กระทรวงการคลัง

นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เริ่ม มิ.ย.

ข่าวดีกำลังมา! นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เผยความคืบหน้าของโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โครงการนี้จะแจกเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และคาดว่าจะเริ่มจ่ายจริงในเดือนมิถุนายนนี้

ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยใช้หาเสียงเลือกตั้ง ครั้งแรกเริ่มต้นเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพียง 4 เดือน แต่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากประชาชน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีเฟสต่อไป ทว่าแล้วการยุบสภาทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก วันนี้รัฐบาลใหม่จึงนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเน้นการช่วยเหลือโดยตรง แทนการแบ่ง 50:50 แบบเดิม

กำหนดการไทยช่วยไทยพลัส เข้าครม. พฤษภาคม

ตามที่ นายกฯ อนุทิน ระบุไว้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ทันเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดรายละเอียดการจ่ายเงิน

  • จ่ายเงินเดือนละ 1,000 บาท
  • รวมทั้งหมด 4 เดือน = 4,000 บาทต่อราย
  • เริ่มเสนอครม. พฤษภาคม 2567
  • เริ่มจ่ายจริง มิถุนายน 2567
  • เน้นช่วยเหลือประชาชนให้เงินไหลเวียนสู่เศรษฐกิจฐานราก

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่าตนพร้อมสนับสนุนโครงการนี้ในหลักการ แต่รายละเอียดการลงทะเบียนและคุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ ควรสอบถามโดยตรงจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น

ประโยชน์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก โดยเงินที่แจกจะไหลเข้าสู่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย จากประสบการณ์โครงการคนละครึ่งเดิมที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ได้อย่างดี ไทยช่วยไทยพลัส จะยิ่งตอบโจทย์มากขึ้นในยุคที่ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประชาชนจำนวนมากต่างรอคอย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน คาดว่าโครงการนี้จะครอบคลุมผู้ที่มีคุณสมบัติคล้ายโครงการคนละครึ่ง เช่น บัตรประชาชนไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป และไม่จำกัดอาชีพ แต่ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ

วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

ยังไม่มีการเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าจะใช้ระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaikhaothai.com หรือแอปพลิเคชันเป๋าตัง เหมือนโครงการก่อนหน้า ผู้สนใจควรเตรียมบัตรประชาชนและสมาร์ทโฟนให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ ติดตามอัพเดทได้ที่เว็บไซต์กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนเชื่อมโยงกับมาตรการอื่นๆ เช่น ลดราคาน้ำมันหรือสินค้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที และหากดำเนินการได้ดี จะเป็นต้นแบบสำหรับมาตรการช่วยเหลือในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใช้เงินอย่างมีสติเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด

เรียกร้องให้คุณ! แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อไม่ให้ใครพลาดสิทธิ์ และติดตามบล็อกของเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุด

ที่มา – นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เข้า ครม. ภายใน พ.ค. นี้ เริ่มจ่ายจริง มิ.ย.

อัปเดตล่าสุดไทยช่วยไทยพลัสลงทะเบียนเป๋าตังพ.ค.69

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีอัปเดตล่าสุดของโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาแจ้งให้ทราบกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ โครงการนี้กำลังจะเปิดลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้แล้ว ใครที่กำลังรอคอยอยู่เตรียมตัวเลย เพราะจะคล้ายกับโครงการคนละครึ่งพลัสเลย ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนชั้นกลางและกลุ่มเปราะบางได้ดีมาก รัฐบาลออกมาตรการนี้เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจหลังวิกฤต โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้แถลงเมื่อ 24 เม.ย. 2569 ว่าตั้งใจเปิดลงทะเบียนพ.ค. และใช้สิทธิได้มิ.ย. ตามนโยบายนายกฯ สภาพ 60:40 รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% คาดจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นายอนุทินยืนยันว่าจะทยอยจ่าย 4 เดือน ไม่ใช่คนละครึ่งแล้วนะครับ

ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้ปรับปรุงจากคนละครึ่งพลัส โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เผยว่าจะเปลี่ยนจาก 50:50 เป็น 60:40 เพื่อให้รัฐช่วยมากขึ้น ส่วนการจ่ายจะก้อนเดียวหรือ 4 เดือนกำลังพิจารณา แต่คุณสมบัติยังใกล้เคียงเดิม ช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านเป๋าตัง เหมือนเดิมทุกประการ ประชาชนทั่วไปใช้ได้ ไม่ต้องรวมกับกลุ่มเปราะบาง

