กระทรวงคมนาคม

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ!

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตกันอีกแล้ว เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากกระทรวงคมนาคม หลายคนคงกำลังรอคอยอยู่ว่าจะมีการช่วยเหลืออะไรบ้างในการเดินทางของเรา วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดที่น่าสนใจกันครับ

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพประชาชน ในการเดินทางทั้งระบบ

เมื่อวันที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิรพันธุ์วานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงคมนาคม และเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ โดยมีข้าราชการและหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ท่านรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเร่งด่วนภายใน 4 เดือน ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ เพราะระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ กระทรวงคมนาคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ทุกหน่วยงานจะต้องเร่งผลักดันโครงการต่างๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

นโยบายเร่งด่วน: ลดค่าครองชีพในการเดินทาง

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ทุกคนจะได้เห็นภายใน 4 เดือนนี้ คือ นโยบายคมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ ที่จะดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบของแพ็กเกจมาตรการลดค่าครองชีพด้านคมนาคมขนส่งอย่างครบวงจร

  • ค่ารถไฟฟ้า: อาจมีการขยายมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ไม่เฉพาะแค่สายสีแดงและสายสีม่วง แต่อาจรวมถึงสายอื่นๆ ด้วย
  • ค่าทางด่วน: เตรียมพิจารณามาตรการลดค่าผ่านทางพิเศษหรือทางด่วน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • ค่าโดยสาร: พิจารณาลดค่าโดยสารรถโดยสาร ขสมก. และค่าเรือโดยสาร

มาตรการเหล่านี้อยู่ระหว่างการหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงรายละเอียดร่วมกันในการแถลงนโยบายของรัฐบาล คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมและมีการประกาศใช้อย่างชัดเจนภายในสองสัปดาห์หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องทำคืออดใจรอฟังข่าวดีที่จะประกาศออกมา และเตรียมตัวใช้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนทุกคน และเราหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างแท้จริง

เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “คมนาคม” เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพประชาชน ในการเดินทางทั้งระบบ

กรวีร์ชี้ ถนนทรุดต้องรอนายกฯ อนุทิน ตรวจสอบ

จากกรณีถนนทรุดที่เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์ถนนทรุดดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น และต้องรอให้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ลงพื้นที่สำรวจก่อนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีถนนสามเสนทรุด บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมและกรุงเทพมหานคร ต้องเข้ามาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในมุมของประชาชนนั้นเกิดความไม่สบายใจอย่างมาก หลังจากที่เคยเห็นเหตุการณ์ถนนพระราม 2 ทรุดมาก่อนแล้ว และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีกในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะเดียวกัน สาเหตุของถนนทรุดในครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ในมุมมองของประชาชนทั่วไป เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะต้องมีมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง และควรมีมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวดอยู่แล้ว

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน และยังสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง” นายกรวีร์กล่าว

ส่วนประเด็นที่ว่า จะต้องมีการทบทวนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ หรือไม่ เนื่องจากระบบชั้นดินของกรุงเทพฯ เริ่มมีปัญหา นายกรวีร์ กล่าวว่า หากเป็นถนนของกระทรวงคมนาคม พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร หรือของกระทรวงมหาดไทย จะต้องมีการสำรวจกรณีอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย หากเป็นปัญหาโครงสร้างดิน จะต้องพิจารณาว่าในอนาคต การก่อสร้างโครงการลักษณะนี้ จะมีการกำหนดมาตรฐานต่างๆ เพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอย่างสูงสุด ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะได้รับทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

กรวีร์ชี้ ถนนทรุดต้องรอนายกฯ อนุทิน ตรวจสอบ

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาถนนทรุด

นายกรวีร์ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาถนนทรุด ว่า ผู้รับเหมาจะต้องหาวิธีการและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบและดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและแข็งแรง

ความสำคัญของการตรวจสอบพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง

“การตรวจสอบสภาพชั้นดินและโครงสร้างพื้นฐานก่อนการก่อสร้างใดๆ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายกรวีร์กล่าวเสริม

ปัญหาถนนทรุดที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

  • ตรวจสอบสภาพชั้นดินอย่างละเอียดก่อนการก่อสร้าง
  • กำหนดมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวด
  • ดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
  • มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่ากรุงเทพมหานครและประเทศไทยของเรา จะเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวและการป้องกันอนาคตถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการส่งเสริมความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน จะช่วยลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาถนนทรุดได้

ที่มา – “กรวีร์” ชี้ เรื่องถนนทรุด ต้องรอนายกฯ “อนุทิน” ลงพื้นที่สำรวจก่อน

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

“พิพัฒน์” ยืนยันหลังรับตำแหน่ง จะจับมือกับ “มท.1” เร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดู

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะเร่งหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้เกิดความกระจ่างแก่ประชาชนทั้งประเทศ

นายพิพัฒน์ระบุว่า ยิ่งพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้ง 2 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็ยิ่งต้องเร่งพิสูจน์ให้สังคมหายคาใจ โดยจะเริ่มจากการหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมที่ดินเพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนที่สุด หากสามารถฟ้องร้องเป็นรายแปลงได้ก็จะดำเนินการทันที เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ยอมรับว่าในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นทั้งหมดได้ แต่ยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมเน้นย้ำในตอนท้ายว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” และจะทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อความสบายใจของคนไทย.

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

คดีเขากระโดงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดินในบริเวณดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีเขากระโดง

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายืนยันว่าจะเร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้มาโดยตลอด การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีนี้ ทำให้มีความคาดหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การเริ่มต้นด้วยการหารือกับ รฟท. และกรมที่ดิน จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจในรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้าน
  • การฟ้องร้องเป็นรายแปลง: หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การฟ้องร้องเป็นรายแปลงจะเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา
  • ระยะเวลาในการดำเนินการ: แม้ว่าระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่การเริ่มต้นดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎหมาย และจะไม่มีการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนคาดหวังว่าการแก้ไขคดีเขากระโดงจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจและลดความเคลือบแคลงสงสัยที่อาจเกิดขึ้น

บทสรุป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับคดีนี้ และแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” ยันไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง เตรียมจับมือ มท.1 ทำให้กระจ่าง

สุริยะฝากสานต่อ! ถนนพระราม 2 และรถไฟฟ้า 20 บาท

“สุริยะ” ฝากรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่สานต่อสร้างถนนพระราม 2 ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ พ้อเสียดายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายผลักดันมาไกลหากเหลือแค่เข้าการพิจารณาของวุฒิสภา หากไม่สานต่อเปรียบเหมือน “มวยที่ชกมาถึงยก 4 เหลือแค่มวยยก 5” เท่านั้น

ที่กระทรวงคมนาคม เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้เข้ามากราบลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงคมนาคม พร้อมกล่าวลาผู้บริหารข้าราชการกระทรวงคมนาคมที่ได้ร่วมงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งนายสุริยะ ได้กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเกือบ 2 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบราง ที่วางเป้าหมายไว้เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์จากการขนส่งทางบกที่มีราคาสูงมาสู่ระบบราง

นอกจากนี้ยังได้มีการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การแก้ปัญหาความแออัดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่เคยมีคิวยาวเหยียด ก็ได้มีการติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกและประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อเพิ่มช่องทางเข้า-ออก ให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น

แม้หลายโครงการจะมีความคืบหน้า แต่ภารกิจของกระทรวงคมนาคมยังไม่สิ้นสุด อยากฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ให้เข้ามาสานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการถนนพระราม 2 และโครงการทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง M82 ให้แล้วเสร็จ เนื่องจากเส้นทางถนนพระราม 2 มีความสำคัญที่เป็นทางยกระดับในการแก้ปัญหาจราจรติดขัด และเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ พร้อมฝากปลัดกระทรวงคมนาคมให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการติดตามงานอย่างใกล้ชิด

