กรมการค้าต่างประเทศ

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะตลาดโลก

ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะตลาดโลก

ข่าวดีล่าสุดสำหรับภาคเกษตรกรรมไทย เมื่อกรมการค้าต่างประเทศได้รับข่าวดีว่าผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังของไทยได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการที่สหรัฐอเมริกาประกาศยกเว้นภาษีภายใต้ Annex A ตามมาตรา 301 ซึ่งนับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ-UAE ดันส่งออก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลก

ทางกรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาถึงรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค Mid-West เพื่อเปิดประตูให้ผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่มของสหรัฐฯ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

เปิดกลยุทธ์ ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ-UAE ดันส่งออก

การเดินทางไปเจรจาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การหารือกับ Chicagoland Food and Beverage Network (CFBN) เพื่อเชื่อมโยงผู้ส่งออกไทยกับผู้ซื้อรายใหญ่ในสหรัฐฯ
  • การผลักดันแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม เช่น แป้งมันออร์แกนิก และฟลาวมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดสหรัฐฯ
  • การขยายฐานลูกค้านอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งออกมันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสัตว์ในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

ความสำเร็จจากการที่ ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ-UAE ดันส่งออก ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศว่าสินค้าไทยมีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล และพร้อมที่จะเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของพวกเขา

นอกจากนี้ กรมยังสนับสนุนให้นำสินค้าไปเจาะตลาดใหม่ๆ อย่าง UAE ที่ได้ทดลองนำมันอัดเม็ดจากไทยไปใช้ในฟาร์มนมขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว และเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดในยุคที่สถานการณ์การค้าโลกมีความผันผวนสูง การรุกคืบในครั้งนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังไทยที่จะได้รับราคาที่มั่นคงขึ้นจากการที่อุปสงค์ในตลาดโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนจับมือกันทำงานเพื่อผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เรามารอลุ้นกันต่อไปว่านโยบายเชิงรุกนี้จะช่วยให้ยอดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยพุ่งทะลุเป้าหมายไปได้ไกลแค่ไหน

ที่มา – ไทยส้มหล่น สหรัฐฯ เว้นภาษีแป้งมัน พาณิชย์ลุยเจาะยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ-UAE ดันส่งออก

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ Made in Thailand ปลอม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุมสินค้าลักลอบนำเข้า แต่ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาแถลงผลงานที่น่าตกใจ โดยกรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ซึ่งถือเป็นการทำลายชื่อเสียงและมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างรุนแรง ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาพบมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาทเลยทีเดียว

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการยกระดับมาตรการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากรและป้องกันการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ

ผลกระทบมหาศาลจากการสวมสิทธิสินค้า

เมื่อเราวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่ากรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ครั้งนี้มีรายละเอียดสินค้าที่ถูกตรวจยึดจำนวนมาก โดยสถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้:

  • สินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ: เช่น บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวม 41 รายการ มูลค่ากว่า 442.64 ล้านบาท
  • สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: สินค้าแบรนด์เนม รองเท้า และกระเป๋ากว่า 3 แสนชิ้น
  • ขยะอันตราย: ตามอนุสัญญาบาเซิล รวมมูลค่ากว่า 204.56 ล้านบาท
  • ช่อดอกกัญชา: มูลค่าสินค้ากว่า 148.40 ล้านบาท

มาตรการที่ทางหน่วยงานภาครัฐนำมาใช้นั้น ไม่ใช่แค่การตรวจสอบตามปกติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้น รวมถึงการระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับผู้กระทำความผิด เพื่อตัดวงจรการสวมสิทธิที่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ดีและทันท่วงที เพราะถ้าปล่อยให้มีการสวมสิทธิ “Made in Thailand” ต่อไป อาจทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกถูกมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าให้ชัดเจนและดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และหากใครต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศได้ทันที

ที่มา – กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอรมว.พาณิชย์ แก้วิกฤตขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สวัสดีครับพี่น้องชาวเกษตรกรและผู้ที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจภาคการเกษตรทุกท่าน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับ กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอรมว.พาณิชย์ แก้วิกฤตขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรไทยโดยตรง หลังจากที่มีมติขยายเวลานำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอรมว.พาณิชย์ แก้วิกฤตขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การตัดสินใจขยายระยะเวลานำเข้าในช่วงที่ผลผลิตในประเทศเริ่มทะยอยออกสู่ตลาด ทำให้เกิดความกังวลว่าราคาจะตกต่ำลง คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ จึงได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอสำคัญเพื่อคุ้มครองพี่น้องเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม ดังนี้ครับ

