กรมอุตุนิยมวิทยา

สภาพอากาศวันนี้: ไทยตอนบนฝนหนัก กทม.ฝน 60%

เตรียมตัวรับมือ! กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ สภาพอากาศวันนี้ ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนสะสม

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา (tmd.go.th) รายงาน สภาพอากาศวันนี้ โดยระบุว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนอง

สำหรับชาวเรือ บริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงบริเวณฝนฟ้าคะนองเพื่อความปลอดภัย

สภาพอากาศวันนี้ พยากรณ์อากาศประเทศไทย

พยากรณ์อากาศตั้งแต่ 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้:

ภาคเหนือ:

ฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ลำพูน ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 5-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:

ฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง:

ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก:

ฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก):

ฝนฟ้าคะนอง 10% ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร, ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก):

ฝนฟ้าคะนอง 20% ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล:

มีฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

สรุป สภาพอากาศวันนี้ หลายพื้นที่ในประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนัก โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น เตรียมร่ม พกเสื้อกันฝน และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น แม้ สภาพอากาศวันนี้ จะไม่เป็นใจนัก

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม. เจอฝน 60%

อัปเดตล่าสุด! เส้นทาง “พายุรากาซา” เป็นไต้ฝุ่นแล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาอัปเดตเส้นทางของ “พายุรากาซา” ซึ่งขณะนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้ว อย่างไรก็ตาม ศูนย์กลางของพายุยังคงอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในวันที่ 22 กันยายน 2568 เบื้องต้น ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในขณะนี้

อัปเดตเส้นทาง “พายุรากาซา”

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของกรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตเกี่ยวกับสถานการณ์ของ “พายุรากาซา” โดยระบุว่าพายุได้พัฒนาจากพายุโซนร้อนเป็นพายุไต้ฝุ่น

ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่น “พายุรากาซา” ปัจจุบันยังอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ จากการคาดการณ์ พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า (22 ก.ย. 68)

สถานการณ์ในประเทศไทย

ถึงแม้ว่า “พายุรากาซา” จะทวีกำลังขึ้น แต่ในขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศในประเทศไทย ปริมาณฝนที่ตกอยู่ในช่วงนี้ยังคงเป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาได้แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพายุอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น:

  • พายุไต้ฝุ่นมีความรุนแรงมากกว่าพายุโซนร้อน
  • อาจก่อให้เกิดคลื่นสูงและลมกระโชกแรง
  • ควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่า “พายุรากาซา” จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในขณะนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ การติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นถือเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง “พายุรากาซา” ทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่นแล้ว แต่ยังไม่มีผลกระทบกับไทย

อุตุฯ เตือน! 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม

กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 22-27 กันยายนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 20 กันยายน 2568 พบว่า สภาพอากาศโดยรวมของประเทศไทยในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกชุก โดยมีฝนตกหนักเบาสลับกันไปในแต่ละพื้นที่

ในช่วงวันที่ 20 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 ทั่วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรงขึ้น ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านและสวิงขึ้นลง ทำให้หลายพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับฝนตกหนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 22-27 กันยายน 2568 ที่กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด ฝนตกหนักสะสม อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำรอการระบาย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้

อุตุฯ เตือน! 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม

สถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม ที่เกิดขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตรได้

พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ระบุถึงพื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วง ฝนตกหนักสะสม ได้แก่

  • ภาคเหนือ: บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และน่าน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี และขอนแก่น
  • ภาคกลาง: บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท และลพบุรี
  • ภาคตะวันออก: บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

คำแนะนำในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบและทำความสะอาดท่อระบายน้ำบริเวณบ้านเรือน เพื่อป้องกันการอุดตัน
  • เตรียมพร้อมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย เทียน น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมแผนอพยพในกรณีฉุกเฉิน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
  • หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงฝนตกหนัก ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วม

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนักสะสม อย่างรอบคอบ จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้เป็นอย่างดี อย่าประมาท ติดตามข่าวสาร และเตรียมพร้อมเสมอ!

ที่มา – อุตุฯ เตือนช่วง 22-27 ก.ย. เฝ้าระวังฝนตกหนักสะสม อาจเกิดน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง

พายุโซนร้อนมิแทก: ประกาศฉบับสุดท้ายก่อนสลายตัว

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับสุดท้ายเกี่ยวกับ พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยพายุนี้ได้อ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่องหลังจากขึ้นฝั่งประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่ของประเทศไทย

พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งข่าว พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา (เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น.) พายุโซนร้อนมิแทก (Mitag) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 20 กันยายน 2568 ได้ลดกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว ศูนย์กลางของพายุอยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน (ละติจูด 23.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.0 องศาตะวันออก) โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ถึงแม้ว่า พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้

ผลกระทบและคำแนะนำเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือปริมาณฝนที่อาจตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งขณะฝนตกหนัก
  • ระวังอันตรายจากฟ้าผ่า
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง เนื่องจากพายุยังคงส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในบริเวณดังกล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยาได้เน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย พายุโซนร้อน “มิแทก” จ่ออ่อนกำลังลง ก่อนสลายตัวอย่างรวดเร็ว

