กรมศุลกากร

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายมาฝากกันครับ เมื่อทางเจ้าหน้าที่ ศุลกากรช่องจอม ได้โชว์ผลงานชิ้นโบแดงจากการบูรณาการร่วมกับไปรษณีย์โคราช ในการสกัดกั้นการขนส่งสินค้าหนีภาษี โดยเฉพาะในกลุ่มของยาสูบที่กำลังระบาดหนักในพื้นที่อีสานใต้

ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจังครับ โดยการจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถยึด ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน ได้จำนวนมหาศาลกว่า 15,000 แท่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางภาษีและมูลค่าสินค้าสูงถึง 14,500,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งของกลางทั้งหมดถูกตรวจพบระหว่างการขนส่งผ่านระบบไปรษณีย์ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา

อันตรายจากบุหรี่เถื่อนที่มากกว่าแค่ผิดกฎหมาย

หลายคนอาจจะมองว่าบุหรี่ก็คือบุหรี่ แต่เชื่อไหมครับว่าสินค้าที่ถูกตรวจยึดโดย ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน ในครั้งนี้ มีความน่ากลัวแฝงอยู่มากกว่าที่คิด:

  • สินค้าปลอมแปลง: คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการควบคุมการผลิตที่ปลอดภัย
  • ปัญหาสุขภาพ: ด้วยกระบวนการขนส่งที่ผิดกฎหมาย ทำให้บุหรี่เหล่านี้มักจะมีความชื้นสูงจนเกิดเชื้อรา ซึ่งอันตรายต่อปอดและระบบทางเดินหายใจอย่างร้ายแรง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: การเลี่ยงภาษีทำให้รัฐเสียรายได้ในการนำไปพัฒนาประเทศและระบบสาธารณสุข

นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม ได้เน้นย้ำถึงภัยเงียบจากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มสิงห์อมควันที่มักจะหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อให้สั่งซื้อบุหรี่ราคาถูก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่านอาจกำลังแลกสุขภาพของตัวเองกับสินค้าราคาถูกที่ปนเปื้อนไปด้วยเชื้อราและสารเคมีอันตรายครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนทุกคนให้หันมาตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเอง ไม่สนับสนุนสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการทำร้ายสุขภาพของตัวเองในระยะยาวอีกด้วย การซื้อสินค้าที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐย่อมมั่นใจได้มากกว่าเสมอครับ

ที่มา – “ศุลกากรช่องจอม” ลุยจับ “บุหรี่เถื่อน” กว่า 15,000 แท่ง มูลค่ารวม 14 ล้านบาท

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ Made in Thailand ปลอม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุมสินค้าลักลอบนำเข้า แต่ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาแถลงผลงานที่น่าตกใจ โดยกรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ซึ่งถือเป็นการทำลายชื่อเสียงและมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างรุนแรง ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาพบมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาทเลยทีเดียว

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการยกระดับมาตรการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากรและป้องกันการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ

ผลกระทบมหาศาลจากการสวมสิทธิสินค้า

เมื่อเราวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่ากรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ครั้งนี้มีรายละเอียดสินค้าที่ถูกตรวจยึดจำนวนมาก โดยสถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้:

  • สินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ: เช่น บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวม 41 รายการ มูลค่ากว่า 442.64 ล้านบาท
  • สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: สินค้าแบรนด์เนม รองเท้า และกระเป๋ากว่า 3 แสนชิ้น
  • ขยะอันตราย: ตามอนุสัญญาบาเซิล รวมมูลค่ากว่า 204.56 ล้านบาท
  • ช่อดอกกัญชา: มูลค่าสินค้ากว่า 148.40 ล้านบาท

มาตรการที่ทางหน่วยงานภาครัฐนำมาใช้นั้น ไม่ใช่แค่การตรวจสอบตามปกติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้น รวมถึงการระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับผู้กระทำความผิด เพื่อตัดวงจรการสวมสิทธิที่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ดีและทันท่วงที เพราะถ้าปล่อยให้มีการสวมสิทธิ “Made in Thailand” ต่อไป อาจทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกถูกมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าให้ชัดเจนและดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และหากใครต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศได้ทันที