รายละเอียด 4 ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

  • การสร้างความรับรู้เชิงนโยบาย: กระทรวงจะต้องสื่อสารเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้าให้ชัดเจน เพื่อลดความสับสนระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกร
  • การกำหนดราคาขั้นต่ำ: เสนอให้มีการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำอ้างอิงจากต้นทุน 3 เดือนย้อนหลัง เพื่อป้องกันการกดราคา
  • มาตรการราคารับซื้อใหม่: เร่งออกประกาศมาตรการล่วงหน้าก่อนประกาศฉบับเดิมหมดอายุ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างนโยบาย
  • การปรับโครงสร้างระยะยาว: สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดทดแทนนาปรัง เพื่อสร้างความมั่นคงในวัตถุดิบอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ คณะ กมธ. ยังเน้นย้ำถึงบทบาทในการกำกับดูแล หากพบผู้ประกอบการปฏิเสธการรับซื้อโดยไม่มีเหตุผล จะต้องมีมาตรการลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะคอขวดในการขนส่งสินค้าเกษตร ทั้งนี้ กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอรมว.พาณิชย์ แก้วิกฤตขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ราคาให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานภาครัฐจะนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติใช้โดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดมั่นใจได้ว่า ผลผลิตที่เหนื่อยยากมาทั้งปีจะมีตลาดรองรับในราคาที่คุ้มค่า หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการนี้ สามารถร่วมแบ่งปันความคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ที่นี่ครับ

ที่มา – กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อเสนอรมว.พาณิชย์ แก้วิกฤตขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เปิดด่านเมียวดี ฟื้นการค้าชายแดนแม่สอด ลุ้นการค้าฟื้นตัว

เชื่อว่าช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออกกับเพื่อนบ้านคงใจชื้นขึ้นไม่น้อย หลังจากมีข่าวดีว่า เปิดด่านเมียวดี ฟื้นการค้าชายแดนแม่สอด ลุ้นการค้าชายแดนครึ่งปีหลังฟื้นตัว กันอย่างคึกคัก หลังจากที่ด่านฝั่งเมียนมาจำต้องปิดไปนานหลายเดือน ทำให้การขนส่งสินค้าติดขัดและกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมาก

เปิดด่านเมียวดี ฟื้นการค้าชายแดนแม่สอด ลุ้นการค้าชายแดนครึ่งปีหลังฟื้นตัว

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกมายืนยันข่าวดีนี้ว่า ทางเมียนมาได้กลับมาเปิดด่านเมียวดีตรงข้ามแม่สอดอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย การกลับมาเปิดด่านรอบนี้จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ในการส่งสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างไปยังพื้นที่เศรษฐกิจของเมียนมาได้โดยตรง

ปัจจัยหนุนที่ต้องจับตาเพื่อดันให้การค้าโตต่อเนื่อง

แม้ว่าการ เปิดด่านเมียวดี ฟื้นการค้าชายแดนแม่สอด ลุ้นการค้าชายแดนครึ่งปีหลังฟื้นตัว จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่เรายังต้องจับตาดูมาตรการเรื่อง Import License อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นกติกาที่เชื่อมโยงกับรายได้จากการส่งออก (Export Earning Matching) ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังและปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบของฝั่งเมียนมาที่เปลี่ยนไปครับ

  • ติดตามนโยบายเงินตราต่างประเทศของเมียนมาอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมความพร้อมในกระบวนการขออนุญาตนำเข้า
  • หารือผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC)

อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเตรียมนำประเด็นอุปสรรคเหล่านี้หารือในที่ประชุม JTC เพื่อหาทางผ่อนคลายกฎระเบียบให้เกิดความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเดินหน้าทำธุรกิจได้อย่างราบรื่นที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ในมุมมองธุรกิจ สิ่งสำคัญในช่วงนี้คือการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องสต็อกสินค้าและการศึกษาข้อกำหนดพื้นที่ควบคุมในแม่สอด หากเราสามารถปรับตัวตามกติกาใหม่นี้ได้ ก็มั่นใจได้ว่าโอกาสทางการค้าชายแดนยังคงสดใสและพร้อมเติบโตครับ

ที่มา – เปิดด่านเมียวดี ฟื้นการค้าชายแดนแม่สอด ลุ้นการค้าชายแดนครึ่งปีหลังฟื้นตัว

ทีมไทยแลนด์เตรียมแจงสหรัฐฯสู้ USTRปมแรงงานบังคับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับการค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มาอัปเดตกันเลย ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นโดนรีดภาษีนำเข้าสูงลิ่ว ซึ่งอาจกระทบผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีหลายราย กรมการค้าต่างประเทศกำลังเร่งมือเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา

ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ

ตามข่าวล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่าทีมไทยแลนด์จะบินตรงไปสหรัฐฯ วันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้ เพื่อชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ในกรณีไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ สหรัฐฯ กล่าวหาไทย 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา 2) นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้!

