กรมประมง

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวประมงไทยครับ! ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ในการจัดการทรัพยากรประมงทะเลไทยให้ยั่งยืน โดยงานนี้พี่น้องชาวประมงจะได้รับเงินเยียวยาไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อนำไปตั้งตัวหรือประกอบอาชีพใหม่ได้อย่างคล่องตัวครับ

รายละเอียดการช่วยเหลือจาก ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

สำหรับมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือที่เข้าร่วมโครงการในปี 2568-2569 ซึ่งรัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้เงินก้อนนี้เป็นทุนสำรองสำหรับพี่น้องชาวประมงในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีปลายปีครับ

หากถามว่าใครบ้างที่จะได้รับสิทธิ์นี้ มาตรการนี้ครอบคลุมกลุ่มเรือประมงที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 923 ลำ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  • กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือจำนวน 877 ลำ
  • กลุ่มที่นำเรือไปดัดแปลงใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ หรือพิพิธภัณฑ์ จำนวน 1 ลำ
  • กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น จำนวน 45 ลำ

รัฐบาลคาดหวังว่าการดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่มีการบริหารจัดการจำนวนเรือให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำมาอย่างต่อเนื่อง

การที่พี่น้องชาวประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวนตามมาตรการ ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเรือที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว รวมถึงช่วยลดหนี้สินและเป็นทุนตั้งต้นที่ดีในการทำมาหากินในรูปแบบใหม่ครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่า นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการสนับสนุนให้ชาวประมงสามารถปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของอาชีพได้อย่างราบรื่น คือหัวใจหลักที่จะทำให้ชุมชนประมงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวครับ

ที่มา – ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ให้ได้รับเงินเยียวยาเต็มจำนวน

ดันอุตสาหกรรมกุ้งไทยวาระแห่งชาติ กระตุ้นยอดส่งออก

เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์ในภาคการเกษตรกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ราคาและการส่งออกกุ้ง ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ เพื่อวางรากฐานระยะยาวตั้งแต่ปี 2569-2570 กันเลยทีเดียวครับ

เหตุผลที่ต้อง ดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งนี้ มาจากการที่ยอดส่งออกชะลอตัวและปัญหาการถูกระงับการนำเข้ากุ้งชั่วคราวจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทางภาครัฐจึงเร่งเครื่องประสานงานเพื่อแก้ปัญหาประเด็นสุขอนามัยพืช (SPS) ให้กลับมาค้าขายได้ปกติโดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการช่วยเกษตรกรและเป้าหมายการขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยทางกรมการค้าภายในได้เสนอขออนุมัติงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการกระจายผลผลิตและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรไทย โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้:

  • เร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตกุ้งทะเลในทุกมิติ
  • นำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้ในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน
  • ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  • หาช่องทางระบายผลผลิตกุ้งส่วนเกินเข้าสู่ตลาดในประเทศ

การดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างการผลิตที่เข้มแข็ง โดยตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านเข้ามาดูแลการวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำเพียงลำพังอีกต่อไป

ผมมองว่าการที่ภาครัฐหันมาบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนแบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องความยั่งยืนของเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศอีกด้วย มาร่วมลุ้นและติดตามกันว่าแผนงานนี้จะช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมารุ่งเรืองได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าหากทำได้จริง กุ้งไทยจะต้องกลับไปครองใจนักบริโภคทั่วโลกได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ ชงงบระบายผลผลิต บรรเทาพิษส่งออกชะลอตัว

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนรักปลากระป๋องต้องสะดุ้งกันไปตามๆ กัน เมื่อมีการเปิดเผยผลการพิสูจน์แล็บระดับ DNA ที่ชี้ชัดว่า มีแบรนด์ปลากระป๋องบางยี่ห้อที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แอบนำเอา งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นปลาซาร์ดีนชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังเป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ

จากการแถลงข่าวของ สส.พรรคประชาชน ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการยืนยันผลการตรวจ DNA จากตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ “ดอกตันหยง” ที่ผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งระบุชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ใช้คือ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาชนิดรุกรานที่กำลังสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศไทยอย่างหนักในขณะนี้

เปิดปมร้อน: ทำไมเราถึงพบ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปลาหมอคางดำถึงไปโผล่อยู่ในกระป๋องได้? ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการกวาดล้างและประกาศว่านำไปทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ แต่การพบเหตุการณ์ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง หรือ อย. ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบลงลึกถึงระดับ DNA แต่กลับรีบออกมาการันตีว่าไม่ใช่ปลาชนิดดังกล่าว นำไปสู่ข้อครหาถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  • ปลาหมอคางดำคือปลาต่างถิ่นที่มีการแพร่ระบาดรวดเร็วและทำลายวงจรปลาท้องถิ่น
  • การนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยไม่แจ้งฉลากให้ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • การตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสคือสิ่งที่คนไทยต้องการมากกว่าคำพูดชี้แจงที่ไร้น้ำหนัก

