กรวีร์ ปริศนานันทกุล

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการทำงาน โดยมีการประกาศใช้มาตรการ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด งานนี้ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริงครับ

รายละเอียดการแบ่งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบงบประมาณ

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 7 คณะหลัก และมีคณะที่ 8 ซึ่งเป็นคณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อกลั่นกรองภาพรวม โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณางบประมาณของแต่ละกระทรวงให้เกิดความคุ้มค่า โดยยึดหลัก TQD คือ Target (เป้าหมาย), Quality (คุณภาพ) และ Duration (ระยะเวลา) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการต่างๆ จะไม่ใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำว่า กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน นั้น ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีพี่น้องประชาชน จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่จำเป็นและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด ไม่ใช่การตัดงบฯ แบบลอยๆ หรือตัดตามยอดเปอร์เซ็นต์แบบเดิมๆ แต่นี่คือการตรวจดูเป็นรายโครงการ หากโครงการไหนไม่ตอบโจทย์ชาติ ก็พร้อมที่จะตัดทิ้งทันที

  • คณะที่ 1: ดูแลเรื่องฝึกอบรม สัมมนา และงบดำเนินงาน
  • คณะที่ 2: ดูแลครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน
  • คณะที่ 3: ดูแลที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • คณะที่ 4: ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คณะที่ 5: ดูแลจังหวัด กลุ่มจังหวัด และรัฐวิสาหกิจ
  • คณะที่ 6: ดูแลด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวิจัย
  • คณะที่ 7: ดูแลหน่วยงานรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระ
  • คณะที่ 8: คณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณากลั่นกรองภาพรวม

นอกจากนี้ ในประเด็นที่มีการตั้งคำถามถึงงบกลางที่คาดว่าจะซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินฯ ทางกรรมาธิการฯ ก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนจริงๆ ทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะดำเนินการปรับลดเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการตรวจสอบงบประมาณแบบเจาะลึก เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่รั่วไหลและเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในยุคปัจจุบัน

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การตรวจสอบงานกันอย่างเข้มข้นทุกๆ 15 วันจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าโครงการไหนจะถูกปรับลดบ้าง และงบประมาณในปี 2570 นี้จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดียิ่งขึ้นได้ขนาดไหนครับ

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ไฟเขียวตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ถ้าไม่ตอบโจทย์ชาติ

กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ กับกระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล โดยมีการอ้างถึง “นายกฯ สำรอง” จากพรรคสีน้ำเงิน ที่ใช้ชื่อย่อว่า “ศ.” ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าความจริงแล้วเรื่องนี้เท็จจริงประการใด ล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสยบความเคลื่อนไหวเหล่านี้ให้ชัดเจน

กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์

การออกมาให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “คุณกรวีร์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันตัวตนของพรรคภูมิใจไทยอย่างหนักแน่น โดยระบุชัดเจนว่า กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการจบประเด็นเรื่องชื่อย่อปริศนาที่ถูกนำไปโยงกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นอย่างดี

เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นายกรวีร์ได้ย้ำถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเพียง 2 ท่านเท่านั้น ได้แก่:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย)
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ดังนั้น การที่ใครจะมาปล่อยข่าวลือเรื่อง “ศ.” จึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายกรวีร์ยังได้เน้นย้ำอีกว่า กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของข่าวลือว่าพยายามสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ทั้งนี้ ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในตัวผู้นำอย่างหัวหน้าอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมบริหารที่จะขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชนให้ครบวาระตามที่ได้ตั้งใจไว้

การออกมาปฏิเสธและสื่อสารความจริงอย่างตรงไปตรงมาในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่ดีให้กับสังคมไทยในการเสพข่าวสารออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวลือทางการเมืองที่มีการใช้ “อักษรย่อ” เพื่อปั่นกระแส การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคนในพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ สุดท้ายแล้วความจริงก็คือความจริง ข่าวลือที่ไม่มีมูลย่อมทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ตราบใดที่คนในพรรคยังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน

ที่มา – “กรวีร์” ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ จี้หยุดลือ