ประเด็นชี้แจงหลักๆ ที่ทีมไทยจะสู้

ก่อนอื่น ไทยได้ส่งคำแก้ต่างไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 แล้ว แต่คราวนี้จะไปพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อย้ำข้อเท็จจริง ทีมที่ไปประกอบด้วยหน่วยงานเด่นๆ เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร กรมการค้าสหรัฐอเมริกา สำนักงานบีโอไอ และกระทรวงแรงงาน ครบเครื่องเลยครับ

  • กำลังการผลิตส่วนเกิน: ไทยยืนยันว่าไม่มี overcapacity ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตสหรัฐฯ เองด้วยซ้ำ ถ้าตัดไทยออก สหรัฐฯ ก็เดือดร้อนนะ
  • ปมแรงงานบังคับ: นี่แหละที่กังวลสุด เพราะ USTR อาจเลือกปฏิบัติและเข้มงวดมาก แต่ไทยยืนยันไม่เคยนำเข้าสินค้าจากประเทศใช้แรงงานบังคับ แถมในไทยเองก็มีมาตรฐานแรงงานสากลตาม ILO และสอดคล้องกฎสหรัฐฯ แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานกำลังร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence เพื่อตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน ตลอด supply chain สามารถ trace back ได้ยันต้นทาง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าโลกเลยทีเดียว

ผลกระทบหากสู้ไม่สำเร็จ หวั่นภาษีพุ่ง!

ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินไต่สวนเสร็จก่อนภาษีมาตรา 122 หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยสูงเกิน 19% ที่เคยเก็บมาก่อน โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมนั้น เอสเอ็มอีไทยรับไม่ไหวแน่ๆ สำหรับปมแรงงาน ยังไม่ระบุสินค้าไทยชัด แต่คาดว่าน่าจะเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าเกษตรที่อาจเกี่ยวข้องทางอ้อม

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะเจรจาขอยกเว้นภาษีเป็นรายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ส่งออกไทยต่อไป

背景มาตรา 301 และ USTR คืออะไร?

สำหรับมือใหม่ มาตรา 301 เป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถขึ้นภาษีนำเข้าได้เลย USTR คือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ โดยครั้งนี้สหรัฐฯ เร่งรัดเพราะอยากใช้ภาษีใหม่แทนมาตรา 122 ที่กำลังหมดอายุ ไทยต้องสู้ให้ดี เพราะตลาดสหรัฐฯ สำคัญมาก รองจากจีนเลย

ไทยเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้แก้กฎหมายแรงงานต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล สร้างความมั่นใจว่าการผลิตไทยสะอาด ไร้ forced labor จริงๆ

ในมุมผมคิดว่าไทยมีโอกาสสู้ชนะนะ เพราะ supply chain ไทยเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้น ถ้าตัดกันทั้งสองฝ่ายเสียหาย แต่ก็ต้องเร่ง reform ต่อไปให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สร้างจุดแข็งระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก: ติดตามผลการเจรจาครั้งนี้ใกล้ชิด ปรับ supply chain ให้ trace ได้ชัดเจน และ share บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการรู้ เพื่อเตรียมรับมือไปด้วยกัน! คุณคิดว่าอย่างไร คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นถูกรีดภาษีนำเข้า

กรมการค้าฯ ผลักดันข้าวอินทรีย์ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก

ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก กลายเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ข้าวอินทรีย์ไทยที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ได้มาตรฐานสากล กำลังจะก้าวสู่เวทีโลกด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากกรมการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมมีแผนส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นข้าวพรีเมียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปสมาพันธรัฐสวิสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อพบปะหารือกับหน่วยงานด้านข้าวอินทรีย์ องค์กรสำคัญ และผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ เจรจาขยายตลาดและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า

กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดันข้าวอินทรีย์ไทย

กิจกรรมไฮไลท์: แคมเปญรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทยในยุโรป

ไฮไลท์สำคัญคือแคมเปญรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย ร่วมมือกับร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในเมืองซูริค (สวิส) และนครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) รวม 10 ร้าน จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายนาน 1 สัปดาห์ ถ่ายทอดเรื่องราวข้าวอินทรีย์ไทยผ่านเมนูอาหารไทยสุดพิถีพิถัน โดยเน้นมิติสุขภาพ รสชาติแท้ และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าที่สั่งเมนูพิเศษจากข้าวอินทรีย์ไทย สามารถลงทะเบียนสะสมแต้มลุ้นรางวัลสุดพิเศษ เช่น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับประเทศไทย คอร์สเรียนทำอาหารไทย และ Gift Voucher ทานอาหารไทยที่ร้าน Thai SELECT

นอกจากนี้ ยังเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญ อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น และสื่อมวลชนเข้าร่วมพิธีเปิด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ต่อยอดด้วยการร่วมมืออินฟลูเอนเซอร์ท็อปในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป ประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียในไตรมาส 3-4 ของปีงบ 2569

แคมเปญข้าวอินทรีย์ไทยในร้านอาหารยุโรป

พาผู้ประกอบการไทยลุยงานแสดงสินค้าอินทรีย์ชั้นนำ

กรมยังนำผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ข้าวอินทรีย์ไทย 12 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติชั้นนำ เช่น งาน BIOFACH 2026 ที่นูเรมเบิร์ก เยอรมนี (10-13 ก.พ.) และ Natural Products Expo West 2026 ที่สหรัฐฯ (3-6 มี.ค.) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย เชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าทั่วโลก ผลักดันส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย

งานแสดงสินค้าอินทรีย์ BIOFACH

ตัวเลขยืนยันศักยภาพ ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์ 26,110 ตัน มูลค่า 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.12% ในปริมาณและ 11.21% ในมูลค่าจากปี 2567 (22,293 ตัน 1,088 ล้านบาท) ตลาดหลักคือกลุ่มประเทศรายได้สูงที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐฯ จีน อิตาลี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์

  • ประโยชน์ข้าวอินทรีย์ไทย: ปราศจากสารเคมี ดีต่อสุขภาพ รสชาติดี ราคาพรีเมียม
  • ตลาดเป้าหมาย: ยุโรป อเมริกา เอเชีย รายได้สูง
  • กลยุทธ์กรมฯ: เจรจา แคมเปญ โซเชียล งานแสดงสินค้า

การผลักดันครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าส่งออก แต่ยังยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เทียบชั้นสากล สร้างความยั่งยืนให้ชุมชนเกษตรกร ลองนึกภาพข้าวไทยอินทรีย์วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมทั่วโลก นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทย หากคุณเป็นเกษตรกรหรือ SME สนใจเข้าร่วม ติดต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทย Anuga 2025

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทยในงาน Anuga 2025 เสริมความเชื่อมั่นข้าวคุณภาพระดับโลก พร้อมปูพรมลุยส่งออกตลาดยุโรป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมออกคูหาประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า Anuga 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มกว่า 8,000 ราย จากกว่า 110 ประเทศเข้าร่วม และมีผู้เยี่ยมชมงานกว่า 145,000 ราย เมื่อวันที่ 4 – 8 ต.ค.68 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศักยภาพและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวไทย เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป ภายใต้แนวคิด “Think Rice Think Thailand – We serve the best quality rice to the world.”

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

สำหรับคูหาของกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชม ได้แก่ การจัดนิทรรศการและตัวอย่างข้าวไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยต่างๆ เช่น น้ำนมข้าว สบู่ข้าว ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น, การให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และมาตรฐานข้าวไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง, การสาธิตการหุงข้าวหอมมะลิไทยให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ทดลองชิมคู่กับอาหารไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เยี่ยมชม, แจกของที่ระลึก เช่น ยาหม่องกลิ่นข้าวหอมมะลิไทย

“กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันให้ข้าวไทยคงความเป็นผู้นำในตลาดโลก ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความโดดเด่น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าวคุณภาพเยี่ยมระดับโลก โดยตลาดยุโรป เป็นตลาดศักยภาพของข้าวไทย เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งข้าวไทยตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน การเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า ผู้ซื้อ คู่ค้า และผู้บริโภคในยุโรป มั่นใจว่า ข้าวไทย คือ สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย นอกจากนี้ การส่งเสริมข้าวไทยในตลาดยุโรป ยังเป็นการผลักดันให้ข้าวคุณภาพสูงของไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวต่อไป”

สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไปยุโรป พบว่า ในช่วงปี 65 – 67 ไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 209,068 ตัน สำหรับช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.7 ปี 68 ส่งออกแล้ว 154,559 ตัน เพิ่มขึ้น 8.59% จากช่วงเดียวกันของปี 67 ที่ส่งออก 142,327 ตัน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี สำหรับชนิดข้าวที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย สัดส่วน 59.02% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมไทย 20.76% และข้าวนึ่ง 8.94% ตามลำดับ

กรมการค้าต่างประเทศ บุกงาน Anuga 2025

ทำไมกรมการค้าต่างประเทศถึงให้ความสำคัญกับงาน Anuga 2025

งาน Anuga เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด การที่กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

เป้าหมายของกรมการค้าต่างประเทศในการผลักดันข้าวไทย

เป้าหมายหลักของกรมการค้าต่างประเทศคือ การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดโลก และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป โดยเน้นที่ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุโรป

ความสำคัญของการเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศ

การเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย สร้างความเชื่อมั่น และขยายตลาดในยุโรป การส่งออกข้าวไปยังยุโรปที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันข้าวไทยของภาครัฐและเอกชน

การส่งเสริมข้าวไทยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “กรมการค้าต่างประเทศ” บุกงาน Anuga 2025 ดันข้าวไทยคุณภาพระดับโลก ลุยตลาดยุโรป

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนใช้สิทธิ FTA 1.7 ล้านล้านบาท

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน การส่งออกของไทยยังคงแสดงศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนความสำเร็จนี้ ช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิ FTA รวมถึง 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.70 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 81.59% ของการส่งออกทั้งหมด และเติบโตขึ้น 11.57% เมื่อเทียบกับปีก่อน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างอาเซียน จีน และอินเดีย

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่าการเติบโตนี้มาจากการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนภายใต้ ATIGA ซึ่งเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 18,505.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 68.61% รองลงมาคือ ACFTA กับจีน มูลค่า 16,046.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนสูงถึง 98.31% AIFTA กับอินเดีย มูลค่า 6,232.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.11% JTEPA กับญี่ปุ่น มูลค่า 3,670.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 76.07% และ TAFTA กับออสเตรเลีย มูลค่า 3,195.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 58.29% สินค้าหลักที่ใช้สิทธิสูงสุด ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่ง ยางสังเคราะห์ แพลทินัม และน้ำตาลจากอ้อย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการใช้สิทธิ FTA

สำหรับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลจากอ้อย ไก่ปรุงแต่ง ผลไม้สดอย่างฝรั่ง มะม่วง มังคุด และมันสำปะหลังเส้น มูลค่ารวม 15,713.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 29.41% ของทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ ยางสังเคราะห์ แพลทินัม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่ารวม 37,707.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 70.59% การส่งออกเหล่านี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดเดียว โดยกรมการค้าต่างประเทศติดตามข้อมูลจาก 12 ฉบับ FTA จากทั้งหมด 14 ฉบับ ยกเว้น TNZCEP และ AHKFTA เนื่องจากระบบพิเศษ

นอกจากนี้ ทุเรียนยังคงเป็นแชมป์ผลไม้ส่งออก โดยเฉพาะไปยังจีน ขณะที่ตลาดอินเดียมีศักยภาพสูงจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ในเดือนกรกฎาคม ยังเห็นการเติบโตของแพลทินัมและอัญมณีเครื่องประดับ ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายของผู้ประกอบการไทย การใช้สิทธิ FTA ไม่เพียงลดภาษี แต่ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ไทยสามารถขยายตลาดใหม่ได้

กรมการค้าต่างประเทศยังผลักดันผ่านการจัดสัมมนา 10 ครั้งทั่วประเทศในปี 2568 มีผู้เข้าร่วม 1,364 คน เกินเป้า 1,200 คน แสดงถึงความสนใจสูง ในปี 2569 จะเดินหน้าต่อด้วยกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ FTA เต็มศักยภาพ

  • ประโยชน์หลักของ FTA: ลดภาษี สร้างแต้มต่อแข่งขัน
  • ตลาดหลัก: อาเซียน จีน อินเดีย
  • สินค้าดาวเด่น: ทุเรียน ยานยนต์ ยาง
  • การเติบโต: +11.57% ใน 7 เดือน

การส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57% เป็นสัญญาณบวกที่ผู้ประกอบการควรเล็งใช้โอกาสนี้ขยายธุรกิจ หากคุณเป็นผู้ส่งออก ลองตรวจสอบสิทธิ FTA ที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มยอดขาย สามารถติดต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

Scroll to top