เช็กคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส

มาดูคุณสมบัติกันเลยครับ สำหรับไทยช่วยไทยพลัส ผู้สมัครต้อง:

  • เป็นคนไทย
  • อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  • มีบัตรประชาชน
  • ไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ 1 ต.ค. 2568
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งทุกรอบ

ถ้าตรงเงื่อนไข รีบเตรียมตัวอัปเดตแอปเป๋าตังไว้เลยครับ เพราะจะเปิดลงทะเบียนเร็วๆ นี้

วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสผ่านแอปเป๋าตัง

ขั้นตอนลงทะเบียนง่ายมาก คล้ายคนละครึ่งพลัสเดิม

สำหรับผู้ไม่เคยรับสิทธิคนละครึ่งเฟส 5 (2565):

  1. อัปเดตแอปเป๋าตังล่าสุด เปิด G-Wallet
  2. กดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในแอป
  3. ยอมรับเงื่อนไข ยืนยันลงทะเบียน
  4. รอแจ้งผลในแอปและ SMS ภายใน 3 วัน
  5. เติมเงิน G-Wallet
  6. ใช้สิทธิ 06:00-23:00 น.
  7. เช็กยอดคงเหลือในแอป

สำหรับผู้เคยรับสิทธิคนละครึ่งเฟส 5:

  1. อัปเดตแอป เปิด G-Wallet
  2. กดแบนเนอร์โครงการ
  3. ยอมรับเงื่อนไข
  4. รอแจ้งผล
  5. เติมเงิน
  6. ใช้สิทธิได้ทันที
  7. เช็กประวัติ

วิธียืนยันตัวตนเป๋าตังที่ ATM กรุงไทย

ถ้ายังไม่ได้ยืนยันตัวตน ไปที่ ATM กรุงไทย (สีเทา) ได้เลย

หน้าจอมีปุ่มล่าง:

  1. เลือก “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน”
  2. “บริการยืนยันตัวตน”
  3. รับทราบ
  4. ยินยอม
  5. ถัดไป
  6. เสียบบัตรประชาชน
  7. รอตรวจสอบ
  8. จบรายการ

หน้าจอไม่มีปุ่ม (สัมผัส):

  1. แตะแถบฟ้า
  2. ยืนยันตัวตน / บัตรสวัสดิการ
  3. ยืนยันกรุงไทย
  4. รับทราบ
  5. ยินยอม
  6. เสียบบัตร
  7. รอ
  8. จบ

ทำตามนี้รับรองสำเร็จ 100% ครับ

สรุปแล้ว โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้เป็นข่าวดีมากสำหรับประชาชนที่เดือดร้อนค่าครองชีพ รัฐช่วยเยอะขึ้น 60% ใครสนใจรีบเช็กคุณสมบัติและอัปเดตแอปไว้ อย่าลืมเติมเงิน G-Wallet นะครับ จะได้ใช้สิทธิทันทีที่เปิด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีเยี่ยม แชร์ให้เพื่อนๆ ที่มีสิทธิ์ด้วย!

ที่มา – อัปเดตล่าสุด “ไทยช่วยไทยพลัส” เตรียมเปิดลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” ภายใน พ.ค. 69

คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย เงินช่วย 30 ล้านคน 2,000+ บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ รัฐบาลไทยเค้าประกาศความคืบหน้าโครงการ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ที่กำลังจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนราว 20-30 ล้านคน ให้ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อคน! โห้ย นี่มันแจกจริงจังเลยนะ ใครที่กำลังเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย ห้ามพลาดเด็ดขาด

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมกันเสร็จ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแถลงข่าวทันทีว่า ครม. เห็นชอบยุทธศาสตร์งบประมาณปี 2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และที่สำคัญ เงินที่ประหยัดได้จากงบกลาง จะไม่เก็บไว้เฉยๆ แต่เอาไปโอนใส่โครงการเยียวยาประชาชนเป็นอันดับแรกเลยครับ ภายใต้ชื่อใหญ่ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งครอบคลุมหลายโครงการ เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และที่เราตื่นเต้นที่สุดคือ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของไทยช่วยไทย โดยรวมโครงการจากกระทรวงพาณิชย์ด้วย เช่น ธงฟ้า ธงเขียว รถพุ่มพวง ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น ใครที่เคยได้สิทธิคนละครึ่งรุ่นก่อนๆ น่าจะตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เพราะคราวนี้เงินช่วยเยอะกว่าเดิม!