ภราดร สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก

ภราดร สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก หลังพบการทรุดตัวกว่า 70 เมตร

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนในพื้นที่จังหวัดอ่างทองให้ความสนใจกันอย่างมากครับ เมื่อล่าสุดภราดร สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก หลังจากที่เขื่อนเรียงหินบริเวณหลังวัดไชยสงคราม เกิดการทรุดตัวเป็นระยะทางยาวกว่า 70 เมตร ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ในช่วงที่กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูง อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนชั้นในได้ในอนาคต

รายละเอียดการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหาย

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และเจ้าหน้าที่จากกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วที่สุด โดยมีการเปิดเผยว่า จะมีการสำรวจชั้นดินและท้องน้ำในสัปดาห์หน้า เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการซ่อมแซมให้มั่นคงและแข็งแรงกว่าเดิม โดยเหตุการณ์ที่ ภราดร สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก ในครั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลักสำคัญครับ

  • เร่งรัดกรมโยธาธิการและผังเมืองให้สำรวจจุดเสี่ยงทั่วจังหวัด
  • เตรียมวางแผนป้องกันพื้นที่ชั้นในจากแรงดันน้ำเจ้าพระยา
  • ประสานงานผู้นำท้องถิ่นร่วมสอดส่องพื้นที่ริมแม่น้ำ

นอกจากนี้ นายภราดร ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่าเขื่อนเรียงหินถือเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญมากในการกั้นน้ำ ไม่ให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านในจังหวัดอ่างทอง ดังนั้นการที่ ภราดร สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก บนเส้นทางที่เสียหายกว่า 70 เมตรนี้ จึงไม่ใช่แค่การซ่อมโครงสร้างทางวิศวกรรมทั่วไป แต่คือการสร้างความอุ่นใจให้กับชาวจังหวัดอ่างทองทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าการรีบลงมือซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยาที่คาดเดาได้ยาก การเตรียมความพร้อมทางวิศวกรรมให้แข็งแรงคือกุญแจสำคัญที่สุดในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของชาวบ้านครับ

ที่มา – “ภราดร” สั่งด่วนซ่อมแซมเขื่อนเรียงหินอ่างทอง รับมือน้ำหลาก หลังทรุดกว่า 70 เมตร

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน ซึ่งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจหลังจากมีการเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหารือในเรื่องนี้ โดย “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

สถานะของ “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาแสดงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเตือนสติฝ่ายการเมืองว่าอย่าเพิ่งตีความความเห็นที่ได้มาว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเดินหน้าไปแล้วเกิดการร้องเรียนจนศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงกันข้าม กระบวนการที่ทำไปทั้งหมดอาจจะ “แพ้ฟาว” และสร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่ายได้

ทำไมต้องกังวลว่า “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปจากบทเรียนในอดีต เรื่องการทำประชามติที่เคยขอความเห็นทางกฎหมายมาแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาจริง คำวินิจฉัยกลับแตกต่างจากความเห็นเบื้องต้น ดังนั้น นายกรวีร์จึงเสนอว่า:

  • ควรใช้กรอบคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
  • รัฐสภาไม่ควรเสี่ยงให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหากยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน
  • ทุกฝ่ายควรศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอย

ในฝั่งของพรรคเพื่อไทยเอง สถานการณ์ก็ดูจะมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ฝ่ายหนึ่งก็เกรงว่าจะเกิดประเด็นข้อกฎหมายตามมาในภายหลัง ซึ่งแกนนำพรรคเตรียมประชุมหารือเพื่อวางทิศทางให้ชัดเจนก่อนยื่นร่างแก้ไขต่อประธานสภาฯ ในเดือนกรกฎาคมนี้

หากถามถึงความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ การตั้งธงที่รอบคอบและยึดโยงกับคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันจริง คือหนทางที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงได้โดยไม่มีสะดุด การยึดกฎหมายเป็นที่ตั้งสำคัญกว่าการรีบเร่งเดินหน้าโดยปราศจากความมั่นใจทางกฎหมาย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน ไม่ใช่แค่การร่างใหม่ที่อาจจะตกม้าตายกลางทางครับ