ความน่ากังวลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อกำจัดปลาชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2-3 เท่า หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ปลาที่ไม่มีที่มาปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ประชาชนคงต้องตั้งคำถามว่า หน่วยงานหลักอย่าง อย. และกรมประมง กำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ฉวยโอกาสหากินกับปลาผิดประเภทกันแน่

ในฐานะผู้บริโภค เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบฉลากให้ดี และเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงที่มาของวัตถุดิบทุกอย่างอย่างโปร่งใส เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือปล่อยผ่านได้เช่นนี้

ที่มา – งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ “หมอคางดำ” แทน “ซาร์ดีน”

เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมช่วงนี้หน่วยงานรัฐถึงจริงจังเรื่องสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติกันจัง? ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาประกาศมาตรการเชิงรุกเพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่กระจายของ เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง ที่กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับระบบนิเวศของบ้านเราครับ การบุกรุกของสายพันธุ์แปลกปลอมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงและความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

ปัญหาหลักที่พบคือการพบสัตว์น้ำรุกรานในหลายจุด เช่น ปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสงคราม และกุ้งก้ามแดงในกว๊านพะเยา ซึ่งเจ้าพวกนี้เป็นสายพันธุ์ที่เติบโตเร็วมากและกินเก่ง จนไปเบียดเบียนที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์น้ำท้องถิ่นจนแทบไม่เหลือ ทางกรมประมงจึงต้องตั้งรับและวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

มาตรการสำคัญที่กระทรวงฯ กำลังดำเนินการประกอบด้วย:

  • ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในจุดที่มีรายงานพบสัตว์น้ำต่างถิ่น
  • ถอนรากถอนโคนด้วยการจับออกและกำจัดอย่างต่อเนื่อง
  • สนับสนุนการนำสัตว์น้ำเหล่านี้มาแปรรูปเป็นสินค้าเศรษฐกิจ เช่น อาหารสัตว์หรือปลาป่น
  • ขอความร่วมมือจากประชาชนห้ามนำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด

สำหรับประเด็นที่ว่า เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง จะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากพวกเราทุกคนด้วยครับ เพราะหากชาวประมงหรือผู้เลี้ยงพบเห็นความผิดปกติ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และที่สำคัญคือเราต้องปรับความเข้าใจใหม่ว่าการปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะนั้นมีความผิดและทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าการรักษาทรัพยากรประมงของไทยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราคนไทยที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้แหล่งน้ำของเรายังคงเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นหลังต่อไปครับ

ที่มา – เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัด “ปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง” ระบาดทำลายระบบนิเวศ

“สิทธิพล” จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อน 15 วันอันตราย

ปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซียกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ“สิทธิพล” จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อน 15 วันอันตราย เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากราคากุ้งตกต่ำอย่างหนักในช่วงนี้

“สิทธิพล” จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อน 15 วันอันตราย

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาลเพื่อสอบถามถึงความชัดเจนในการรับมือกับมาตรการระงับการนำเข้ากุ้งของมาเลเซีย โดยชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการประเมินตัวเลขความเสียหายต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบเข้าช่วยเหลือในช่วง 15 วันอันตรายนี้ ความเสียหายอาจลุกลามจนเกินควบคุมได้

มาตรการเร่งด่วนที่เกษตรกรต้องการ

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนทั้งค่าไฟฟ้าและค่าอาหารกุ้งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หากกุ้งล้นตลาดและราคาตกต่ำ ระบบห่วงโซ่อุปทานจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่ง“สิทธิพล” จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อน 15 วันอันตราย ด้วยข้อเสนอที่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหาจากปากเกษตรกร แทนการใช้เพียงตัวเลขสถิติจากผู้ส่งออกเพียงอย่างเดียว

  • การตั้งคณะกรรมการกุ้งชุดใหม่เพื่อเร่งพยุงราคาหน้าฟาร์มด่วน
  • การเจรจาระดับนโยบายระหว่างไทย-มาเลเซียให้จบโดยเร็วที่สุด
  • ความชัดเจนของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม

จากคำชี้แจงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่ามีการเตรียมมาตรการจับคู่ธุรกิจและการใช้ห้องเย็นช่วยรับซื้อกุ้งเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตาม นายสิทธิพลยังคงมองว่ามาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแนวทางระยะยาว ซึ่งอาจไม่ทันการณ์กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะเวลา 7-15 วันนี้

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการประสานงานระดับนโยบายต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำกว่านี้ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยวิธีการแก้ไขแบบเดิมๆ เกษตรกรอาจต้องเป็นฝ่ายรับกรรม ดังนั้น ความเชื่อมั่นของเกษตรกรจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเห็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและรวดเร็ว ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ล่าช้าเกินความจำเป็น

ที่มา – “สิทธิพล” จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อน 15 วันอันตราย

รมช.เกษตรฯ พาปลากลับบ้าน ปี 69 ปล่อย 3 ล้านตัวสู่หนองหาร

เชื่อว่าพี่น้องชาวสกลนครหลายคนคงได้ข่าวดีกันไปแล้ว กับการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลุยเดินหน้าโครงการสำคัญอย่างรมช.เกษตรฯ คิกออฟ พาปลากลับบ้าน ปี 69 ปล่อย 3 ล้านตัวฟื้นฟูหนองหาร สกลนคร เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสานแห่งนี้ครับ

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญตามนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION” ที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมประมงไทยให้ยั่งยืน โดยเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและเศรษฐกิจในชุมชน การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 3 ล้านตัว ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนปลา แต่เป็นการคืนชีวิตให้ระบบนิเวศ เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีแหล่งอาหารและอาชีพที่มั่นคงในระยะยาว

รมช.เกษตรฯ คิกออฟ พาปลากลับบ้าน ปี 69 ปล่อย 3 ล้านตัวฟื้นฟูหนองหาร สกลนคร

นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ไปทำพิธีเปิดด้วยตัวเอง ซึ่งการจัดการครั้งนี้มีความพิเศษมาก เพราะเป็นการนำพันธุ์ปลาท้องถิ่นและสัตว์น้ำเศรษฐกิจมาคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติที่เคยถูกกระทบจากการขยายตัวของเมือง การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับรมช.เกษตรฯ คิกออฟ พาปลากลับบ้าน ปี 69 ปล่อย 3 ล้านตัวฟื้นฟูหนองหาร สกลนคร สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่ชุมชนประมงอย่างแท้จริง

รายละเอียดการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในโครงการ

การปล่อยสัตว์น้ำครั้งใหญ่ในรอบปีนี้ ประกอบไปด้วยพันธุ์ปลาและกุ้งหลากหลายชนิด เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้:

  • ลูกพันธุ์ปลาตะเพียนทองและปลากระแห จำนวน 2,000,000 ตัว
  • กุ้งก้ามกราม คุณภาพดี จำนวน 500,000 ตัว
  • ปลาตะเพียนขาว ปลาหมอตาล ปลาโพง และปลากดเหลือง อีกจำนวน 500,000 ตัว

ทั้งหมดนี้จะช่วยเติมเต็มสายน้ำหนองหารให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งโครงการในลักษณะนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน การที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการปล่อยพันธุ์ปลาจนถึงการดูแลรักษา จะช่วยให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทยเราไว้ให้ลูกหลานสืบไป

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปลา 3 ล้านตัว แต่มันคือการสร้างโอกาสให้ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 870 รายในพื้นที่หนองหาร ได้กลับมามีความหวังและมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น การรวมพลังของทั้งภาครัฐและประชาชนเช่นนี้แหละครับที่จะทำให้ทรัพยากรของเราคงอยู่ได้อย่างยาวนาน ใครที่แวะไปเที่ยวสกลนครก็อย่าลืมไปเยี่ยมชมความสำเร็จของโครงการนี้กันนะครับ

ที่มา – รมช.เกษตรฯ คิกออฟ พาปลากลับบ้าน ปี 69 ปล่อย 3 ล้านตัวฟื้นฟูหนองหาร สกลนคร

“สุริยะ” พร้อมส่งหนังสือคุย “มาเลเซีย” ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย

“สุริยะ” พร้อมส่งหนังสือคุย “มาเลเซีย” ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้มีการระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนว่า “สุริยะ” พร้อมส่งหนังสือคุย “มาเลเซีย” ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย โดยมุ่งหวังที่จะเปิดโต๊ะเจรจาในระดับรัฐมนตรีเพื่อคลี่คลายปัญหาให้จบลงด้วยดี

สาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากข้อซักถามด้านสุขอนามัยที่มาเลเซียมองว่ากุ้งไทยอาจยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งในส่วนของกรมประมงไทยนั้นได้ชี้แจงข้อมูลกลับไปอย่างครบถ้วนแล้วและดูเหมือนจะมีสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการปฏิเสธการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางของการเจรจาเป็นหลัก

