กรมสอบสวนคดีพิเศษ

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้น เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมพลังออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการในคดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอย่างตรงไปตรงมา หลังจากมีความกังวลว่ากระบวนการล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม โดยนายพิชิต ไชยมงคล และคณะ ได้ระบุว่าจากการติดตามคดีฮั้ว สว. ที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 229 คน กกต. กลับมีความพยายามที่จะดึงเรื่องหรือเลือกดำเนินการเพียงแค่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ทำไมการเร่งส่งศาลจึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการกดดันการทำงาน แต่เป็นการย้ำเตือนให้องค์กรอิสระยึดมั่นในมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่มีความชัดเจนในหลักฐาน โดยกลุ่มผู้เรียกร้องกังวลว่าหาก กกต. ยังคงล่าช้า อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการช่วยเหลือกันเอง หรือที่เรียกว่า "การฮั้วกันเอง" ในหมู่ผู้มีอำนาจ ซึ่งจะกลายเป็นบทเรียนซ้ำรอยอดีตที่น่ากลัว

  • ความล่าช้าในการตรวจสอบที่กินเวลากว่า 2 ปี 2 เดือน
  • ความชัดเจนของสำนวนคดีที่มี สว. และนักการเมืองเกี่ยวข้องถึง 138 คน
  • ความต้องการให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดความถูกต้อง

กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยังได้ยื่นหนังสือเพิ่มเติมไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเร่งรัดคดีที่เกี่ยวกับข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นคดีพิเศษที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การรวมกลุ่มกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซงหรือยืดเยื้อจนเสียโอกาสในการสร้างความถูกต้อง

ในมุมมองของภาคประชาชน การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือก สว. แต่เป็นเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรที่ดูแลการเลือกตั้ง หาก กกต. ต้องการรักษาเกียรติและป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ต้องเร่งส่งสำนวนให้ถึงมือศาลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน

ที่มา – คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับข่าวดีที่น่าอนุโมทนาบุญกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดมีประกาศออกมาว่าทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสามารถลาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาได้ โดยถือเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมงคลและสร้างสรรค์ในสังคมไทยอย่างยิ่ง ซึ่งประเด็นเรื่อง ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ นี้ ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากข้าราชการจำนวนมาก

ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระกุศล

การดำเนินการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยทางรัฐบาลได้อนุมัติให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงยุติธรรม สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และยังคงได้รับเงินเดือนตามปกติเสมือนการปฏิบัติราชการตามปกติ

รายละเอียดโครงการและการลาเข้าร่วมบรรพชา

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ในครั้งนี้ มีการกำหนดช่วงเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วมไว้ดังนี้:

  • สำนักงาน ป.ป.ส.: รับจำนวน 48 รูป โดยมีกำหนดการระหว่างวันที่ 8 – 22 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลา 15 วัน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ: รับจำนวน 47 รูป โดยมีกำหนดการระหว่างวันที่ 17 – 24 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 8 วัน

การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรภาครัฐได้มีเวลาปฏิบัติธรรม ฝึกจิตใจให้สงบ และสร้างกุศลครั้งใหญ่ให้กับตนเองและหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมให้ข้าราชการได้เข้าร่วมกิจกรรมอุปสมบทหมู่ นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขัดเกลาจิตใจแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในองค์กรได้อีกทางหนึ่งด้วย หากใครที่เป็นข้าราชการในสังกัดที่เกี่ยวข้องและมีศรัทธาแรงกล้า อย่าลืมรีบติดต่อสอบถามรายละเอียดการลงทะเบียนกับทางต้นสังกัดของท่านโดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการสร้างบุญกุศลครั้งสำคัญนี้ครับ

ที่มา – ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่

“ภาวุธ” แจง DSI คดี Forex ยืนยันไม่มีแลกอวย TH-AI Passport กับผลทางคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อเมื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีคดี Forex ที่ตกเป็นข่าวครึกโครม โดยใช้เวลาในการให้ปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมงเต็ม

“ภาวุธ” แจง DSI คดี Forex ยืนยันไม่มีแลกอวย TH-AI Passport กับผลทางคดี

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเคลียร์ชัดทุกประเด็นที่สังคมสงสัย โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงเรื่องเส้นทางการเงินและท่าทีต่อโครงการรัฐ ซึ่งนายภาวุธได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อมวลชนถึงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทุกข้อกล่าวหา