ที่มา – “กรวีร์” ย้ำความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หวั่นซ้ำรอยปม ประชามติ

พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงรัฐสภาไทย นั่นคือ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้เลยทีเดียว หลังจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ยื่นเรื่องขอให้ตีความแล้ว สถานการณ์นี้ทำให้กฎหมายสำคัญชะงักไปก่อน รอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ มาดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะกระทบอะไรต่อการเมืองไทยบ้าง

ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

จากข้อมูลล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ว่า พรุ่งนี้ 12 พฤษภาคม ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะส่งเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามที่ ส.ส. จากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวบรวมรายชื่อยื่นผ่านประธานสภา นายกรวีร์ยืนยันว่า นี่เป็นสิทธิ์ของ ส.ส. ตามกฎหมาย และประธานสภาฯ ยังไม่สามารถบรรจุวาระการพิจารณากฎหมายนี้ได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลก่อน

การเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ พ.ศ. 2567 กฎหมายนี้ถูกเสนอโดยรัฐบาลเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันแพงและปัญหาพลังงานที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.กู้เงิน คืออะไร และทำไมถึงถกเถียง?

พ.ร.ก.กู้เงินนี้มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ไทยกำลังเผชิญ โดยรัฐบาลต้องการกู้เงินจำนวนมากเพื่อ补贴ราคาพลังงาน สนับสนุนโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน แต่ฝ่ายค้านมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการออก พ.ร.ก. ที่ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ และการกู้เงินแบบนี้ถูกต้องตามมาตรา 67 หรือเปล่า

สาเหตุที่ ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก ได้รวบรวม ส.ส. ยื่นผ่านประธานสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรับคำร้องและวินิจฉัยว่าถูกต้อง กฎหมายก็เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าผิด ก็อาจล้มทั้งกระบวนการ สร้างความตึงเครียดในสภา นายกรวีร์มองว่าเป็นกระบวนการปกติที่แสดงถึงการถ่วงดุลอำนาจ

ผลกระทบต่อวาระสภาและกฎหมายอื่นๆ

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม จะมีประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณากฎหมายที่ ครม. ยืนยันกลับมา สัปดาห์หน้าจะบรรจุกฎหมายฟาสต์แทร็ก ซึ่งลดขั้นตอนราชการ เพื่อเร่งโครงการรัฐบาล คาดอาจเข้าวาระ 20 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังกำชับให้ ครม. เข้าประชุมสภา หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เพื่อประสานงานระหว่าง ครม. กับสภา

  • ประชุม ครม. พรรคภูมิใจไทย: ติดตามงานที่ นายกฯ มอบหมาย
  • วาระสภา 15 พ.ค.: พิจารณากฎหมายยืนยันจาก ครม.
  • สัปดาห์หน้า: กฎหมายฟาสต์แทร็ก และกฎหมาย ส.ส.
  • กระทู้ถาม: นายกฯ สั่งให้ตอบในสภา

สถานการณ์ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน นี้ สะท้อนการเมืองไทยที่เข้มข้น ฝ่ายค้านใช้กลไกศาลตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตยที่ดี

ในมุมมองของผม การวินิจฉัยครั้งนี้จะกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานไทย หากผ่านได้ รัฐบาลจะคล่องตัวขึ้น แต่ถ้าตก ก็ต้องหาทางอื่น ลองคิดดูนะครับว่าปัญหาพลังงานจะคลี่คลายเมื่อไหร่ คุณคิดว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่าง ติดตามอัพเดทข่าวการเมืองเพิ่มเติมในบล็อกนี้เลยครับ!