ที่มา – กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน

สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน

เป็นเรื่องราวที่ต้องบอกว่าน่าตกใจไม่น้อยเลยครับ สำหรับคดีล่าสุดที่ทางด่านศุลกากรช่องจอมได้ผนึกกำลังกับไปรษณีย์นครราชสีมา เปิดปฏิบัติการสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าอันตรายเหล่านี้หลุดรอดไปถึงมือประชาชนในพื้นที่อีสานใต้ งานนี้บอกเลยว่าพี่น้องเจ้าหน้าที่ทำงานกันหนักหน่วงตลอด 11 วัน 10 คืน จนสามารถยึดของกลางได้มหาศาลครับ

ทำไมต้องเร่งสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน?

สาเหตุหลักที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกับปฏิบัติการสกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐให้ครบถ้วนเท่านั้นนะครับ แต่คือเรื่องของสุขภาพล้วนๆ เพราะบุหรี่เถื่อนเหล่านี้มักไม่ได้มาตรฐาน

  • มีความชื้นสูงจนเกิดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อปอด
  • ไม่มีการควบคุมคุณภาพและสารเคมีตกค้าง
  • สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและทำลายความเป็นธรรมของผู้ค้าสุจริต

การตรวจค้นครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีว่า ขบวนการของเถื่อนมักใช้วิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีรางวัลนำจับในส่วนนี้แล้ว แต่ทางกรมศุลกากรก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบุหรี่เหล่านี้อาจดูเหมือนของจริง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยมลพิษที่ซ่อนอยู่ หากใครที่ยังสูบบุหรี่ อยากให้มองเห็นถึงผลกระทบในระยะยาว ไม่ใช่แค่มะเร็งที่จะตามมา แต่คือคุณภาพชีวิตที่เสียไปจากการบริโภคสินค้าที่ไม่มีที่มาที่ไปครับ

หวังว่าการปราบปรามในครั้งนี้จะเป็นการลดวงจรการค้าผิดกฎหมายในพื้นที่อีสานใต้ให้เบาบางลง และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างเสียสละครับ

ที่มา – สกัดมะเร็งส่งด่วน จับบุหรี่เถื่อนบิ๊กลอต 1 ล้านมวน เตรียมกระจายเข้าอีสานใต้

ล้างบางผลประโยชน์ทับซ้อน กรมศุลกากร ยกเลิกเงินรางวัล

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมเมื่อกรมศุลกากรออกมาประกาศเดินหน้าปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญ ด้วยการล้างบางผลประโยชน์ทับซ้อน กรมศุลกากร ยกเลิกเงินรางวัลสำหรับผู้บริหารระดับสูงทุกตำแหน่ง เพื่อสร้างความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานการทำงานของภาครัฐให้เทียบเท่าระดับสากล

ล้างบางผลประโยชน์ทับซ้อน กรมศุลกากร ยกเลิกเงินรางวัล เพื่อความโปร่งใส

การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนระเบียบภายใน แต่เป็นการตอบรับต่อนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตเชิงรุก นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำชัดว่าการที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับเงินรางวัลจากการจับกุมคดีศุลกากรนั้น แม้จะถูกหลักกฎหมายในอดีต แต่ในยุคปัจจุบันที่ต้องการความเชื่อมั่นจากประชาชน การตัดวงจรนี้ถือเป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ที่สุด

ผลกระทบเชิงบวกจากการ ล้างบางผลประโยชน์ทับซ้อน กรมศุลกากร ยกเลิกเงินรางวัล

การปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีการจัดระเบียบใหม่เพื่อให้การทำงานเป็นธรรมมากขึ้น โดยแบ่งประเภทเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้เงินรางวัลสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่จริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งหน้าที่ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • กลุ่มที่ 1: เจ้าหน้าที่ผู้ลงมือจับกุมและตรวจพบความผิดโดยตรง
  • กลุ่มที่ 2: เจ้าหน้าที่ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุม
  • กลุ่มที่ 3: เจ้าหน้าที่ผู้ให้ความช่วยเหลือในขั้นตอนต่างๆ