อัปเดต! เส้นทางพายุโซนร้อน “รากาซา” กับไทย

มาอัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “รากาซา” กันหน่อย! ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะทวีกำลังแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์หน้า ใครที่กำลังวางแผนเที่ยว หรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเลยนะ

วันนี้ (19 กันยายน 2568) ทางเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาโพสต์อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดของพายุโซนร้อน รากาซา โดยระบุว่า ถึงแม้ว่าพายุ “รากาซา” จะยังอยู่ไกลจากประเทศไทย แต่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาความรุนแรงขึ้นได้อีก เนื่องจากยังอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งอาจทำให้สภาพอากาศของบ้านเราเปลี่ยนแปลงได้ในสัปดาห์หน้า แต่ไม่ต้องตกใจกันไปนะ! ทางกรมอุตุฯ ยืนยันว่า พายุลูกนี้คาดว่าจะสลายตัวหรืออ่อนกำลังลงก่อนที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยแน่นอน สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารและอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา”

นอกจากพายุ “รากาซา” แล้ว อีกหนึ่งพายุที่ต้องจับตาคือ พายุโซนร้อน “มิแทก” ที่กำลังก่อตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนบน พายุลูกนี้มีทิศทางที่จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในวันเดียวกัน (19 กันยายน 2568) โชคดีที่พายุ “มิแทก” ไม่ได้มุ่งหน้ามายังประเทศไทย แต่สำหรับใครที่มีแผนเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวในช่วงนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยนะจ๊ะ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ พายุโซนร้อน “รากาซา”

  • ระยะทาง: ถึงแม้จะยังอยู่ไกล แต่ไม่ควรประมาท
  • ความรุนแรง: มีแนวโน้มทวีกำลังขึ้น
  • ผลกระทบต่อไทย: อาจมีผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศ
  • การเตรียมตัว: ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน หรือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ พายุต่างๆ ก็พร้อมที่จะก่อตัวขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนรอบข้าง อย่าลืมอัปเดตข้อมูล อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา” และพายุอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอนะทุกคน!

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา” อาจมีผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศของไทย

เตือน! “พายุมิแทก” ไม่เข้าไทย แต่ฝนตกหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 เรื่อง “พายุมิแทก” ซึ่งถึงแม้จะไม่เคลื่อนเข้าประเทศไทยโดยตรง แต่ส่งผลกระทบทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับ “ฝนตกหนัก” ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเรื่อง “พายุมิแทก” ฉบับที่ 3 ผ่านทางเว็บไซต์ โดยระบุว่าเมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน 2568 พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้พัฒนาเป็นพายุโซนร้อน “มิแทก” (Mitag) และเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 19 กันยายน ศูนย์กลางของพายุอยู่ที่ละติจูด 21.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.3 องศาตะวันออก โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

คาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณด้านตะวันออกของประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 19 กันยายน 2568 ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม พายุนี้ไม่ได้เคลื่อนเข้าประเทศไทยโดยตรง แต่ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันดังกล่าว

จากอิทธิพลของ “พายุมิแทก” ทำให้ร่องมรสุมเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้

เพื่อความปลอดภัย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ “พายุมิแทก” ล่าสุด

สถานการณ์ “พายุมิแทก” มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้

ผลกระทบจาก “พายุมิแทก” ที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่า “พายุมิแทก” จะไม่เข้าไทยโดยตรง แต่ก็ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ สิ่งที่ควรระวังมีดังนี้:

  • น้ำท่วมฉับพลัน: โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและใกล้แหล่งน้ำ
  • ดินโคลนถล่ม: ในพื้นที่ลาดชันและภูเขา
  • ฟ้าผ่า: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งขณะฝนตก
  • การเดินทาง: วางแผนการเดินทางและตรวจสอบสภาพถนนก่อนออกเดินทาง

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักยังรวมถึงการตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้านเรือน การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย เทียน และอาหารแห้ง และการติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่าพายุจะไม่เข้าไทยโดยตรง การเตรียมพร้อมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัว

ที่มา – เตือน “พายุมิแทก” ฉบับที่ 3 ไม่เคลื่อนเข้าไทย แต่กระทบหลายพื้นที่ “ฝนตกหนัก”

ประกาศฉบับ 1 พายุดีเปรสชัน ฝนตกหนักหลายพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่อง พายุดีเปรสชัน ที่กำลังจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน แม้ว่าจะไม่เคลื่อนเข้าประเทศไทยโดยตรง แต่จะส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเกี่ยวกับ พายุดีเปรสชัน ฉบับที่ 1 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ พายุดีเปรสชันบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ได้เคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว และเมื่อเวลา 04.00 น. ศูนย์กลางของพายุอยู่ที่ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 120.0 องศาตะวันออก โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดการณ์ว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณด้านตะวันออกของประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 19-20 กันยายน 2568 พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าประเทศไทย แต่จากอิทธิพลของพายุจะทำให้ร่องมรสุมเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

พายุดีเปรสชัน ฉบับที่ 1 เตือนฝนตกหนัก

ดังนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะนี้ ขอให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จับตา! พายุดีเปรสชันทวีกำลัง