ที่มา – พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน หลัง ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภาไทยกันเลยนะครับ “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล บอกชัดเจนว่าไม่กังวลเลยสักนิดกับแผนของฝ่ายค้านที่กำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) มาเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แถมยังยินดีต้อนรับด้วยซ้ำ ถ้าจะมีข้อเสนอดีๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศ

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองว่า การที่พรรคประชาชนและฝ่ายค้านเตรียมตั้งครม.เงาเป็นสิทธิ์เต็มตัว และเป็นเรื่องดีด้วย เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนแบบเจาะจง รัฐบาลเปิดประตูรับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นายกฯ และครม.พร้อมนำมาปรับใช้ในนโยบายทันที ปัจจุบันยังไม่เห็นครม.เงาทำงานจริง แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น มีอีกช่องทางช่วยให้รัฐบาลทำงานดีกว่าเดิม

ครม.เงาหรือ Shadow Cabinet คืออะไร? สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันคือกลไกของฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แต่งตั้ง “รัฐมนตรีเงา” คอยจับตาดู “รัฐมนตรีจริง” ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อเสนอนโยบายทางเลือกและวิจารณ์จุดอ่อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ ช่วยให้การเมืองมีคุณภาพมากขึ้น

“กรวีร์” ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) นั้น นายกรวีร์บอกว่าต้องหารือกันระหว่างรัฐบาลกับสภา ว่าจะแก้จุดไหนยังไง แต่ตอนนี้รัฐบาลขอโฟกัสปัญหาใหญ่ก่อนเลย คือ ปากท้องประชาชน เพราะไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนัก จากราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ไม่ใช่เวลามาไล่แก้รธน.ให้ช้า รัฐบาลไม่กังวลเรื่องผลประชามติ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าสภาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ถ้าจะไปสู่รธน.ฉบับใหม่ คงได้เห็นกันชัดๆ

  • ปัญหาหลักที่รัฐบาลโฟกัส: เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานสูง
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันแพงจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลกระทบผู้ส่งออกและประชาชน
  • เงินเฟ้อ: ราคาอาหาร ของใช้จ่ายพื้นฐานพุ่ง กระทบปากท้องโดยตรง
  • การฟื้นตัวหลังโควิด: ยังไม่เต็มที่ ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME

ในมุมมองของรัฐบาล การแก้รธน.เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว แต่ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ก่อน ถ้าฝ่ายค้านช่วยเสนอไอเดียแก้ปากท้องแทนการเมืองดึงเวลา ก็น่าจะดีกว่านี้เยอะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าครม.เงาช่วยกันผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ หรือหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและทำตาม

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ เพราะการเมืองไทยมักติดกับดักเรื่องโครงสร้าง แต่ลืมปัญหาเร่งดันอย่างเศรษฐกิจประชาชน ถ้าฝ่ายค้านตั้งครม.เงาแล้วโฟกัสเรื่องจริง ไม่ใช่แค่จับผิด ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ สุดท้ายแล้ว ประชาชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของ “กรวีร์”? ควรแก้รธน.ก่อนหรือแก้ปากท้องด่วน? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ครบ 75 ปี “วราวุธ” ขน ส.ส.อวยพร

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์อบอุ่นใจในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ครบ 75 ปี อย่างเป็นทางการ มีการจัดงานฉลองวันเกิดสุดยิ่งใหญ่ที่อาคารโดมสำนึกรักบ้านเกิด องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 งานนี้ไม่ใช่แค่งานวันเกิดธรรมดา แต่เต็มไปด้วยนักการเมืองชื่อดังมาร่วมอวยพรและแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความเคารพรักและความสัมพันธ์อันยาวนานในวงการ

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ครบ 75 ปี

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล หรือที่ชาวอ่างทองเรียกติดปากว่า “เฮียตือ” เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประวัติยาวนาน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นแกนนำสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนาในอดีต วันเกิดครบ 75 ปีครั้งนี้ มีคนดังมาร่วมงานตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่นำทีม ส.ส.ทั้งจังหวัดมาอวยพรแบบยกทีม นายนิกร จำนง, นายจองชัย เที่ยงธรรม รวมถึงบุตรชายอย่างนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชนชาวอ่างทองจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศคึกคักสุดๆ

สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษคือคำอวยพรจากนายวราวุธ หรือ “ท็อป” ที่รู้สึกเหมือนกลับบ้านเกิด รู้สึกอบอุ่นเหมือนครอบครัว เขายกย่องนายสมศักดิ์ว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ ร่มโพธิ์ร่มไทรของจังหวัดอ่างทอง ที่คอยดูแลทุกคนมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะนึกถึงสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา บิดาของตัวเอง ที่ไม่เคยขาดนายสมศักดิ์เคียงข้างเสมอ วราวุธยังลั่นว่าอยากเรียนรู้วิชาการเมืองจากมรดกที่นายบรรหารฝากไว้กับนายสมศักดิ์ เพื่อนำไปพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทองให้เติบโตคู่กันต่อไป ก่อนจะนำทุกคนร้องเพลง Happy Birthday สร้างความประทับใจให้เฮียตือสุดๆ

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ครบ 75 ปี ยกสุพรรณบุรีเป็นแบบอย่าง

ทางด้านนายสมศักดิ์เองก็ขอบคุณทุกคน โดยเฉพาะทีมสุพรรณบุรีที่มากันครบทีม รู้สึกเหมือนประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปสมัยเก่า เขาพูดถึงการนำพรรคชาติไทยกลับมา แม้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ครบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังอุ่นใจที่มีพรรคและพวกพ้องอยู่ นายสมศักดิ์ย้ำสำคัญว่าฝ่ายการเมืองกับข้าราชการต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน โดยยกจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นตัวอย่างชั้นนำ ที่นักการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันจนพัฒนาจังหวัดได้อย่างเห็นผลชัดเจน วันนี้เขาจะนำแนวทางนี้มาทำที่อ่างทองให้สำเร็จเช่นกัน

นอกจากนี้ยังขอบคุณนายบรรหารและครอบครัวศิลปอาชาที่สนับสนุนมาตลอด จะส่งต่อให้รุ่นลูก รวมถึงขอบคุณประชาชนทุกกลุ่มที่คอยช่วยเหลือ และยังติดตลกเรื่องข่าว “เสี่ยตืออ่างทอง” กักตุนน้ำมัน โดยยืนยันว่าเป็น “เฮียตือคอสโม” ตามที่บุตรชายและนายรังสิมันต์ โรม ชี้แจง ขอบคุณทุกคนที่โทรมาห่วงใย

  • นักการเมืองสำคัญที่มาร่วม: นายวราวุธ ศิลปอาชา, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
  • ส.ส.พรรคภูมิใจไทยสุพรรณบุรีทั้งทีม
  • นายนิกร จำนง, นายจองชัย เที่ยงธรรม
  • ประชาชนและกลุ่มท้องถิ่นต่างๆ

เหตุการณ์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ครบ 75 ปี ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการฉลองวันเกิด แต่ยังแสดงถึงความสามัคคีข้ามรุ่น ข้ามพรรคการเมือง โดยเฉพาะความผูกพันระหว่างอ่างทอง-สุพรรณบุรี ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ซึ่งจากไปครบ 10 ปีแล้ว แต่ legacy ยังคงอยู่ นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่เน้นพัฒนาท้องถิ่นและความสัมพันธ์อันดี

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกให้วงการการเมืองไทย ที่นักการเมืองรุ่นเก่ารุ่นหน้ายังเคารพซึ่งกันและกัน สามารถรวมพลังพัฒนาประเทศได้ หากนำแบบอย่างสุพรรณบุรีมาปรับใช้ทั่วประเทศ ก็น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์บอกกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมืองท้องถิ่นนะครับ

ที่มา – “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ครบ 75 ปี ยก “บรรหาร” เป็นแบบอย่าง “วราวุธ” ขน สส. อวยพร

“กรวีร์” เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาโควตาน้ำมัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ คนเลย นั่นคือ ปัญหาโควตาน้ำมัน ที่ทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งต้องปิดรับลูกค้าหลายวันแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนหนักมาก เพราะน้ำมันเติมไม่ได้ รถสตาร์ทไม่ติด ไปไหนมาไหนลำบากสุดๆ

กรวีร์ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาโควตาน้ำมัน

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน รีบแก้ปัญหานี้ให้ทันท่วงที หลังจากที่เขาได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันจริงๆ ได้ยินปัญหาตรงจากปากเจ้าของปั๊ม โควตาน้ำมันที่กำหนดไว้เดือนละ 120,000 ลิตร ซึ่งปกติเพียงพอ แต่ตอนนี้หมดเกลี้ยงตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) แล้ว กว่าจะได้รอบใหม่ต้องรอถึง 1 เมษายน