ทำไมต้องยกเลิกเงินรางวัลผู้บริหาร? เพราะตำแหน่งอธิบดี รองอธิบดี หรือนายด่าน มีหน้าที่สำคัญในการตัดสินคดีหรือกลั่นกรองความเห็น การไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยให้การตัดสินใจมีความเป็นกลาง ปราศจากข้อครหา และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอย่างถูกต้อง

ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเน้นเรื่องธรรมาภิบาลเป็นหัวใจหลัก การที่องค์กรกล้าตัดสินใจยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของหน่วยงานรัฐในการปรับตัวสู่มาตรฐานสากล

ในอนาคต กรมศุลกากรยังวางแผนที่จะศึกษาทบทวนการจ่ายเงินรางวัลในภาพรวม เพื่อเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ให้ยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ นี่คือพิมพ์เขียวของการปฏิรูปองค์กรที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน การสร้างระบบที่เน้นความถูกต้องเหนือผลประโยชน์ส่วนตนคือหัวใจหลักที่จะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมตลอดไป

ที่มา – ล้างบางผลประโยชน์ทับซ้อน กรมศุลกากร ประกาศเลิกจ่ายเงินรางวัลบิ๊กข้าราชการ ยันโปร่งใส

ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผยทำลายของกลาง 676 ล้าน

ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนไทย กรมศุลกากรจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งปฏิบัติการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเร็วๆ นี้ กรมศุลกากรได้จัดพิธีเผาทำลายของกลางครั้งใหญ่อันเป็นการศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขจัดสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ออกไปจากสังคมไทย

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้ข้อมูลว่า การดำเนินการนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นย้ำเรื่องความเด็ดขาดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าอันตราย โดยสินค้าที่ถูกทำลายในครั้งนี้ประกอบไปด้วยบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายจนคดีถึงที่สุดแล้ว การกำจัดของกลางทั้งหมดดำเนินการโดยบริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้ระบบเตาเผาปิดที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดมลพิษหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนิคมอุตสาหกรรมบางปู

ผลกระทบและแนวทางการปราบปรามบุหรี่เถื่อน

การที่ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยไปยังกลุ่มผู้ค้าที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากการนำเข้าของต้องห้ามเหล่านี้ นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพของประชาชน กรมศุลกากรได้ผนึกกำลังกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังทั้งตามชายแดน ท่าเรือ และพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศอย่างเข้มข้น

  • ปราบปรามทุกช่องทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
  • ใช้เทคโนโลยีและระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
  • สร้างความร่วมมือกับประชาชนในการแจ้งเบาะแส
  • รณรงค์ให้ความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ไฟฟ้า

ความพยายามของกรมศุลกากรในการศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดของกลางเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายผ่อนปรนกับสินค้าผิดกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การทำงานแบบบูรณาการในครั้งนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างจริงจังและเท่าเทียม

ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง เราทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมได้ หากพบเห็นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าต้องห้าม ควรหลีกเลี่ยงการสนับสนุนและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะสุขภาพของเราและลูกหลานคนรุ่นหลังสำคัญกว่าการทดลองกับสิ่งเสพติดเหล่านี้ครับ เชื่อมั่นว่าการทำลายวงจรนี้จะทำให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ที่มา – ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน

“ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีที่ทำให้คนไทยโล่งใจกันถอนหายใจได้บ้าง เมื่อ “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อมสารอันตรายสุดโหดอย่าง “สารซอมบี้” มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากสำหรับการปกป้องเด็กๆ และเยาวชนของเรา

“ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อม “สารซอมบี้”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกับ พล.ต.อ.นิรันดร์ เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวใหญ่ประเด็น “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ พวกเขาได้บุกจับกุมเครือข่ายลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก ที่จังหวัดสมุทรสาคร ยึดของกลางได้กว่า 5,000 รายการ รวมถึงเครื่องจักรผลิตและซีนบรรจุภัณฑ์เพียบ นอกจากนี้ยังเจอสารเอโทมิเดต (Etomidate) หนัก 28 กิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ “บุหรี่ซอมบี้” ที่กำลังฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวและปาร์ตี้สถานบันเทิง สารนี้อันตรายรุนแรงต่อระบบประสาท สุขภาพ และอาจทำให้คนกลายเป็นซอมบี้เดินได้จริงๆ!