ยืนยันความบริสุทธิ์ในคดี Forex

ในการเข้าพบเจ้าหน้าที่ นายภาวุธได้นำหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในสำนวนมาแสดงเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาฐานฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน โดยยืนยันว่าเงินที่มีการพูดถึงนั้นมีที่มาที่ไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับยอดเงิน 28 ล้านบาทที่หลายคนตั้งข้อสังเกต นายภาวุธยังคงยืนยันคำเดิมว่าได้มาจากการเทรดทองคำและกิจกรรมทางธุรกิจที่ตรวจสอบได้

  • ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคดี Forex
  • ยืนยันเส้นทางการเงินโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกยอด
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ DSI เต็มที่

นอกจากประเด็นคดีความแล้ว อีกสิ่งที่สังคมจับตามองคือเรื่อง “ภาวุธ” แจง DSI คดี Forex ยืนยันไม่มีแลกอวย TH-AI Passport กับผลทางคดี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ามีการเปลี่ยนท่าทีในการวิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลไปจากเดิม โดยเจ้าตัวชี้แจงว่าเป็นการแบ่งงานภายในพรรคและการแสดงความเห็นในมุมมองของนักธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้มีดีลลับเพื่อหวังผลทางคดีตามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด

นายภาวุธยังระบุว่า ได้มีการทำความเข้าใจกับคุณรักชนก ศรีนอก เป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในพรรค และยืนยันว่าไม่มีความผิดใจใดๆ การลดบทบาทในการตรวจสอบโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการจัดการเวลาทำงานให้เหมาะสมกับภาระหน้าที่ในสภาที่มีอยู่มากมายเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาแสดงตัวและชี้แจงด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความเชื่อมั่นให้กับสังคม และเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักการเมืองที่ต้องเผชิญกับตรวจสอบจากภาคประชาชนในยุคที่ทุกอย่างเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว

ที่มา – “ภาวุธ” แจง DSI คดี Forex ยืนยันไม่มีแลกอวย TH-AI Passport กับผลทางคดี

ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2 หลักฐานเด็ด กกต. เดินริบโพย มงคล

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำประเด็นร้อนแรงทางการเมืองได้ สำหรับคดีการเลือก สว. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2 กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่พรรคฝ่ายค้านได้เปิดเวทีแฉข้อมูลเชิงลึกที่ทำเอาหลายคนต้องตาค้างกับหลักฐานใหม่ๆ ที่ถูกนำเสนอออกมา

เจาะลึก ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือคุณไอติม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าผ่านเวทีวิปฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดคดีที่สังคมเฝ้ารอคอยมานานกว่า 2 ปี ถึงยังไปไม่ถึงศาลเสียที คุณไอติมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กกต. ที่ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและกระบวนการตรวจสอบที่ดูไม่โปร่งใสเท่าที่ควร

เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ ไอติม ขยี้โกงสว. ภาค 2

หลักฐานที่ทางฝ่ายค้านนำเสนอนั้นถือว่าน่าตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • พบโพยการลงคะแนนที่ผิดปกติอย่างชัดเจน
  • พฤติกรรมการจ้างวานโหวตและจ้างลงสมัครในหลายพื้นที่
  • มีเครือข่ายและพรรคการเมืองหนุนหลังอยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้
  • กรณีการเดินทางไปริบโพยของ กกต. ที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

คุณไอติมยังได้เชื่อมโยงไปถึงกรณีของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่จะเกิดการเลือก สว. นั้น มีกระบวนการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการแลกคะแนนทั่วไป แต่เป็นขบวนการที่วางแผนมาอย่างรัดกุมเพื่อชักใยผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ในมุมมองของพวกเรา ประชาชนทุกคนควรจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความยุติธรรมขององค์กรอิสระในประเทศไทย หากหน่วยงานรัฐยังคงเกียร์ว่างหรือไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้อย่างกระจ่างแจ้ง ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยของเราคงจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ เราต้องร่วมกันเป็นกระบอกเสียงและใช้การตรวจสอบภาคประชาชนให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ที่มา – “ไอติม” ขยี้โกงสว. ภาค 2 มีหลักฐานชวนตาค้าง กกต. เดินริบโพย “มงคล”

รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1

รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่ รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1 ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก งานนี้ทำเอาสื่อมวลชนหลายสำนักต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการเลื่อนครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