ลองคิดดูสิครับ แล้วอีกเกือบ 10 วันเจ้าของปั๊มจะเอาอะไรมาขาย? ประชาชนจะเติมน้ำมันที่ไหน? ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก หน้าปั๊มขายหมด แต่คลังไม่มีส่งเพิ่ม ส่งผลให้ทุกคนเดือดร้อนทั้งการเดินทาง การทำมาหลายอย่างหยุดชะงัก

สาเหตุและผลกระทบของปัญหาโควตาน้ำมัน

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉยๆ นะครับ มาจากหลายปัจจัย เช่น ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน สงครามในตะวันออกกลางทำให้อุปทานตึงตัว รัฐบาลมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินด้วยการกำหนดโควตาเพื่อ补贴ราคาให้ถูก แต่โควตาไม่พอตาม demand ที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด ผู้คนใช้รถมากขึ้น ปั๊มเล็กๆ หลายแห่งได้รับผลกระทบหนักเพราะโควตาน้อย

ผลกระทบลามไปถึงทุกภาคส่วน ชาวบ้านต้องขับรถวนหาปั๊มที่มีน้ำมัน รถบรรทุกสินค้าต้องหยุดวิ่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าขึ้นตามมา เศรษฐกิจชะลอตัว นี่คือวิกฤตที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้

แนวทางแก้ไขที่กรวีร์เสนอ

กรวีร์ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาโควตาน้ำมันด้วยมาตรการเร่งด่วนหลายอย่าง ดังนี้

  • เติมน้ำมันเข้าระบบทันที: ผลักดันน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อให้ปั๊มมีของขาย
  • ปรับระบบจัดสรรโควตา: ทำให้การส่งน้ำมันทั่วถึง ไม่ให้ปั๊มใหญ่กินหมด ปั๊มเล็กต้องได้ส่วนแบ่ง
  • ปราบกักตุนและฉวยโอกาส: จัดทีมตรวจสอบตั้งแต่คลัง ต้นทาง กลางทาง ถึงปลายทาง ถ้ามีกักตุนลงโทษหนัก เปิดเผยให้ประชาชนรู้
  • สร้างความเชื่อมั่น: ปล่อยข้อมูลชัดเจน 透明 ว่ามีน้ำมันพอจริง ให้ประชาชนเห็นด้วยตา

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ “ความเชื่อมั่น” ครับ วิกฤตความเชื่อมั่นแก้ยากกว่าวิกฤตน้ำมันหลายเท่า ถ้าประชาชนไม่เชื่อว่ารัฐจัดการได้ ปัญหาก็จะบานปลาย กรวีร์ยังบอกด้วยว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพุธนี้ ทุกพรรคจะหยิบเรื่องนี้มาถกเถียงแน่นอน

ในฐานะบล็อกเกอร์ที่ติดตามข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ ผมเห็นด้วยกับกรวีร์มาก รัฐบาลต้องลงมือจริง ไม่ใช่แค่พูด ควรเพิ่มโควตาชั่วคราว ลดภาษีนำเข้าน้ำมัน หรือเจรจากับผู้ผลิตต่างชาติให้ส่งเพิ่ม นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน

ปัญหาโควตาน้ำมันนี้เป็นบทเรียนว่าระบบจัดการพลังงานของเรายังไม่พร้อมรับมือวิกฤต ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นดอกเบี้ยทบต้น สร้างความไม่พอใจให้ประชาชน ถ้าคุณกำลังเจอปัญหานี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงดังขึ้น รัฐบาลจะได้รีบแก้ไข!

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่ารัฐบาลต้องฟังเสียง ส.ส. อย่างกรวีร์มากขึ้น เพราะเขาลงพื้นที่จริง รู้ปัญหาจริง ทางออกมีแน่นอน ถ้าทำทันเวลา

ที่มา – “กรวีร์” เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาโควตาน้ำมันให้ทันท่วงที หลังหลายปั๊มโควตาหมดหลายวันแล้ว

Scroll to top