อันตรายร้ายจากบุหรี่ไฟฟ้าและสารซอมบี้ที่ไม่ควรมองข้าม

คุณรู้ไหมว่าบุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งมีนิโคตินสูงเท่าบุหรี่มวนธรรมดา 20 มวน! เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ทำลายสมองเด็กที่กำลังพัฒนา และยิ่งถ้ามีสารซอมบี้ผสมเข้าไป ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพื่อนๆ ลองดูรายการอันตรายหลักๆ ดังนี้

  • นิโคตินสูง: ติดง่าย ทำลายปอดและหัวใจ
  • สารเอโทมิเดต: ยาชาที่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ผสมบุหรี่ทำให้มึนงง สูญเสียการควบคุมตัวเอง
  • ผลต่อเยาวชน: สมองพัฒนาไม่เต็มที่ เสี่ยงโรคจิตเภทและการติดยา
  • ระบาดออนไลน์: ขายง่ายผ่านโซเชียล เด็กๆ สั่งได้ในคลิกเดียว

นี่แหละที่ทำให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการเด็ดขาด ปราบตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

แผนระยะยาว: ตั้งศูนย์เฉพาะกิจปราบบุหรี่ไฟฟ้า

นางสาวศุภมาส เตรียมชงนายกฯ ตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมีตัวเธอเป็นประธาน บูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุข กรมศุลกากร และตำรวจ ให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน มีกฎหมายหนุนหลังเต็มสูบ นอกจากนี้ยังกำชับ สคบ. ประสานโรงเรียนทั่วประเทศ สร้างความรู้โทษบุหรี่ไฟฟ้า ตัดวงจรความต้องการจากเด็กๆ

ส่วนกระแสข่าวลือเรื่องจับปรับไม่เท่ากันหรือทุจริตนั้น ศุภมาสยืนยันชัด การจับกุมโปร่งใส 100% ไม่มีนโยบายให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายเด็ดขาด ไทยจะไม่ยอมให้ธุรกิจมืดแบบนี้เติบโต!

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปกป้องสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตชาติ สิ่งสำคัญคือเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ซื้อมาใช้ ไม่ปล่อยให้เด็กเข้าถึง ถ้าคุณเจอการขายออนไลน์ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้ และช่วยกันสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมมือกันเถอะเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อม “สารซอมบี้”

รัฐบาลรุกปราบลักลอบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ยึด 409 ล้าน

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ในช่วงเวลาตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 นับเป็นผลงานที่โดดเด่นในการบูรณาการกำลังจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและรายได้ของรัฐ

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือกันปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยผลการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2569 สามารถตรวจยึดของกลางได้มูลค่ารวมสูงถึง 409 ล้านบาท

สถิติการตรวจยึดของกลางที่สำคัญ

ผลการจับกุมมีดังนี้

  • บุหรี่ผิดกฎหมาย: 49,064,878 มวน มูลค่า 225 ล้านบาท
  • บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์: 548,577 ชิ้น มูลค่า 71 ล้านบาท
  • ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ): 140,200 กระบอก มูลค่า 95 ล้านบาท
  • สารเอโทมิเดต: 28 กิโลกรัม มูลค่า 18 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

รูปแบบการลักลอบนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้กระทำผิดปรับวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น แยกชิ้นส่วนบุหรี่ไฟฟ้า (ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา) แล้วสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภค สำหรับบุหรี่มวน หันมาใช้ช่องทางออนไลน์และพัสดุไปรษณีย์ โดยใน 2 เดือนล่าสุด อายัดพัสดุจากภาคใต้กว่า 4,000 หีบห่อ

ตัวอย่างกรณีเด่นในเดือนเมษายน 2569:

  • ตรวจใบขนสินค้าจากจีน พบบุหรี่ไฟฟ้าครบชุด 52,000 ชิ้น และน้ำยา 100 แกลลอน มูลค่า 6 ล้านบาท
  • ยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากพัสดุที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4: 52,742 ชิ้น มูลค่า 15 ล้านบาท
  • จับผู้โดยสารที่สุวรรณภูมิจากญี่ปุ่น: บุหรี่ไฟฟ้า 21 เครื่อง ไส้ 165,600 มวน มูลค่า 9 แสนบาท
  • ยึดบุหรี่ต่างประเทศ 14,028 คอตตอน (2,805,520 มวน) มูลค่า 13 ล้านบาท