เงื่อนไขผู้มีสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย

ก่อนจะลงทะเบียน ต้องเช็คตัวเองก่อนนะครับ ว่าเข้าเกณฑ์หรือเปล่า เงื่อนไขมีง่ายๆ ดังนี้:

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งทุกรุ่น (คนละครึ่ง 1-5)

ถ้าตรงทั้งหมด ยินดีด้วยครับ คุณมีสิทธิ์ลุ้นรับเงินช่วยกว่า 2,000 บาทแน่นอน!

วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ผ่านแอปเป๋าตัง

ลงทะเบียนง่ายมาก แค่ใช้แอปเป๋าตังที่เราคุ้นเคยกันดี ขั้นตอนละเอียดดังนี้ครับ:

  1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังจาก App Store หรือ Google Play
  2. เปิดแอปและให้ความยินยอมจัดการข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน
  3. เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปหน้าบัตร
  4. กรอกเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรเพื่อรับ OTP
  5. ใส่ OTP 6 หลักที่ส่งมา
  6. เลือกวิธียืนยันตัวตน

กรณียืนยันด้วย Krungthai NEXT

ถ้ามีบัญชี Krungthai NEXT อยู่แล้ว สะดวกสุด:

  • เข้าสู่ระบบ Krungthai NEXT ด้วย PIN
  • กดดำเนินการในเป๋าตัง
  • กรอก OTP จาก Krungthai NEXT
  • ตั้งรหัส PIN ใหม่และยืนยัน

กรณียืนยันด้วยการสแกนใบหน้า

หรือใช้วิธีสแกนหน้า:

  • เตรียมสแกนใบหน้า (ข้ามได้ถ้ากล้องเสีย)
  • ตั้งและยืนยัน PIN
  • เปิดใช้งานสแกนหน้า/ลายนิ้วมือ
  • ยอมรับเงื่อนไข
  • รอระบบตรวจสอบ จะเห็น “กำลังตรวจสอบข้อมูล” แล้วก็สำเร็จ!

หลังยืนยันตัวตนแล้ว ก็รอวันที่รัฐบาลประกาศ กดลงทะเบียนรับสิทธิได้ตั้งแต่ 06.00-22.00 น. ผลจะแจ้งในแอปเป๋าตังเลยครับ ง่ายเวอร์!

นอกจากนี้ โครงการ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ยังช่วยให้เงินไหลเวียนในชุมชน ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ถ้าลงทะเบียนสำเร็จ ก็เอาเงินไปซื้อของกินของใช้ ช่วยร้านค้าปลีกรายย่อยด้วยนะ

ส่วนตัวผมคิดว่าโครงการนี้เจ๋งมาก เพราะครอบคลุมคนจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เศรษฐกิจหมุนได้ รีบเตรียมตัวลงทะเบียนกันเลยครับ อย่าลืมอัปเดตแอปและเช็คเงื่อนไขให้ดี จะได้ไม่พลาดสิทธิ์สำคัญนี้!

ที่มา – “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย” ให้ผู้มีสิทธิราว 30 ล้านคน รับเงินช่วยมากกว่า 2,000 บาท

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีคำสั่งสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้แบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ในที่ประชุมครม. วันนั้น ไม่ได้มีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นพิธีการหลัก แต่ช่วงท้ายการประชุม นายกฯ ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมกรณีที่วิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก

นายเอกนิติเองก็แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าการดำเนินการแบบนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกกำลังโกลาหล ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การขาดแคลนพลังงาน หรือปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ลามมาถึงไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองไว้ให้พร้อม

ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียม พ.ร.ก.กู้เงินตอนนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่านายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้จริงหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้า ถ้าวิกฤตรุนแรงขึ้น จะได้ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลใหม่ เพดานหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ถ้าขยายจะช่วยให้มีช่องว่างในการกู้เงินมาช่วยเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุน สนับสนุน SME หรือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

บริบทวิกฤตที่เป็นตัวเร่งให้เกิดคำสั่งนี้

วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน สงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายหนัก ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลจะได้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านมาช่วยเหลือตรงจุด เช่น:

  • อุดหนุนราคาพลังงานให้ประชาชน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
  • ลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อรับมือ climate change

นอกจากเรื่องกู้เงินแล้ว นายกฯ ยังกำชับให้ตรวจสอบคุณสมบัติข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบตำแหน่งที่ปรึกษาแบบนี้ด้วยนะครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใส

ผลกระทบที่คาดหวังและความเสี่ยง

ถ้าออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง จะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มแบบรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ถ้าไม่บริหารจัดการดีๆ เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง การเตรียมแผนแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมผม มันแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่คิดเผื่ออนาคต

สรุปแล้ว คำสั่งนายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ถือเป็นก้าวเชิงรุกที่ชาญฉลาดในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ รัฐบาลกำลังวางหมากไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์ คุณล่ะครับ คิดว่ารัฐบาลควรกู้เงินตอนนี้เลยไหม หรือรอดูอาการก่อน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ แบบนี้ต่อไป!

