กรมชลประทาน

“ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างมาก หลังจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมในหลายอำเภอ ล่าสุด “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการเหตุการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางระดับน้ำที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อรับมือวิกฤต

เมื่อค่ำวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.1 เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยได้ประกาศยกระดับการจัดการอุทกภัยผ่านแนวทาง “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อรวมศูนย์อำนาจการสั่งการไว้ที่จุดเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งกรมชลประทาน ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่น สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นเอกภาพตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการเร่งด่วนและการเฝ้าระวัง

จากการประเมินสถานการณ์ที่สถานี N.1 พบว่าระดับน้ำมีแนวโน้มล้นตลิ่ง โดยคาดการณ์ว่าจะสูงกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 60 เซนติเมตรในช่วงกลางดึก จึงได้มีมาตรการเร่งด่วนดังนี้:

  • เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในจุดเสี่ยง เช่น อ.เมือง และ อ.เวียงสา
  • ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมอพยพประชาชนไปยังจุดปลอดภัยทันที
  • ย้ำให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตรเพื่อลดความเสียหาย

รองนายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่า “ชีวิตของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด” ทุกหน่วยงานต้องปักหลักบัญชาการและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนเตรียมการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลดเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วที่สุด

การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน

นอกจากภาครัฐแล้ว ยังพบว่าอาสาสมัครและภาคเอกชนต่างเข้ามาร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลืออย่างแข็งขัน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้จังหวัดน่านก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมฉับพลันไปได้ เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่าน ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์บัญชาการอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของท่านเอง

ที่มา – “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน พร้อมสั่งบัญชาการเหตุการณ์ตลอดคืน

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส. พรรคประชาชน และกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ได้ออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางน้ำมากกว่าการนำไปจัดซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย

เบื้องลึกการใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ การที่กรมชลประทานเลือกใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียนฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการน้ำ การซ่อมแซมพนังคันกั้นน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่กลับถูกนำมาใช้ซื้อรถยนต์ใหม่แทน ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ตรงจุดประสงค์หรือไม่ นายณรงเดช ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ในจังหวะที่ข้าราชการหลายหน่วยงานแทบไม่มีรถประจำตำแหน่งใช้ แต่กรมกลับดำเนินการจัดซื้ออย่างเงียบเชียบโดยไม่ผ่านงบพ.ร.บ.หลัก

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมของการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐ ดังนี้:

  • ความคุ้มค่าของภาษีประชาชน: การนำเงินจากกองทุนที่ควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรมาใช้จัดซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือยานพาหนะหน่วยงานเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่
  • ความโปร่งใส: หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อท่ามกลางเสียงเรียกร้องเรื่องงบประมาณช่วยเหลือภัยพิบัติ
  • การลำดับความสำคัญ (Prioritization): ในเมื่อบอกว่าไม่มีงบช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ทำไมถึงมีงบประมาณสำหรับการซื้อรถใหม่

สรุปแล้ว ประเด็นที่ ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่เป็นเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ภายในหน่วยงานภาครัฐ ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนต่อสังคมว่า การใช้งบประมาณในลักษณะนี้เป็นไปตามกฎหมายและสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เพราะเงินกองทุนหมุนเวียนคือเงินจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนและเกษตรกร การบริหารจัดการจึงต้องเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก

ที่เราควรจับตาดูต่อจากนี้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของกรมชลประทานอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างคุ้มค่าที่สุด

ที่มา – “ณรงเดช” ปูด “กรมชลฯ” ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่

เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีการยิงปืนเข้ามาใกล้ฐานปฏิบัติการของทหารไทยถึง 3 นัด ล่าสุดทางด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงท่าทีของกองทัพว่า เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย โดยมองว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและสร้างความกังวลให้กับกำลังพลรวมถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย จริงหรือ?

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อทางฝั่งกัมพูชาได้มีการยิงปืนเข้ามาใกล้เขตฐานไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการยิงตอบโต้ตามแนวทางปฏิบัติที่ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ แม้ว่าทางกัมพูชาจะพยายามชี้แจงสาเหตุต่างๆ ทั้งเรื่องวินัยของกำลังพลหรือปัญหาภายใน แต่คำตอบเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ฝ่ายไทยคลายความกังวลได้ เพราะประเด็น เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย นั้นสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงมากกว่าคำกล่าวอ้าง และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

มาตรการรับมือและความคืบหน้าของอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย

นอกจากสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพยังเดินหน้าโครงการเพื่อปากท้องของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีการเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • กองทัพภาคที่ 2 พร้อมประสานงานร่วมกับกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด
  • หน่วยงานรัฐพร้อมผลักดันงบประมาณสนับสนุนโครงการไม่ว่าจะเป็นงบกลางหรืองบจากส่วนใด
  • เน้นย้ำความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน

ทางกองทัพได้ปฏิเสธข้อแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักเกี่ยวกับเหตุการณ์ปืนลั่นหรือการขาดวินัย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างมาก ดังนั้น การรักษากฎกติกาตามแถลงการณ์ร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญที่กองทัพไทยยึดถือมาโดยตลอด การที่ เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ไทยพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเด็ดขาดหากมีการละเมิดเกิดขึ้นอีก

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของประเทศต้องมาคู่กับการพัฒนา โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรียจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจับตามอง เพราะเมื่อชายแดนสงบและโครงสร้างพื้นฐานพร้อม จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย เผยไทยพร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย

กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน เตรียมงบ 100 วันสกัดน้ำท่วม

กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงปลายปีของทุกปี หลายพื้นที่ในไทยโดยเฉพาะภาคใต้ต้องเผชิญกับมรสุมและฝนตกหนัก ล่าสุดทาง กรอ. ได้จัดให้มีการเรียกประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับการ กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน ให้ทันท่วงที ก่อนที่ฤดูฝนที่แท้จริงจะมาถึงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ครับ

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นประตูเชื่อมโยงการค้ากับอาเซียน กรอ. มุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยเดิม โดยวางแผนงานเป็น 3 ระยะเพื่อให้การทำงานเกิดความยั่งยืน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งประสานภาคเอกชนช่วยวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

มาตรการเด็ดจาก กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน เตรียมงบเร่งด่วน 100 วัน

รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของ กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การบริหารจัดการน้ำ: เร่งปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยให้สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว
  • ระบบแจ้งเตือนภัย: ติดตั้งและปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยที่ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ล่วงหน้า
  • มาตรการช่วยเหลือธุรกิจ: เสนอมาตรการสินเชื่อพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ เพื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ
  • ความร่วมมือกับเอกชน: ดึงภาคธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้เป็นต้นแบบการรับมือภัยพิบัติ

นอกจากนี้ กรอ. ยังมองไปไกลถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การที่พื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะหาดใหญ่กลับมามีความพร้อมในการรับมืออุทกภัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้เมืองที่เคยเปราะบาง กลายเป็นเมืองที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศและเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลลัพธ์จากแผน 100 วันนี้ว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่เห็นจากการร่วมมือกันครั้งนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลให้ความใส่ใจกับปัญหาปากท้องและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ หวังว่าหน้าฝนปีนี้ พี่น้องชาวใต้จะอุ่นใจและผ่านพ้นภัยธรรมชาติไปได้อย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนน้ำเชิงรุก

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศสั่งการด่วนให้กรมชลประทานเดินหน้าคุมเข้มการวางแผนรับมือกับปรากฏการณ์ สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนและภาคการเกษตรไทยจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากสภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า

บทบาทการรับมือ เอลนีโญ 2569 ของกรมชลประทาน

จากการรายงานสภาพอากาศล่าสุด พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นผลให้ปริมาณน้ำฝนในปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ในเชิงนโยบายท่านรัฐมนตรีจึงกำชับให้มีการบริหารจัดการ้ำแบบเชิงรุก นำระบบการกักเก็บน้ำอัจฉริยะมาใช้ เพื่อให้เขื่อนหลักทั่วประเทศสามารถรักษาความสมดุลของปริมาณน้ำต้นทุนไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ปัจจุบันทางศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รายงานว่า ปริมาณน้ำรวมทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมชลประทานจึงถูกสั่งให้ยึดหลักการ “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

  • เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรและบุคลากรกว่า 5,732 หน่วยทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเกษตรกรให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและปรับแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์จริง
  • รณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด 3R (Reduce, Reuse, Recycle)

ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ หรือหน่วยงานท้องถิ่น การวางแผนเชิงรุกครั้งนี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ การเตรียมรับมือล่วงหน้าถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยยังคงเป็นฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ในวันที่ต้องเจอกับสภาวะอากาศที่มีความแปรปรวนก็ตาม

หากเราทุกคนร่วมมือกันประหยัดน้ำและติดตามข่าวสารการบริหารน้ำจากกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ และเราจะมีความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง 14–20 มิ.ย. 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ช่วงนี้ใครที่พักอาศัยอยู่ใกล้ริมน้ำอาจจะต้องคอยติดตามข่าวสารกันเป็นพิเศษนะครับ เพราะล่าสุดทาง กทม. ได้ประกาศแจ้งเตือนและเตรียมมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยในช่วงวันที่ 14–20 มิถุนายน 2569 นี้ กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง” อย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดครับ

กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง” ช่วง 14–20 มิถุนายน 2569