ก้าวต่อไปของกระทรวงเกษตรฯ ต่อประเด็น “สุริยะ” พร้อมส่งหนังสือคุย “มาเลเซีย” ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย

นายสุริยะได้เน้นย้ำถึงแนวคิด “วิน-วิน” (Win-Win) ที่ทั้งสองฝ่ายควรได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยระบุว่าการตอบโต้ทางการค้าไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด หากการหารือในระดับกรมยังคงติดขัด ท่านรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของมาเลเซียโดยตรง เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ในส่วนของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางกระทรวงฯ กำลังพิจารณาทบทวนมาตรการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน โดยจะมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงขั้นตอนการตรวจปล่อยให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อไป

แนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ:

  • เร่งประสานงานในระดับรัฐมนตรีเพื่อเจรจาหาข้อสรุป
  • เตรียมหารือกับสมาคมกุ้งไทยเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและวางแผนการส่งออกอย่างยั่งยืน
  • ปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่รัฐบาลไทยเลือกใช้การทูตเชิงรุกในการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย การหันหน้ามาคุยกันอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยให้ปัญหาความเข้าใจผิดเรื่องสุขอนามัยคลี่คลายลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้ากุ้งไทยจะกลับไปครองใจผู้บริโภคในมาเลเซียได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “สุริยะ” พร้อมส่งหนังสือคุย “มาเลเซีย” ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย

ฤดูน้ำแดง 2569 ห้ามจับปลาเริ่ม 16 พ.ค.

กรมประมงประกาศเริ่มฤดูน้ำแดง 2569แล้วนะครับ ดีเดย์ 16 พฤษภาคมนี้ ห้ามจับสัตว์น้ำจืดในช่วงวางไข่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น 3 ระยะตามพื้นที่ ใครฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท! วันนี้เรามาเช็กกันว่าพื้นที่ไหนบ้าง เครื่องมืออะไรใช้ได้ และทำไมต้องมีมาตรการนี้กันแน่

ฤดูน้ำแดง 2569 เริ่ม 16 พ.ค. เช็กข้อห้าม-พื้นที่

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง บอกว่ามาตรการนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องปลาน้ำจืดให้ขยายพันธุ์ได้เต็มที่ โดยปรับปรุงตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ ปริมาณน้ำฝน และสถานการณ์จริง ล่าสุดปี 2568 เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการประมงจังหวัดกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ และเงื่อนไขเอง มีผล 5 ปีจนถึง 2572 เพื่อติดตามผลให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง

ข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันปลาวางไข่หนาแน่นช่วงฤดูฝน

จากผลสำรวจปี 2568 พบปลา 155 ชนิดใน 60 แหล่งน้ำ 40 จังหวัด สืบพันธุ์เด่นเดือนพ.ค.-ส.ค. สูงสุดกรกฎาคมถึง 124 ชนิด ต่อเนื่องเม.ย.-ก.ย. แม้เอลนีโญปี 2569 จะกระทบน้ำฝน แต่ยังต้องคุ้มครองช่วงต้น-กลางฤดูฝน ดังนั้นยังใช้มาตรการเดิม ห้ามจับในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และพื้นที่น้ำท่วม

พื้นที่บังคับใช้กฎหมายแบ่ง 3 ระยะในฤดูน้ำแดง 2569

  • ระยะที่ 1: 16 พ.ค. – 15 ส.ค. 33 จังหวัด + อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว (กาฬสินธุ์) เช่น เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล
  • ระยะที่ 2: 1 มิ.ย. – 31 ส.ค. 39 จังหวัด เช่น หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ (เว้นเขื่อนลำปาว) ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด
  • ระยะที่ 3: 1 ก.ย. – 30 พ.ย. 5 จังหวัด พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา
แผนที่ฤดูน้ำแดง

เครื่องมือประมงที่ใช้ได้ในฤดูน้ำแดง 2569

อนุญาตเฉพาะ: 1. เบ็ดทุกชนิด (เว้นเบ็ดราวพวงกระชาก) 2. ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ ชนาง (ปากไม่เกิน 2 ม. ไม่ไล่ต้อน 3 ชิ้นขึ้นไป) 3. สุ่ม ฉมวก ส้อม 4. ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน 5. แหลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 ม.) ถ้าประกาศจังหวัดเข้มงวดกว่า ให้ตามนั้น ยกเว้นการวิจัยหรือช่วยชีวิตที่ได้รับอนุญาต