สารเสพติดรูปแบบใหม่ที่น่ากังวล

นอกจากนี้ ยังพบการลักลอบสารเอโทมิเดตจากอินเดีย 28 กก. ซึ่งนำมาผสมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็น “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ สมอง ส่วนก๊าซหัวเราะปรับบรรจุเป็นกระป๋องเล็ก ยึดได้ 135,936 กระบอก มูลค่า 24 ล้านบาทใน 4 เดือนแรกของปี

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ประสบความสำเร็จ โดยบุหรี่ไฟฟ้าห้ามนำเข้า ครอบครอง จำหน่ายเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักถึงภัยร้ายจากสารเคมีเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุน หากพบเห็นการลักลอบ สามารถแจ้งกรมศุลกากรหรือตำรวจได้ทันที เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมและสุขภาพของคนไทย การปราบปรามครั้งนี้ไม่เพียงยึดทรัพย์สินเถื่อน แต่ยังตัดวงจรอาชญากรรมที่กระทบความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ที่มา – รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบตุนตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบตุนตั้งแต่ปี 2564

ในวันที่ 27 เมษายน 2569 “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานไทยเป็นอย่างมาก กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จนได้รับเชิญให้ร่วมตรวจสอบคลังน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยตือ ซึ่งถูกสงสัยว่าเป็นตัวการใหญ่ในการกักตุนน้ำมัน

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นที่คลังน้ำมันและโรงกลั่นในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน ถือครองโดยสองนิติบุคคล แต่เคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันของเสี่ยตือมาก่อน โดยเสี่ยตือขายคลังน้ำมันส่วนหนึ่งให้บริษัทบางจากในราคา 9,000 ล้านบาท แต่ยังคงถือครองโรงกลั่นและคลังน้ำมัน 17 ถังขนาดใหญ่สุด 64 ล้านลิตร นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่าพื้นที่นี้สร้างเสร็จปี 2562 แต่หยุดทำงานปี 2564 โดยมีน้ำมันค้าง 5 ล้านลิตร ไม่นำออกขายทั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนและตะวันออกกลาง

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ

ข้อสงสัยเรื่องซีลถังน้ำมันและช่องโหว่ระบบตรวจสอบ

ประเด็นน่าสนใจคือถังน้ำมันที่อ้างว่าปิดตายและไม่ได้ใช้ แต่จากการตรวจพบซีลใหม่ที่น่าสงสัย แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมตรวจยังไม่แน่ใจว่าเป็นซีลจริงหรือไม่ เนื่องจากคลังนี้เป็นเขตปลอดภาษี กรมศุลกากรเป็นผู้ดูแลหลัก ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน นายศุภโชติชี้ว่าช่องโหว่เกิดจากการกระจัดกระจายของหน่วยงาน เช่น คลังในเขตปลอดภาษีดูแลโดยกรมศุลกากร คลังในประเทศโดยกรมสรรพสามิต และการตรวจสอบเป็นแบบสุ่ม ไม่มีระบบรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ยังเผยให้เห็นปัญหาการกักตุนน้ำมันที่อาจกระทบประชาชนในช่วงราคาน้ำมันแพง สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ การตรวจครั้งนี้เป็นก้าวแรกในการเปิดโปง แต่ต้องเร่งหาตัวผู้กระทำผิดและลงโทษอย่างเด็ดขาด

ภาพตรวจสอบคลังน้ำมันเสี่ยตือ
ถังน้ำมันน่าสงสัย
การตรวจสอบโดยโรม-ศุภโชติ
คลังน้ำมันเพชรบุรี

กรณี “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบตรวจสอบคลังน้ำมันใหม่ทั้งระบบ ด้วยการลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อติดตามปริมาณน้ำมันแบบเรียลไทม์ ลดช่องโหว่จากหน่วยงานกระจัดกระจาย และเพิ่มการตรวจสอบสุ่มอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องสิทธิประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากพฤติกรรมกักตุน

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวการเมืองและพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทล่าสุด

ที่มา – “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

Scroll to top