นายสุริยะ ยังได้กล่าวต่อว่า ในส่วนของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น ยอมรับว่าเสียดายเพราะขณะนี้ได้มีการผลักดันกฎหมายมาจนเกือบแล้วเสร็จ พร้อมที่จะใช้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องนี้ก็ต้องให้เป็นอำนาจในการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ ว่าจะสานต่อหรือไม่

ขณะที่ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้กล่าวถึงการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า ถือเป็นนโยบายหลักของกระทรวงและได้ดำเนินการไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของวุฒิสภา โดยมองว่าเปรียบเสมือน “มวยยก 4 ที่เหลือแค่มวยยก 5” ซึ่งหากกฎหมายเหล่านี้ผ่านก็จะสามารถเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลชุดใหม่นำไปใช้สานต่อโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ

ขณะเดียวกัน ยังมีกฎหมายสำคัญที่ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องสามารถปลดล็อกปัญหาที่สะสมมานาน เช่น ร่าง พ.ร.บ. การท่าเรือ ที่ไม่ได้มีการแก้ไขมานานกว่า 71-72 ปี ซึ่งผ่านการพิจารณาหลักการของวุฒิสภาแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ (SEC) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน และร่าง พ.ร.บ. กำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไป

สุริยะฝากสานต่อ ถนนพระราม 2 และรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมก่อนที่จะส่งมอบงานให้กับรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ประเด็นที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการถนนพระราม 2 และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก

ความคืบหน้าล่าสุดของถนนพระราม 2

โครงการถนนพระราม 2นั้น ถือเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญในการเดินทางสู่ภาคใต้ การพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน

อนาคตของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น เป็นนโยบายที่ได้รับการคาดหวังจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น การสานต่อนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

การส่งมอบงานของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การสานต่อโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รอดูว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะสานต่อนโยบายเหล่านี้อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สุริยะ” ฝาก รมว.คมนาคมใหม่ สานต่อถนนพระราม 2 พ้อเสียดายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

สุริยะ สั่งรับมือ “พายุคาจิกิ” ดูแลประชาชน 24 ชม.

จากสถานการณ์ “พายุคาจิกิ” ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการด่วนให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เตรียมพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสุริยะ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจาก “พายุคาจิกิ” จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งให้อำนวยความสะดวกด้านการสัญจรแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ “พายุคาจิกิ”

สุริยะสั่งการด่วนรับมือ “พายุคาจิกิ”

กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทางเสี่ยงบริเวณสายทางที่ได้รับผลกระทบจาก“พายุคาจิกิ” พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยังเน้นย้ำให้รายงานผลการดำเนินงานมายังกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่และเตรียมความพร้อมในการป้องกัน เผชิญเหตุ และฟื้นฟูหลังเกิดภัย เพื่อบรรเทาและแก้ไขสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

เตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” อย่างไร?

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจมีน้ำท่วม
  • เตรียมพร้อมสิ่งของจำเป็นในกรณีฉุกเฉิน เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา
  • หากพบเห็นสถานการณ์ผิดปกติ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

กระทรวงคมนาคมและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ หากมีสถานการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง), สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7, ตำรวจทางหลวง 1193 และสายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146

สถานการณ์ “พายุคาจิกิ” เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ด้วยการเตรียมพร้อมและให้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – “สุริยะ” สั่ง ทล.-ทช. รับมือ “พายุคาจิกิ” เฝ้าระวังน้ำท่วม-ช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่อเลื่อน! เกิดอะไรขึ้น?