นี่คือ insight สำคัญ: การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา – นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ รับมือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

สว. แจงขึ้น VAT 10% ขั้นบันได ถอนรายงานแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดมีข่าวว่าถอนรายงานออกแล้ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มาฟังกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได

นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา ถึงกระแสข่าวที่ว่าสว. เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รายงานฉบับนี้เป็นผลการศึกษาทางวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินดำเนินการ โดยโจทย์หลักคือการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา

รัฐบาลต้องหาเงินมาจากไหนเพื่อดูแลประชาชนให้กินดีอยู่ดี? รายงานนี้จึงศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต เพื่อหาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่มีเจตนาสร้างภาระให้ประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแน่นอนครับ

รายละเอียดข้อเสนอ: ขึ้นแบบขั้นบันไดและคุ้มครองคนจน

สำหรับข้อเสนอจริงๆ ไม่ใช่ขึ้นเป็น 10% ทันที แต่ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได โดยปรับขึ้นปีละ 1% ติดต่อกัน 2-3 ปี และมีหลักเกณฑ์ชัดเจนคุ้มครองผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยเก็บ VAT 7% อยู่ในอันดับเกือบท้ายอาเซียน สูงกว่าพม่าที่ 5% เท่านั้น ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ 9% มาเลเซีย 6-10% อินโดนีเซีย 11% เวียดนาม 10% และฟิลิปปินส์ 12% นำเงินไปพัฒนาสวัสดิการประชาชน

เปรียบเทียบอัตราภาษี VAT ในอาเซียน

  • ไทย: 7%
  • เมียนมา: 5%
  • สิงคโปร์: 9%
  • มาเลเซีย: 6%
  • อินโดนีเซีย: 11%
  • เวียดนาม: 10%
  • ฟิลิปปินส์: 12%
  • ลาว: 10%

จากข้อมูลเห็นชัดว่าไทยเก็บ VAT ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หากปรับขึ้นแบบมีระบบ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเพื่อสวัสดิการยั่งยืน โดยยึดหลัก “ภาษีคนรวยช่วยคนจน” สร้างความเสมอภาคในสังคม

ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

ประธานกมธ. ยอมรับว่าจังหวะเวลาที่รายงานเข้าที่ประชุมไม่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว บวกกับสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความตระหนก ตนเองยังตกใจเมื่อเห็นข่าว “สว. ชงขึ้น VAT 10% ทันที” ซึ่งไม่ใช่ความจริง เมื่อพิจารณาแล้ว จึงขอถอนรายงานออกก่อน ไม่ใช่กลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง ไม่ให้โยงการเมืองหรือเงินกู้รัฐบาล

หลังจากนี้ จะสั่งให้ฝ่ายเลขานุการทำสรุป PowerPoint เข้าใจง่าย ชี้แจงสื่อและประชาชนอีกครั้งครับ

ภาษี VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการทุกประเภท เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ ปัจจุบันไทยได้ VAT ประมาณ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี หากขึ้น 1% อาจได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้าน ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงจากสวัสดิการ แต่ต้องระวังผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ทางเลือกอื่นๆ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก หรือภาษีทุน ก็เป็นไปได้ แต่ VAT เก็บง่ายและครอบคลุมกว้าง ในหลายประเทศที่สวัสดิการดีอย่างสวีเดนหรือเดนมาร์ก VAT สูงถึง 25% แต่มีระบบช่วยเหลือแข็งแกร่ง

สำหรับประเทศไทย สวัสดิการกำลังขยายตัว ผู้สูงอายุเพิ่ม 30 ล้านคนใน 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 4 แสนล้านบาทต่อปี การศึกษาฟรี 30 บาทรักษาทุกโรค ถ้าจะยั่งยืนต้องมีแหล่งเงินมั่นคง

แม้ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได จะถอนไป แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐต้องวางแผนภาษีระยะยาว ผมคิดว่าถ้าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คุ้มครองคนจน และนำเงินไปใช้ถูกจุด ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี คุณล่ะคิดยังไง?