เบื้องลึกเบื้องหลังกรณี รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1

จากการชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ระบุว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานเข้ามาว่ามีการขอเลื่อนหมายเรียกจริง แต่ไม่มีการแจ้งเหตุผลความจำเป็นหรือกำหนดเวลาที่ชัดเจน ทำให้ขั้นตอนทางกฎหมายต้องดำเนินต่อไปตามกระบวนการปกติ ซึ่งดีเอสไอมีสิทธิ์ในการออกหมายเรียกได้ทั้งหมด 2 ครั้ง หากครบกำหนดแล้วยังไม่มาพบเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นอีกครั้งหนึ่ง หากไม่มีเหตุผลเพียงพออาจนำไปสู่ขั้นตอนของหมายจับในอนาคตได้

นอกเหนือจากกรณี รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1 แล้ว ทางด้านเจ้าหน้าที่ยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า

  • พบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมากกว่า 28 ล้านบาท
  • ตรวจพบเซิร์ฟเวอร์สำคัญของบริษัท คิวอาร์เอส โกลบอล จำกัด
  • เซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวบรรจุข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดของบริษัทไว้ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนขยายผลต่อไป

ในขณะนี้ ประชาชนต่างเฝ้ารอคอยคำตอบว่าเหตุใดจึงมีการขอเลื่อนหมายเรียก และเส้นทางการเงินที่ตรวจพบนั้นจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือพรรคการเมืองใดหรือไม่ ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยว่าจะสามารถจัดการกับคดีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเพียงใด เราต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อครบกำหนดการออกหมายเรียกครั้งที่สอง ผลจะออกมาเป็นอย่างไร และความจริงเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในคดี Forex นี้จะถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบไหนครับ

ที่มา – รมว.ยธ. ไม่ทราบเหตุผล หลัง “ภาวุธ” สส.ปชน. ขอเลื่อนหมายเรียกคดี Forex ครั้งที่ 1

เจาะลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายขบวนการลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงได้ยินชื่อปฏิบัติการ Silent Volt กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเองถึงความจริงจังของรัฐบาลในการกวาดล้างเหมืองขุดเงินคริปโตที่แอบลักลอบใช้ไฟฟ้าหลวง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายระดับประเทศครับ

สรุปเบื้องลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

การบุกค้นจุดเป้าหมายถึง 7 จุดในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นแกนหลักในการประสานงาน เพื่อตรวจสอบการต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมและบั่นทอนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทยอย่างรุนแรง

ทำไมปฏิบัติการ Silent Volt ถึงมีความสำคัญมากในเวลานี้

รัฐบาลมองว่าการขุดเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและขโมยไฟฟ้านั้น กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างหนัก โดยนายกฯ ได้กำชับว่า:

  • จะมีการขยายผลยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหมือง นายทุน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย
  • เตรียมคุมเข้มการนำเข้าเครื่องขุดคริปโตผ่านกรมศุลกากร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม
  • เป้าหมายไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐเพื่อทดแทนพลังงานที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและโปร่งใส การแอบทำเหมืองโดยใช้ทรัพย์สินหลวงแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ยอมรับไม่ได้ และจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่องแน่นอน

หากถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเราอย่างไร คำตอบคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมและเสถียรภาพของโครงข่ายสาธารณูปโภคนั่นเองครับ อยากฝากถึงทุกคนอย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกหลอกแล้ว หากไปพัวพันกับธุรกิจที่ใช้ไฟหลวง คุณอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการ Silent Volt โดยไม่รู้ตัว

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในโลกคริปโตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อย่าได้เห็นแก่ผลกำไรที่สูงเกินจริงจากช่องทางที่ผิดกฎหมาย เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนในกรณีที่มีการทลายแหล่งผลิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่รัฐบาลกำลังเร่งจัดการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ นำแถลงเปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มองว่าล่าช้าและมีการส่งฟ้องผู้ต้องหาน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาดำเนินการแจกแจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

เบื้องหลังการทำงานและกระบวนการยุติธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล ได้อธิบายว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ทาง DSI ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และส่งสำนวนให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางอัยการจะมีการสั่งให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีย้ำว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ที่ปรากฏจริง ไม่สามารถดำเนินการเกินกว่าที่หลักฐานระบุได้

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรอผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบการพิจารณา
  • ความเป็นอิสระของคดี: ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าโดยเจตนา แต่ต้องรอบคอบที่สุด
  • หลักฐานสำคัญ: ยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกตั้งคำถามว่าน้อยเกินไป ทางรัฐมนตรีย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปความผิดใครได้หากพยานหลักฐานไปไม่ถึง การส่งฟ้องต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ DSI ถือครองอยู่เท่านั้น หากมีหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคตก็จะดำเนินการต่อตามขั้นตอน การที่ “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงหลักการทำงานภายใต้หลักนิติธรรมที่ตรวจสอบได้

