไอ้โม่งรวมหัว

จาตุรนต์ เบรกผลักภาระให้ประชาชน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เตือนว่ารัฐต้องตอบชัด ปัญหาน้ำมันขาดเพราะอะไร จะสร้างความมั่นใจยังไง ลามไปค่าขนส่ง สินค้า ค่าครองชีพ เศรษฐกิจทั้งระบบ อย่าปล่อยตามตลาดเด็ดขาด ระยะสั้นกระจายน้ำมัน หาแหล่งนำเข้าใหม่ ลดพึ่งตะวันออกกลาง ระยะยาวสร้างความมั่นคงพลังงานยั่งยืน

  • เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนการผลิต-กระจายน้ำมัน
  • ลดภาษีสรรพสามิตและค่ากลั่นทันที
  • ทบทวนกองทุนน้ำมันและโครงสร้างราคา
  • รัฐมนตรีออกมาชี้แจงสร้างความเชื่อมั่น
  • วางแผนสำรองพลังงานระยะยาว

การ สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน ครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐสภาทำหน้าที่เข้มข้น สะท้อนปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง รัฐบาลชุดใหม่ต้องลงมือทันที อย่าปล่อยให้วิกฤติลุกลาม มิฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ คุณคิดว่ารัฐบาลควรลดภาษีน้ำมันไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตวิกฤติพลังงานที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สภาฯ ถกญัตติกู้วิกฤติพลังงาน “กรณ์” ย้ำไอ้โม่งโรงกลั่นมีจริง บี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เชื่อมรัฐคุมราคา

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าพุ่งปรี๊ด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกับทีม Tech Lab เปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำเพื่อช่วยเหลือโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรที่เดือดร้อนหนัก

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง อย่างไร

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกรัฐสภาและนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พร้อมทีมงาน แถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม “จับตา” อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้เดือดร้อนให้กลายเป็น “ผู้ตรวจสอบ” รายงานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ ผ่านแผนที่อัจฉริยะที่แสดงข้อมูลสรุปชัดเจน เห็นจุดไหนราคาผิดปกติหรือถูกกักตุนได้ทันที เหมือนมี Early Warning System ในมือทุกคน

ภาพแถลงข่าวปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา
ตัวอย่างแผนที่ราคาสินค้าบนแพลตฟอร์ม จับตา

คุณสมบัติเด่นของแพลตฟอร์ม “จับตา”

  • รายงานราคาเรียลไทม์: ถ่ายรูปใบเสร็จหรือป้อนข้อมูลราคาสินค้าที่ตลาด ตลาดนัด ร้านค้า ส่งตรงเข้าฐานข้อมูล
  • แผนที่อัจฉริยะ: แสดงจุดสีแดงเมื่อราคาพุ่งผิดปกติ ช่วยเห็นภาพรวมทั้งประเทศ
  • บูรณาการ Line OA: เข้าถึงง่าย สแกนลิงก์ https://liff.line.me/2009555163-09I8zuzR ทดลองใช้เวอร์ชันเบต้าได้เลย
  • API เชื่อมภาครัฐ: เปิดให้กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ควบคุมราคาโปร่งใส

นางการดี เน้นย้ำว่า ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจะนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือแบบเจาะจง อย่างโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดภาระ SME และสนับสนุนเกษตรกร ทดสอบระบบเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มีนาคม ก่อนเปิดจริง ด้วยพลัง Civic Engagement ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้จริง

นางการดี เลียวไพโรจน์ แถลงปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสินค้าแพงถือเป็นทางออกที่ชาญฉลาด ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง ไม่ใช่แค่รายงาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส สร้างสมดุลให้ผู้บริโภคและผู้ขาย มันแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อประชาชนได้จริง

เชิญชวนทุกท่าน: ลองเข้าไปทดสอบแพลตฟอร์ม “จับตา” วันนี้ที่ ลิงก์ Line รายงานราคาสินค้าที่คุณเจอ แล้วช่วยกันกดดันให้ราคาถูกลง อนาคตของค่าครองชีพอยู่ในมือเรา!