“มนพร” เผย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่อแววเลื่อนจาก 1 ต.ค. 68 เหตุต้องรอพิจารณา พ.ร.บ. 3 ฉบับและกฎหมายลูก ชี้ “สายสีแดง-สีม่วง” อาจยุติใช้นโยบาย 20 บาท ใน 30 ก.ย.นี้ หลัง ครม. กำหนดให้ใช้ครบ 8 เส้นทางพร้อมกัน ด้าน “กฤษฎีกา” ตีตกแผนสำรองคมนาคม เสนอของบกลางชดเชยช่วงรอกฎหมาย เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่อแววเลื่อน

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2568 พบว่ามีผู้ลงทะเบียนสำเร็จจำนวนมาก โดยแบ่งเป็นบัตร Rabbit และบัตร EMV

ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 3 ฉบับ เพื่อสนับสนุนมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ระยะที่ 2 ได้แก่

  • ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. (เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ ส.ว.)
  • ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ซึ่งจะต้องจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม” เพื่อชดเชยส่วนต่างรายได้ค่าโดยสาร
  • พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) (อยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร)

นางมนพร กล่าวว่า รัฐบาลพยายามผลักดันให้ประกาศใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 แต่กระบวนการทางสภาอาจล่าช้า ทำให้ต้องขยับวันประกาศใช้ออกไป

ผลกระทบต่อสายสีแดงและสายสีม่วง

หากมีการขยับวันที่ประกาศใช้มาตรการระยะที่ 2 รถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วงที่เปิดใช้มาตรการไปแล้วตั้งแต่ พ.ย. 2566 จะต้องยกเลิกมาตรการ 20 บาทตลอดสายออกไปก่อน เนื่องจากมติ ครม. กำหนดให้สายสีม่วงและสีแดงสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ก่อนจะเริ่มมาตรการครบทุกเส้นทางตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป

มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ครอบคลุม 8 สาย ได้แก่ สายสีเขียว, สีทอง, สีเหลือง, สีชมพู, สีน้ำเงิน, สีม่วง, สีแดง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) รวม 13 เส้นทาง รวมระยะทาง 276.84 กม. รวม 194 สถานี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ลดรถยนต์บนถนน ลดอุบัติเหตุ และมลพิษทางอากาศ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า กำลังพิจารณาว่าจะใช้เงินจากกองทุนการรถไฟและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฤษฎีกาตีความว่า กระทรวงคมนาคมไม่สามารถของบกลางมาชดเชยได้ เนื่องจากมองว่ายังไม่เป็นเรื่องเร่งด่วน ทำให้กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 3 ฉบับให้ผ่านโดยเร็ว

การเลื่อนบังคับใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้บริการที่รอคอยนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ที่มา – รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่อแววเลื่อน รอ พ.ร.บ. 3 ฉบับ สายสีแดง-สีม่วง โดนหางเลข

เริ่มแล้ว! ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เตรียมตัวให้พร้อม! รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ไม่จำกัดสิทธิ โอกาสดีๆ ที่จะช่วยประหยัดค่าเดินทางมาถึงแล้ว!

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปิดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ข่าวดีคือ โครงการนี้ไม่จำกัดสิทธิและจำนวนผู้ลงทะเบียน ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่คุณเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน 13 หลัก และมีบัตรโดยสารที่รองรับการผูกกับระบบเท่านั้นเอง และที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้จะเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 10 สายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ง่ายๆ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

สำหรับใครที่อยากเข้าร่วมโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่ต้องกังวล เพราะขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” บนสมาร์ทโฟนของคุณ (สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android)
  2. เมื่อเปิดแอปฯ แล้ว ให้มองหาเมนู “ลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาท” แล้วกดเข้าไปเลย
  3. กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณให้ถูกต้อง
  4. ผูกบัตรโดยสารที่คุณต้องการใช้สิทธิเข้ากับระบบ โดยบัตรที่รองรับจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

บัตรที่รองรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • บัตร EMV Contactless (Visa, Mastercard และบัตรแมงมุม EMV ของ MRT) สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า MRT และ Airport Rail Link
  • Rabbit Card สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า BTS