สถานการณ์พายุในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน

ผลกระทบจากพายุไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงฝนตกหนักเท่านั้น แต่อาจรวมถึงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมจึงควรครอบคลุมถึงการตรวจสอบเส้นทางน้ำ การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม และอาหารแห้ง รวมถึงการวางแผนอพยพในกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยในชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพบเห็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ เช่น น้ำท่วมขัง หรือสัญญาณของดินโคลนถล่ม ควรรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบทันที เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและป้องกันได้อย่างทันท่วงที

การรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน การเตรียมความพร้อม การติดตามข่าวสาร และการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยมักเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วม หรือภัยแล้ง การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การให้ความรู้ การฝึกอบรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมในการเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติ

ที่มา – ประกาศฉบับ 1 “พายุดีเปรสชัน” จ่อทวีกำลังแรงขึ้น ไม่เข้าไทย แต่หลายพื้นที่ฝนตกหนัก

เตือน! 10 จังหวัดเฝ้าระวัง น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ปภ. เตือน 10 จังหวัด เฝ้าระวังระดับน้ำท้าย “เขื่อนเจ้าพระยา” ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกำชับ 4 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทานว่า ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,200 – 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานีและลำน้ำสาขา จะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 200 – 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในการชะลอน้ำ และแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 400 – 420 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ต้องปรับเพิ่มปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมที่ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบบค่อยเป็นค่อยไป (ขั้นบันได) ซึ่งปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นนี้ จะส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.10 – 0.30 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำของจังหวัดต่างๆ ดังนี้:

  • จังหวัดอ่างทอง: บริเวณคลองโผงเผง, อำเภอไชโย, และอำเภอป่าโมก
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: บริเวณคลองบางบาล และแม่น้ำน้อย, อำเภอเสนา, และอำเภอผักไห่
  • จังหวัดสิงห์บุรี: บริเวณอำเภอเมืองสิงห์บุรี, อำเภออินทร์บุรี, และอำเภอพรหมบุรี
  • จังหวัดชัยนาท: บริเวณอำเภอสรรพยา

สถานการณ์น้ำ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ต้องเฝ้าระวัง

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ประสานงานไปยังจังหวัดต่างๆ ได้แก่ อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ให้เฝ้าระวังระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ (เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง, แพร้านอาหาร, ท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะ) รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำและบริเวณจุดเสี่ยงที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำท่วม หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

มีการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้ตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำและแนวป้องกันน้ำท่วมให้มีความแข็งแรง เพื่อป้องกันปัญหาระดับน้ำล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำ อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย เพื่อเตรียมพร้อมออกปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อย่างไร?

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น หากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางไลน์ ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784 (เพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM) และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน THAI DISASTER ALERT ได้ทุกที่ ทุกเวลา

สถานการณ์น้ำเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – เตือน 10 จังหวัด เฝ้าระวังระดับน้ำท้าย “เขื่อนเจ้าพระยา” เพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์ล่าสุด! **เขื่อนเจ้าพระยา** เร่งระบายน้ำ

สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง! **เขื่อนเจ้าพระยา** ยังคงระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมและเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วนด้วยการกั้นกระสอบทราย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องปรับการระบายน้ำท้าย**เขื่อนเจ้าพระยา**จากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา

ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยง เช่น คลองโผงเผง (อ่างทอง), คลองบางบาล (พระนครศรีอยุธยา), วัดสิงห์ (สิงห์บุรี) และวัดไชโย (อ่างทอง) ควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก กรมชลประทานจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

**เขื่อนเจ้าพระยา** ระบายน้ำต่อเนื่อง

สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ รายงานปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,237 ลบ.ม./วินาที ขณะที่**เขื่อนเจ้าพระยา** (ชัยนาท) มีระดับน้ำเหนือเขื่อน 17.22 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน 14.99 ม.รทก. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 30 ซม. ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.35 เมตร มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานสองฝั่งรวม 438 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

ในพื้นที่หมู่ 3 ต.หาดอาษา อ.สรรพยา ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมต่ำสุดของตำบล เริ่มมีน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว นางชัณณ์ญาช์ สุภาวิตา นายกเทศมนตรีตำบลหาดอาษา ได้สั่งการให้อุดท่อระบายน้ำและวางแนวกระสอบทรายระยะทางกว่า 100 เมตรเพื่อสกัดน้ำ พร้อมเตรียมกระสอบทรายสำรองไว้เพิ่มเติม

ปัจจุบันมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 10 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ทางเทศบาลได้แนะนำให้ประชาชนเก็บของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย และหากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 2,500 ลบ.ม./วินาที จะเร่งเสริมแนวกระสอบทรายตลอดแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร

ข้อควรระวังและคำแนะนำ

  • ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม
  • เก็บของมีค่าไว้ในที่สูง
  • เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย
  • ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การมีสติและเตรียมพร้อมจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

ที่มา – “เขื่อนเจ้าพระยา” ระบายน้ำเพิ่มต่อเนื่อง ท้ายเขื่อนอ่วม เร่งกั้นกระสอบทราย

Scroll to top