ความเห็นส่วนตัว: การขึ้นภาษีไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ถ้าสร้างสวัสดิการที่คุ้มค่า สังคมไทยจะก้าวหน้าและเท่าเทียมมากขึ้น

เรียกให้คุณ行动: แสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลยครับ ว่าคุณเห็นด้วยกับการขึ้น VAT ขั้นบันไดหรือไม่? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจประเด็นนี้ให้ตรงกัน!

ที่มา – สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ เป็นข่าวที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะประชาชนที่หวังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจากรัฐบาล ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

โครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นมาตรการยอดนิยมจากเฟสก่อนหน้า ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยรัฐช่วยแบ่งเบาภาระส่วนหนึ่ง ยังคงเป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เช่นเดียวกับโครงการ รถเก่าแลกรถใหม่ ที่มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือก เพื่อลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

นายภราดร ชี้แจงว่า สัปดาห์นี้ทั้งสองโครงการยังไม่เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากยังไม่มีวาระประชุมครม.เศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพิ่งกลับจากปฏิบัติราชการต่างประเทศ ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมออกไป สำหรับโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ กระทรวงการคลังกำลังตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเสนอ

เหตุผลที่ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

ไม่ใช่เพราะปัญหางบประมาณขาดแคลนอย่างที่หลายคนกังวล นายภราดรยืนยันว่ารัฐบาลมีช่องทางบริหารจัดการได้แน่นอน เช่น การออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ หรือใช้เงินงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ซึ่งจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการดูแลค่าไฟฟ้าให้กลุ่มเปราะบาง โดยจะปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ผู้ใช้ไฟน้อย (ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย) จะได้รับการบรรเทาภาระ คาดเริ่มเดือนมิถุนายน 2569 หลังมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยกระตุ้นการบริโภค สร้างรายได้ให้ร้านค้าชุมชน
  • รถเก่าแลกรถใหม่: สนับสนุน EV ลดคาร์บอน สอดคล้องนโยบายพลังงานสะอาด
  • ปรับค่าไฟบันได: ช่วยผู้มีรายได้น้อยให้ยั่งยืน

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งรัดทุกขั้นตอน แม้จะเลื่อนประชุม แต่ไม่ปล่อยให้ล่าช้า โครงการ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ จึงเป็นแค่การปรับเวลาชั่วคราวเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานสะอาดกลายเป็นเทรนด์โลก หากคุณกำลังรอคอย สามารถติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

“ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมากวักมือเรียกสื่อมวลชนชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากคำพูดของเขาถูกตัดตอนจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 08.57 น. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารในวงการการเมืองไทยที่มักถูกบิดเบือน

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

นายปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการกวักมือเรียกสื่อ เพื่อเคลียร์ปมที่เกิดจากคำถามของนักข่าวเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขายืนยันว่า ตนตอบแค่ข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ในกรณีจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำจริง แต่ถูกตัดตอนจนดูเหมือนเขาสนับสนุนเต็มตัว

“สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ผมตอบว่าทำได้ตามกฎหมาย แล้วนักข่าวถามต่อว่าจะกู้ค้ำประกันกองทุนน้ำมันได้ไหม ผมก็บอกว่าทำได้ แต่เรื่องไปถึงไหนต้องถามกระทรวงการคลัง” นายปกรณ์อธิบายอย่างละเอียด พร้อมโวยว่าถูกตัดตอนคำพูด ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนัก “กลายเป็นว่าผมไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ด้วยข้อกฎหมาย

รองนายกฯ ฝั่งกฎหมายคนนี้ ย้ำชัดว่า ตนแค่ให้ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การเมืองอาชีพ เขายินดีอธิบายรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญ แต่ขออย่าถามประเด็นการเมืองที่ต้องรอ ครม. และพรรคร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเผยว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และเหตุผลที่ผู้นำไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะกลัวถูกตัดตอนเหมือนกัน

  • มาตรา 172 รัฐธรรมนูญ: อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีออกพ.ร.ก.เมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน
  • ตัวเลข 5 แสนล้าน: มาจากคำถามนำของสื่อ ปกรณ์ย้ำว่าไม่รู้รายละเอียด ต้องถามกระทรวงการคลัง
  • สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีแผนชัดเจน ต้องคุยกันหลายฝ่ายก่อน
  • ริสแบนด์สีเหลือง: สัญลักษณ์ “Better Regulation for Better Life” แสดงเจตนาทำเพื่อประชาชน