ที่มา – ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง พร้อมนำข้อมูลเชื่อมต่อภาครัฐคุมราคาสินค้า

“อภิสิทธิ์” จี้ดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุน ลั่นทบทวนราคาพลังงาน

สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่รัฐบาลพยายามตรึงไว้ แต่เบื้องหลังนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล ล่าสุด “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระและป้องกันปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันค่าการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้บริษัทน้ำมันได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญราคาน้ำมันแพง

อภิสิทธิ์เสนอว่ารัฐบาลควรนำกำไรส่วนนี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละเกือบ 16 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ หากไม่ทำเช่นนี้ กองทุนจะขาดสภาพคล่องและอาจนำไปสู่การปรับราคาขึ้นในอนาคต สร้างผลกระทบหนักต่อผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถบรรทุกและแท็กซี่ที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก

กรณ์ จาติกวณิช เตือนฟันกำไร 3 เท่าใน 10 วัน กองทุนเสี่ยงหนี้อ่วม

ในโพสต์เดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประชาชนอาจไม่รู้ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังนิ่งสนิทเพราะกองทุนชดเชย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ชดเชยดีเซลถึง 16.97 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ชดเชย 7.41 บาท รัฐประกาศตรึงดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึง 17 มีนาคม 2569 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ราคาอาจพุ่งสูงเพื่อให้ตลาดปรับตัวและส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

ที่น่ากังวลคือค่าการกลั่นพุ่ง 3 เท่าใน 10 วัน จากเดิม 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาท หมายความว่ารัฐกำลังใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายกำไรให้บริษัทกลั่นน้ำมัน หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมให้ค่ากลั่นปกติที่ 2 บาท ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนได้อย่างมาก

  • ค่ากลั่นเพิ่มจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในเวลาเพียง 10 วัน
  • กองทุนชดเชยดีเซล 16.97 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 7.41 บาท/ลิตร
  • ตรึงราคาดีเซล 29.94 บาท จนถึง 17 มี.ค. 2569
  • หากไม่ดึงกำไรเข้าสกน กองทุนอาจขาดทุนหนัก ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง
  • ต้องทบทวนราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าด้วย เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

วิกฤติพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และนโยบาย OPEC ที่ลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง ในไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบ 100% จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ตรึงราคา แต่ต้องปรับโครงสร้างให้โปร่งใสและยั่งยืน

การที่ “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ถือเป็นข้อเสนอที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากนำไปปฏิบัติ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและลดการเก็งกำไร นอกจากนี้ การทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด รวมถึงก๊าซ LPG และไฟฟ้า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เอกชนได้กำไรเกินควรในยามวิกฤติ

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลและควรเร่งดำเนินการ รัฐบาลไม่ควรละเลยเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน ชาวไทยทุกคนควรติดตามและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ลั่นต้องทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี เป็นประเด็นร้อนในวงการตลาดทุนไทยที่กำลังสร้างความฮือฮา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวอย่างดุเดือด เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์อย่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชี้แจงกรณีปล่อยให้กองทุน Capital Asia Investments (CAI) ขายหุ้นบริษัท BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก ออกไปเกือบทั้งหมด โดยไม่มีการตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินให้ทันท่วงที

“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวใหญ่จากสิงคโปร์ ที่สถาบันการเงินสิงคโปร์ (MAS) และตำรวจสิงคโปร์ (SPF) กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ จับกุมผู้บริหารระดับสูงของ CAI 2 ราย และอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับการปั่นหุ้นและฟอกเงินในตลาดทุนไทย แต่ฝั่งไทยกลับเงียบกริบ ไม่มีแอคชั่นใดๆ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เตือนมาตั้งแต่ปี 2568

สิงคโปร์ลงมือจับแล้ว ไทยยังนิ่งเฉย

นายกรณ์ชี้ว่ากองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG กว่า 16 ล้านหุ้น หรือ 5.62% แต่กลต.และปปง.ไม่ขยายผลตรวจสอบ จนปล่อยให้ขายหุ้นหนีไปได้ แม้ปปง.จะมีคำสั่งอายัดหุ้นบางจากแล้วก็ตาม นี่คือช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้เงินทุนเทา สแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ไหลผ่านตลาดหุ้นไทยได้ง่ายดาย สิงคโปร์พิสูจน์แล้วว่า CAI มีเอี่ยวปั่นหุ้นไทย แต่ไทยกลับไม่ทำอะไร

ตามกฎหมายไทย ผู้ถือหุ้นเกิน 5% ต้องรายงานกลต. แต่ CAI ขายหุ้นขนาดนี้โดยไม่รายงาน กลต.ปล่อยผ่านอย่างไร? นายกรณ์ตั้งคำถามหนักๆ ถึงรัฐบาลว่า มีอุปสรรคอะไร หรือเกรงใจใคร? โดยเฉพาะบุคคลสำคัญในรัฐบาลและพรรคร่วมที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณี MOU สแกนม่านตาของดีอี ที่ DSI ชี้บริษัทคู่สัญญาเชื่อม CAI

  • กลต.และปปง.ไม่ขยายผลตรวจสอบหุ้นอื่นที่ CAI ถือ
  • ปล่อยขายหุ้น BCBG หนี ก่อนสิงคโปร์จับ
  • CAI ยังถือหุ้นตัวอื่นใน SET อีกหลายตัว
  • คนไทยเสียหาย ไม่ได้ทรัพย์คืน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและตลาดทุน

ประเด็น “กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่กระทบความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยโดยตรง นักลงทุนรายย่อยที่ซื้อหุ้นตามกระแสปั่น อาจขาดทุนหนัก ขณะที่เงินสแกมไหลออกนอกประเทศ สร้างความเสียหายมหาศาล พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันจะติดตามต่อ รอคำชี้แจงจาก 2 หน่วยงาน หากไม่ชัดเจน จะดำเนินการทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสงสัย เช่น ผู้ลงนามสัญญาดีอีที่ปัจจุบันเป็นประธานกลต. ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจริงจังกับทุนเทาหรือไม่? ตลาดทุนไทยควรเป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือสนับสนุนการลงทุนที่โปร่งใส?

ในมุมนักลงทุน มองว่านี่คือสัญญาณเตือน ควรตรวจสอบผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนซื้อหุ้น และติดตามข่าวจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกลุ่มทุนเทา

สุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่าจะสู้ต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์คนไทย นักลงทุนทุกท่านควรเรียกร้องให้กลต.และปปง.เร่งดำเนินการ และแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

ที่มา – “กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ Hope to Her คืนโอกาสสตรี

พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรีสากล เปิดแคมเปญ Hope to Her คืนโอกาสผู้หญิงหลังกำแพง เพื่อให้ผู้หญิงที่เคยพลาดพลั้ง สามารถกลับมายืนหยัดเป็นเสาหลักของครอบครัวและเศรษฐกิจได้อย่างสง่างาม ในโอกาสวันสตรีสากล พรรคแสดงจุดยืนชัดเจนในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันที่ 8 มีนาคม 2567 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำคณะผู้บริหารชั้นนำอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และคณะอดีตผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ทัณฑสถานหญิงคลองเปรม เปิดโครงการ แคมเปญ Hope to Her: โอกาสใหม่ของผู้หญิง คือพลังใหม่ของสังคม ซึ่งเป็นแคมเปญ Hope to Her ที่ชูโมเดลคืนศักดิ์ศรีให้สตรีหลังพ้นโทษ ด้วยนโยบายเชิงรุกทั้งยกระดับสุขอนามัย พัฒนาทักษะสมอง EF (Executive Function) เพื่อบริหารจัดการชีวิต และผลักดันกฎหมาย “ลบประวัติ สร้างโอกาสใหม่” ทลายกำแพงการปฏิเสธจากสังคม

แคมเปญ Hope to Her

แคมเปญ Hope to Her ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่แค่โครงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่เป็นกลไกที่สร้างสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมให้ผู้หญิงทุกมิติ จุดยืนของพรรคคือการเปลี่ยนความเปราะบางของสตรีให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยนางรัดเกล้ากล่าวว่า “สังคมที่ยั่งยืนคือสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” แคมเปญนี้จึงมุ่งเน้นการทำจริง ไม่ใช่แค่สงเคราะห์

นโยบายเด่นในแคมเปญ Hope to Her

  • ยกระดับสุขอนามัย: ส่งเสริมสุขภาพกายใจ เพื่อให้พร้อมกลับสู่สังคมและดูแลครอบครัว
  • พัฒนาทักษะ EF หรือ Executive Function: ทักษะบริหารสมอง เช่น การวางแผน การควบคุมตัวเอง การแก้ปัญหา และการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ช่วยลดโอกาสกลับมาก่ออาชญากรรม
  • กฎหมายลบประวัติอาชญากรรม: ผลักดันให้ผู้พ้นโทษลบประวัติได้ง่ายขึ้น เพื่อสมัครงานและได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ถูกตีตราตลอดชีวิต

กิจกรรมครั้งนี้ยังสร้างปรากฏการณ์บนโลกออนไลน์ ด้วยแคมเปญ “Thanks My Demo Woman: ขอบคุณที่มีเธอ” เชิญชวนประชาชนส่งต่อพลังบวก ขอบคุณผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับกระแสตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะนางสาวชนนิกานต์ สุพิทยาพร (กานต์) นางสาวไทยประจำปี 2566 หรือ Miss Thailand 2023 ที่เข้าร่วมแสดงพลังด้วย ผู้บริหารและ สส. พรรคต่างร่วมใจปลุกพลังสตรีสากล

กิจกรรมแคมเปญ Hope to Her พรรคประชาธิปัตย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
Miss Thailand 2023 เข้าร่วมแคมเปญ Hope to Her
กิจกรรมที่ทัณฑสถานหญิงคลองเปรม
พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรี

แคมเปญ Hope to Her มีความสำคัญเพราะในประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 10,000 คน (ข้อมูลกรมราชทัณฑ์) หลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อพ้นโทษกลับมาก็เผชิญการเลือกปฏิบัติ ทำให้ยากต่อการฟื้นฟูชีวิต โครงการนี้จึงตอบโจทย์ตรงจุด ช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น EF ซึ่งเป็นทักษะสมองส่วนหน้า ช่วยให้คิดก่อนทำ ควบคุมอารมณ์ และวางแผนอนาคต ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมเมื่อสตรีเหล่านี้กลับมาทำงานได้

นอกจากนี้ แคมเปญยังเชื่อมโยงกับวันสตรีสากลที่เน้นความเท่าเทียม พรรคประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสตรี ไม่ว่าจะบทบาทใด

ในความเห็นของเรา แคมเปญ Hope to Her เป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงจัง ไม่ใช่แค่สัญญาแต่ลงมือทำ มันจะช่วยลดปัญหาสังคม ลดค่าใช้จ่ายเรือนจำ และสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ลองคิดดูสิ ถ้าผู้หญิงทุกคนมีโอกาสใหม่ สังคมไทยจะก้าวหน้าขนาดไหน

เชิญชวนทุกท่าน: ร่วมส่งต่อพลังบวก ขอบคุณผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตคุณ ผ่านแคมเปญ “Thanks My Demo Woman” บนเฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายโอกาสใหม่ให้สตรีที่ต้องการ!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรีสากล เปิดแคมเปญ “Hope to Her” คืนโอกาสผู้หญิงหลังกำแพง

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคามะพร้าวหน้าสวนดิ่งเหวเหลือเพียง 2-3 บาทต่อผล ทั้งที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5-6 บาท สวนทางกับมูลค่าการส่งออกที่พุ่งสูงถึงเกือบ 28,000 ล้านบาทในปี 2566 นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนถึงปัญหาโครงสร้างในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมะพร้าวไทย

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำทีมคนรุ่นใหม่จากพรรคลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm เพื่อศึกษาสถานการณ์วิกฤตราคามะพร้าว โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการพยุงราคาเท่านั้น นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่สินค้าขายไม่ออก แต่เป็น “โครงสร้างการกระจายมูลค่า” ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นธรรม

มะพร้าวไทย โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ยังคงมีศักยภาพสูงในตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพที่กำลังขยายตัวในปี 2567-2568 อย่างไรก็ตาม อำนาจต่อรองกลับกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตซึ่งเป็นต้นทางต้องเผชิญความผันผวนของราคาอยู่เสมอ การขายแบบต่างคนต่างขายทำให้เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง ส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างน่าใจหาย

แนวทางแก้ไขวิกฤตราคามะพร้าวจากนายกรณ์

นายกรณ์ยกตัวอย่างโมเดลของ Aromatic Farm ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้แนวคิด 3 เสาหลัก People – Planet – Profit เน้นความยั่งยืน (Sustainability) เป็นแกนกลาง มีกลไกการรับซื้อมะพร้าวจากสมาชิกในราคาเป็นธรรม ช่องทางการตลาดของตัวเอง และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพแบบมืออาชีพ นี่คือคำตอบเชิงระบบที่ช่วยลดความเปราะบางในระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังอ้างอิงบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น Fonterra ของนิวซีแลนด์ ที่เกษตรกรรวมตัวถือหุ้นในห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ทำให้อุตสาหกรรมนมแข็งแกร่งและยั่งยืน ไทยควรนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมมะพร้าว โดยเสนอแนวทางสำคัญดังนี้

  • ✅ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง
  • ✅ วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม
  • ✅ กำกับระบบล้งและพ่อค้าคนกลางไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกรต้นทาง
  • ✅ สร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้าถึงได้โดยตรง

หากปล่อยให้สถานการณ์ มะพร้าว 2 บาท ดำเนินต่อไป เกษตรกรจะขาดทุนหนัก ไม่สามารถบำรุงรักษาต้นไม้และดินได้ สุดท้ายผลผลิตของประเทศจะลดลง มะพร้าวไทยไม่ควรเป็นแค่สินค้าเกษตรผันผวน แต่ต้องพัฒนาเป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

การปรับโครงสร้างดังที่ “กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกมะพร้าวหลักอย่างภาคใต้และตะวันออก เกษตรกรจะได้รับส่วนแบ่งมูลค่าที่เป็นธรรมมากขึ้น สามารถลงทุนในเทคโนโลยีการปลูกที่ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี และเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านการแปรรูป เช่น น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกหรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแบบ Aromatic Farm ให้มากขึ้น พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการขายตรง ลดช่องว่างในห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกที่กำลังบูม การทำเช่นนี้จะไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทยทั้งประเทศ

สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากนโยบายที่กล้าปรับโครงสร้างจริงๆ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวสารเกษตรกรรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

Scroll to top