ฝ่าฝืนปรับ 5,000-50,000 บาท หรือ 5 เท่ามูลค่าปลา ตาม พ.ร.ก.ประมง 2558

กรมประมงขอชาวประมงร่วมมือ งดเครื่องมือทำลาย เพื่อให้ปลาแพร่พันธุ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำ สร้างอาชีพยั่งยืนตามแนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”

คุณล่ะพร้อมปฏิบัติตามฤดูน้ำแดง 2569หรือยัง? แชร์ประสบการณ์หรือถามเพิ่มได้ในคอมเมนต์ ช่วยกันปกป้องทรัพยากรปลาไทยให้ลูกหลานมีกินมีใช้ต่อไป!

ที่มา – “ฤดูน้ำแดง 2569” กรมประมงประกาศห้ามจับปลาฤดูวางไข่ เริ่ม 16 พ.ค. เช็กพื้นที่-ข้อห้าม

ไม่พบพิรุธ แอป Thailand FishAI วัชระพลรับไม่คุ้มค่า

ในวงการประมงไทยกำลังให้ความสนใจกับประเด็นร้อน ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI ที่นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอมรับว่าประสิทธิภาพยังไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่ทุ่มไปถึง 9.1 ล้านบาท โครงการนี้ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่า แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่มีพิรุธอะไรเกิดขึ้น

ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายวัชระพล ได้พูดคุยกับนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการแอปพลิเคชัน Thailand FishAI ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 30 วัน อธิบดีกรมประมงยืนยันว่า ไม่ได้ใช้งบกรมประมง แต่มาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ปี 2568 โดยประสานผ่านนายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการประมง

งบประมาณทั้งหมด 9.1 ล้านบาท ถูกแบ่งใช้ดังนี้:

  • พัฒนามันสมอง AI: 5 ล้านบาท
  • จัดทำแอปพลิเคชัน: 1 ล้านบาท
  • จัดทำเว็บไซต์: 1 ล้านบาท
  • พัฒนาระบบคลาวด์: 1 ล้านบาท
  • ซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และระบบหลังบ้าน: ส่วนที่เหลือ

รัฐมนตรีช่วยเกษตร ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ยังไม่พบความผิดปกติ แต่ยอมรับว่าประสิทธิภาพปัจจุบันยังไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะการแยกชนิดปลาที่ยังมีข้อจำกัด ได้กำชับให้เร่งพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น

บริษัทผู้รับจ้างและความโปร่งใส

มีคำถามถึงบริษัท บลู ซิสเต็ม เทคโนโลยี จำกัด ผู้รับจ้างโครงการนี้และหลายโครงการของกรมประมง ว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ แต่จากการสอบถามฝ่ายกฎหมายและกระทรวงการคลัง พบว่าบริษัทมีเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบพิรุธในเรื่องโปร่งใส ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง จะติดตามผลงานรายสัปดาห์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส.ส. พรรคประชาชนเรียกร้องเปิดเผย TOR และรายละเอียดโครงการ ทางกรมพร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ ยืนยันว่าไม่ใช่การกลบข่าวโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง แต่เป็นการกำกับดูแลตามหน้าที่ สามารถตรวจสอบทุกโครงการได้

วัตถุประสงค์และการพัฒนาแอป Thailand FishAI

นายพลพิศิลป์ หัวหน้าโครงการอธิบายว่า Thailand FishAI คือ “ห้องสมุดสัตว์น้ำเคลื่อนที่” รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำแบบดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลง่าย ใช้ AI จำแนกชนิดปลา สนับสนุนการสำรวจทรัพยากร ลดเวลาเดินทาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมส่งข้อมูลเพิ่มฐานข้อมูลชีวภาพ

ปัญหาคลาดเคลื่อนตอนแรก ได้ปรับปรุงโดยเพิ่มกลไกคัดกรอง ถ้าภาพไม่ใช่ปลาจะแจ้งให้ส่งใหม่ ปัจจุบันจำแนกได้ 50-52 ชนิด แม่นยำกว่า 70% ใช้ภาพจริงกว่า 50,000 ภาพจากแหล่งเพาะเลี้ยงกรมประมง พัฒนา AI ภายในประเทศเพื่อรักษาข้อมูลและลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากพัฒนาต่อเนื่องจะช่วยเกษตรกรประมงและประชาชนได้มาก ลองดาวน์โหลดแอปมาทดลองใช้และส่งข้อมูลเพื่อช่วยพัฒนาประเทศกันเถอะ!

ที่มา – ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI “วัชระพล” รับ ประสิทธิภาพยังไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุน

Scroll to top