ในมุมมองของหลายฝ่าย การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด สุดท้ายแล้วสังคมต้องเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของ กกต. และ DSI ต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

ค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงยุติธรรมและ DSI ที่กำลังลุยงานหนักในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่ดินของประเทศเราโดยตรง

เหตุผลสำคัญในการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

การปฏิบัติการในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งรายชื่อบริษัทที่น่าสงสัยจำนวน 34 แห่งให้กับทาง DSI เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก จากการสืบสวนพบพฤติการณ์ที่น่าตกใจคือ มีการนำชื่อคนไทยมาเป็นผู้ถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า ‘นอมินี’ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดจากการค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย คือการพบว่าหลายบริษัทใช้สถานที่เดียวในการจดทะเบียนบริษัทหลักร้อยแห่ง! ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจทั่วไป

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบทลงโทษทางกฎหมาย

รัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้มีการใช้ที่ดินของไทย หรือช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดประเภท โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • ปกป้องทรัพยากรที่ดินของชาติไม่ให้ถูกครอบครองโดยนอมินี
  • สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทยเจ้าของธุรกิจที่ถูกต้อง
  • ปราบปรามแหล่งฟอกเงินเพื่อความมั่งคั่งและปลอดภัยของระบบเศรษฐกิจ

แม้ว่าการปฏิบัติการในครั้งนี้จะเป็นเพียงขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ทางหน่วยงานก็ให้คำมั่นว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับทั้งคนไทยและต่างด้าวที่ร่วมมือกันทำผิดกฎหมาย สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการอย่างสุจริตและถูกต้องตามระเบียบ รัฐบาลยังคงยินดีต้อนรับและเปิดกว้างเต็มที่ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยเท่านั้นครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างนอมินีครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาทรัพยากรที่ดินบนเกาะสมุยและเกาะพะงันที่มีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจที่ทำถูกกฎหมายอีกด้วย หวังว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่ความโปร่งใสในภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวบ้านเราอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดินสมุย-พะงัน ที่ตั้งเดียวจดทะเบียนนับร้อย

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมัน 13 ก.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์สำคัญทางด้านพลังงานของไทยกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างมาก นั่นคือความเคลื่อนไหวจากฝั่งกระทรวงพลังงาน โดย ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมัน รับทราบข้อกล่าวหา 13 ก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบตลาดน้ำมันของไทยให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมัน รับทราบข้อกล่าวหา 13 ก.ค.นี้

การดำเนินการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมาตรการเข้มงวดของกระทรวงพลังงานที่ต้องการปราบปรามการกักตุนและเก็งกำไรน้ำมันอย่างจริงจัง อย่างที่ทราบกันครับว่าในช่วงที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องการขนส่งและการจำหน่ายน้ำมันที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นหลายจุด ซึ่งทางฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมัน รับทราบข้อกล่าวหา 13 ก.ค.นี้ โดยเกี่ยวข้องกับคดีบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็นคดีที่ 3 แล้วที่ DSI เข้ามาจัดการอย่างเด็ดขาด

เบื้องลึกความคืบหน้าการปราบปรามการเก็งกำไรน้ำมัน

หากย้อนดูผลงานของกระทรวงพลังงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่ามีการเดินเครื่องตรวจสอบอย่างต่อเนื่องครับ โดยสรุปสถานการณ์ได้ดังนี้:

  • คดีที่ 1: บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ที่ถูกแจ้งข้อหาหนัก ทั้งการปลอมปนน้ำมันและจำหน่ายน้ำมันเกินราคา
  • คดีที่ 2: การตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง เกี่ยวข้องกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันโดยมิชอบ
  • คดีล่าสุด: การออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากักตุนน้ำมัน

นอกจากนี้ ทางทีมเฉพาะกิจของกระทรวงพลังงานและ DSI ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอีก 13 คลังน้ำมันทั่วประเทศ รวมถึงในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสามารถนำน้ำมันออกนอกระบบไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อีก งานนี้บอกเลยว่าภาครัฐเอาจริงครับ!

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสในภาคพลังงานเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนทุกคน การที่ DSI ขยับตัวแรงและรวดเร็วแบบนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ที่จะทำให้ตลาดน้ำมันไทยกลับมาเป็นปกติและตรวจสอบได้ 100% ครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้จะเป็นอย่างไร แล้วจะมีการขยายผลไปถึงใครอีกบ้าง

ที่มา – “ฐิติภัสร์” เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมัน รับทราบข้อกล่าวหา 13 ก.ค.นี้

Scroll to top