นายปกรณ์ พ้อว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเล่ากฎหมายให้ฟังกลายเป็นประเด็นปัญหา” และขอร้องอย่าทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องประคองบ้านเมืองไปข้างหน้า แทนที่จะทะเลาะกันเรื่องเข้าใจผิด

บริบทของเรื่องนี้มาจากปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดดุลหนัก จากราคาน้ำมันผันผวนและการชดเชยราคาให้ประชาชน ซึ่งอาจต้องใช้เงินกู้จำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน รัฐบาลจึงพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายอย่างพ.ร.ก. แต่ต้องวางแผนระยะยาว คิดถึงกำลังชำระหนี้ และผลกระทบต่อประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่ตัดสินใจปุบปับ

หลังชี้แจงเสร็จ นายปกรณ์ยกมือไหว้สื่อ ขออภัยหากดูดุ แต่เน้นย้ำว่าต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อถามย้ำตัวเลข 5 แสนล้าน เขาถามกลับว่าใครถามก่อน แล้วย้ำว่าเป็นคำถามนำ และตนหัวเราะตอนนั้น เปิดเทปดูได้

เหตุการณ์ ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นี้ สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สังคมควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าผู้บริหารอย่างปกรณ์ที่เน้นกฎหมายและเหตุผล สามารถช่วยคลายปมได้ หากสื่อนำเสนอครบถ้วน การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น คุณลองคิดดูสิ หากทุกฝ่ายสื่อสารโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงดราม่าแบบนี้ได้มากแค่ไหน? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์ความเห็นของคุณเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินนี้ได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวยถูกตัดตอนคำ แจงแค่ตอบข้อกฎหมาย

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เพดานหนี้ 70% เป็น 75%

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังจับตามอง 움직ไหวล่าสุดของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงท่าทีเห็นด้วยชัดเจน ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมงบประมาณปี 2570 ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยก่อนเริ่มประชุม นายกฯ ยังคงยิ้มแย้มและทำท่ารูดซิปปากเมื่อสื่อถามถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ต่อมา เวลา 11.06 น. ขณะเดินทางไปท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง สื่อมวลชนสอบถามถึงข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของ GDP เป็น 75% นายกรัฐมนตรีหยุดฟังและพยักหน้ารับอย่างชัดเจน ก่อนเดินเข้าห้องรับรองเพื่อบินลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งท่าทีนี้ตีความได้ว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

เพดานหนี้สาธารณะคืออะไร และทำไมต้องขยาย?

เพดานหนี้สาธารณะถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2566 ที่จำกัดไม่ให้เกิน 70% ของ GDP เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง แต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ฟื้นตัวช้า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลต้องการพื้นที่งบประมาณเพิ่มเติม การขยายเป็น 75% จะช่วยให้สามารถกู้เงินได้อีกประมาณ 5% ของ GDP ซึ่งเท่ากับหลายแสนล้านบาท

  • ข้อดี: เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ส่งเสริมการเติบโต GDP
  • ข้อเสีย: เสี่ยงหนี้สินพอกพูน ดอกเบี้ยสูงขึ้น ภาระรุ่นหลัง
  • ตัวอย่างประเทศอื่น: ญี่ปุ่นหนี้เกิน 200% แต่เศรษฐกิจมั่นคง สิงคโปร์ควบคุมต่ำ 50%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชน

หาก “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ได้รับอนุมัติ จะช่วยให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี 2570 ได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยฟื้นฟูหลังโควิด-19 เช่น การท่องเที่ยว การเกษตรดิจิทัล และพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่าต้องควบคุมการใช้จ่ายให้ดี มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ในมุมปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่นายกฯ จะลงพื้นที่เชียงใหม่ พบว่าปีนี้ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า สาเหตุหลักจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รัฐบาลต้องเร่งมาตรการทั้งระยะสั้น เช่น แจกหน้ากากอนามัย และระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน

มุมมองอนาคต: รัฐบาลอนุทินจะจัดการอย่างไร?

การตัดสินใจขยายเพดานหนี้ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับรัฐบาลอนุทิน หากบริหารจัดการได้ดี จะช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง แต่หากพลาดพลั้ง อาจกลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะ คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

สุดท้าย การขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะอาจเป็นกุญแจสู่การฟื้นตัว แต่ต้องอาศัยความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

Scroll to top