เหตุการณ์ครั้งนี้ทางกรุงเทพมหานครร่วมมือกับกรมชลประทานและกองทัพเรือ ติดตามระดับน้ำแบบเรียลไทม์ครับ โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจได้รับผลกระทบจากอิทธิพลน้ำทะเลหนุนสูง หากใครที่บ้านอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือใกล้แม่น้ำต้องหมั่นเช็กระดับน้ำกันทุกวันนะครับ สำหรับการดำเนินงานของทาง กทม. นั้นมีความเข้มข้นเป็นพิเศษเพื่อให้สถานการณ์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้

มาตรการรับมือ กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง”

ทาง กทม. ได้วางแผนเชิงรุกเพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ดังนี้ครับ:

  • เสริมแนวป้องกัน: เร่งนำกระสอบทรายมาวางอุดจุดฟันหลอตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสำคัญต่างๆ เช่น คลองบางกอกน้อย โดยยกระดับความสูงไว้ที่ 2.40 – 2.70 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
  • จัดการประตูระบายน้ำ: ติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองเพิ่มเติม พร้อมบริหารจัดการการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำให้สัมพันธ์กับช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลงจากอ่าวไทย เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
  • เฝ้าระวังจุดเสี่ยง: ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดอ่อนไหวริมแม่น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 6 เขตเสี่ยงภัย ได้แก่ ดุสิต, พระนคร, บางคอแหลม, ยานนาวา, บางกอกน้อย และคลองสาน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ขอให้ท่านยกของขึ้นที่สูงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจผันผวนในช่วงวันที่ 14–20 มิถุนายน 2569 นี้ไว้ด้วยนะครับ

แม้ว่าทาง กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง” อย่างเต็มที่แล้ว แต่ความร่วมมือของพวกเราทุกคนก็เป็นสิ่งสำคัญครับ หากพบเห็นจุดไหนที่มีน้ำรั่วซึมหรือคันกั้นน้ำชำรุด อย่าลืมรีบแจ้งเขตหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อที่เราทุกคนจะได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตน้ำหนุนนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลหนุนสูง-น้ำล้นตลิ่ง” ช่วง 14–20 มิถุนายน 2569

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้ชีวิตหรือสัญจรไปมาในจังหวัดระยอง คงอาจจะได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระบบน้ำกันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทาง ครม. ได้มีการเคาะอนุมัติงบเพิ่มเติมเพื่อครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ให้เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับชาวปลวกแดงโดยเฉพาะ

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

สาเหตุหลักของการเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ เกิดจากปัญหาหน้างานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือแนวท่อส่งน้ำเดิมนั้นไปทับซ้อนกับแนวขยายช่องจราจรของกรมทางหลวง จนไม่สามารถขุดเปิดหน้าดินได้ตามแผนเดิมที่วางไว้ ทำให้ทางกรมชลประทานต้องเปลี่ยนแผนการทำงานทันทีเพื่อให้กระทบต่อการจราจรน้อยที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการเจาะลอดใต้ดินแทน เพื่อเดินหน้าโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ทำไมต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและเพิ่มงบประมาณในโครงการนี้

การตัดสินใจครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาพัฒน์และ สทนช. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ปรับเปลี่ยนวิธีการวางท่อจากการขุดเปิดหน้าดิน เป็นการวางท่อแบบเจาะลอด เพื่อลดผลกระทบต่อผิวจราจร
  • การใช้เทคนิคเจาะลอดช่วยให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ในพื้นที่จำกัด
  • อนุมัติขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดปี 2568 เป็นปี 2570 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณจาก 840 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาท

หลายคนอาจจะมองว่าการที่ ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ เป็นเรื่องของการล่าช้า แต่ในมุมกลับกัน นี่คือการปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลละหารและพื้นที่ใกล้เคียงให้ได้มากที่สุดครับ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันเร่งรัดงานในส่วนที่เหลือ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากระบบส่งน้ำและสถานีสูบน้ำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะที่เราเป็นประชาชน การติดตามความคืบหน้าโครงการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะทรัพยากรน้ำเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง หวังว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ปลวกแดงจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ มานานหลายปี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรืออาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาที่ดินทำกินกับหน่วยงานภาครัฐอยู่ ซึ่งล่าสุดมีกรณีที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งออกมาติดป้ายประท้วงริมถนน เพราะทนไม่ไหวจากปัญหา ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ มาเป็นเวลานาน

ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ ปัญหาเรื้อรังที่รอการแก้ไข

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองสามีภรรยาในย่านตำบลบ้านสิงห์ อ.โพธาราม ได้ตัดสินใจทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่มาติดตั้งไว้หน้าบ้าน เพื่อส่งเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อน หลังจากที่ดินตามโฉนดของพวกเขาถูกแนวถนนและคลองชลประทานรุกล้ำเข้ามาทับซ้อนนานหลายสิบปี จนพื้นที่จริงๆ ที่ใช้สอยได้เหลือเพียงไม่กี่ตารางวาเท่านั้น ทั้งที่มีโฉนดเนื้อที่เกือบ 2 ไร่เลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิ์เมื่อพบความไม่เป็นธรรม

ปัญหาของ ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ รายนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เมื่อพวกเขาต้องการจะซ่อมแซมบ้านจึงทำการรังวัดที่ดินใหม่ ทำให้ทราบความจริงว่าที่ดินส่วนใหญ่หายไป และที่สำคัญคือยังไม่เคยได้รับเงินค่าชดเชยการเวนคืนเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีการประสานงานผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมทางหลวง และศูนย์ดำรงธรรมแล้วก็ตาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทุกครั้งคือคำว่า “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ซึ่งสร้างความท้อใจให้กับเจ้าของที่ดินเป็นอย่างมาก

  • ตรวจสอบกรมชลประทาน: ยังไม่มีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน
  • ติดตามกรมทางหลวง: เรื่องเงียบหายไปนานกว่า 1 ปี
  • ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม: ได้รับเพียงคำตอบว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สถานการณ์ของ ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างการจัดการของรัฐกับความเดือดร้อนของประชาชนนั้นมีอยู่จริง การขาดความชัดเจนในการชี้แจงกฎหมายหรือเงื่อนไขการเวนคืน ทำให้เจ้าของที่ดินเกิดคำถามว่า หากภาครัฐต้องการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์สาธารณะจริง ก็ควรดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้สมเหตุสมผลตามราคาประเมิน หรือหากมีข้อติดขัดด้านระเบียบ ก็ควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนมากกว่าการปล่อยให้เรื่องค้างคา

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลายๆ คนที่ควรรีบตรวจสอบแนวเขตที่ดินของตัวเองให้ชัดเจน และรวบรวมเอกสารสิทธิ์ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบเมื่อเกิดการเวนคืนโดยไม่รู้ตัว หากหน่วยงานรัฐยังคงเพิกเฉย การเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านช่องทางสาธารณะเช่นนี้ อาจเป็นหนทางสุดท้ายที่ประชาชนมีเพื่อทวงถามความยุติธรรมคืนมาครับ

ที่มา – ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ

กรมชลประทาน ยืนยันขุดลอก แก้มลิงบ้านวังแตระ โปร่งใส

กรมชลประทาน ยืนยันขุดลอก แก้มลิงบ้านวังแตระ โปร่งใส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นก็คือข่าวการดำเนินงานของ กรมชลประทาน ยืนยันขุดลอก แก้มลิงบ้านวังแตระ โปร่งใส โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าการใช้งบประมาณ 85 ล้านบาทนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดให้ทุกคนได้เข้าใจกันแบบชัดเจนครับ

รายละเอียดการดำเนินงานภายใน กรมชลประทาน ยืนยันขุดลอก แก้มลิงบ้านวังแตระ โปร่งใส

โครงการแก้มลิงบ้านวังแตระถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดตรัง ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และช่วยบรรเทาอุทกภัย โดยงบประมาณ 85 ล้านบาทนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่:

  • งานก่อสร้างระบบส่งน้ำและอาคารประกอบ วงเงิน 38.452 ล้านบาท
  • งานขุดลอกตะกอนดินสระเก็บน้ำและขนย้าย 14 แห่ง วงเงิน 46 ล้านบาท

หลายคนอาจมีข้อสงสัยเรื่องการจัดซื้อดินหรือวัสดุก่อสร้าง กรมชลประทานได้ชี้แจงว่าทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบพัสดุอย่างเคร่งครัด งบประมาณที่เห็นไม่ใช่แค่ค่าดินราคาเดียว แต่รวมถึง หิน ทราย เหล็ก และวัสดุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาแหล่งน้ำให้ใช้งานได้จริงและยั่งยืนครับ

ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของชุมชน

นอกจากนี้ ในส่วนของการจ้างแรงงาน กรมฯ ยังเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมงานตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยการจ่ายค่าจ้างทำผ่านระบบโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงตามวันที่ปฏิบัติงานจริง มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กรมชลประทาน ยืนยันขุดลอก แก้มลิงบ้านวังแตระ โปร่งใส และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนครับ

การพัฒนาแหล่งน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงในภาคการเกษตร และการที่ภาครัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวตรังให้ดียิ่งขึ้นไป หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยของทุกท่านได้นะครับ

ที่มา – “กรมชลประทาน” ยืนยันขุดลอก “แก้มลิงบ้านวังแตระ” โปร่งใส ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

Scroll to top