เมื่อลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมว่าในการใช้สิทธิทุกครั้ง คุณจะต้องแตะเข้า–ออกด้วยบัตรที่คุณได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น หากคุณใช้บัตรอื่น หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว คุณจะถูกคิดค่าโดยสารตามอัตราปกติ

ข้อควรรู้อีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับการเดินทางต่อเดียวกัน จะมีการกำหนดเวลา 180 นาที หากคุณเปลี่ยนสายระหว่างสถานีภายใน 30 นาที คุณยังสามารถใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ แต่ถ้าหากเกินเวลาที่กำหนด คุณจะถูกคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที ดังนั้น วางแผนการเดินทางของคุณให้ดี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

รองโฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน และคาดการณ์ว่าหลังจากที่เริ่มใช้งานจริง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 1.7 ล้านเที่ยว ซึ่งจากการทดลองให้ใช้บริการฟรีในสายสีแดงและสีม่วงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากถึง 39% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการลดค่าโดยสารในการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร และมลพิษในเมืองได้อีกด้วย

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดีๆ จากรัฐบาล ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น อย่ารอช้า! รีบไปลงทะเบียนกันได้เลย!

ที่มา – เริ่ม 25 ส.ค. ลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

คมนาคมโชว์ผลงาน! **เบิกจ่ายงบปี 68** ทะลุเป้า

คมนาคม โชว์เบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 แล้วกว่า 1.27 แสนล้าน มอเตอร์เวย์ M6 พร้อมวิ่งตลอดเส้นปี 69

กระทรวงคมนาคมเผยผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 เกินเป้าหมาย พร้อมอัปเดตความคืบหน้าโครงการสำคัญ ทั้งมอเตอร์เวย์ M6 และรถไฟทางคู่

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 ว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 สามารถเบิกจ่ายงบประมาณสะสมได้ถึง 127,629.81 ล้านบาท คิดเป็น 60.14% นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางจิระ

ความคืบหน้าโครงการสำคัญ: มอเตอร์เวย์ M6

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยงานโยธาแล้วเสร็จไปแล้ว 98.08% คาดว่าจะสามารถเปิดให้วิ่งได้ตลอดเส้นทางภายในปี 2569 ด้านงานระบบมีความก้าวหน้า 77.75% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีเดียวกัน ส่วนโครงการ Rest Area จำนวน 15 แห่ง อยู่ระหว่างคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน และมีแผนจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2571

งบประมาณปี 2569: เพิ่มขึ้นกว่า 8%

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 265,406.77 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ถึง 20,829.80 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.52% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรในบางพื้นที่ โดยได้มีการศึกษาและวางแผนการจัดการจราจรเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

ในส่วนของการบินพลเรือน ประเทศไทยเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจประเมินจาก ICAO เพื่อยืนยันมาตรฐานด้านการบินและสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 ของกระทรวงคมนาคมเป็นไปในทิศทางที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

เป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานในทุกโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และเพื่อให้โครงการต่างๆ เสร็จสิ้นตามแผนที่กำหนด

ดังนั้น การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 ที่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงความคืบหน้าของโครงการต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – คมนาคม โชว์เบิกจ่ายงบลงทุนปี 68 แล้วกว่า 1.27 แสนล้าน มอเตอร์เวย์ M6 พร้อมวิ่งตลอดเส้นปี 69

OTOP บินได้! ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

“มนพร” สนับสนุนสนามบินในสังกัด ทย. ร่วมมือกับจังหวัด ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน นำร่องใน 6 แห่ง หวังสร้างรายได้ให้ชุมชน คนในท้องถิ่น ตามนโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ใช้พื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบินทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น โดยให้สนามบินเป็นศูนย์กลางชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ร้านค้า OTOP สินค้าท้องถิ่น ตลาดเกษตรอินทรีย์ และศิลปะเพื่อนบ้าน มีพื้นที่ขายสินค้าภายใต้นโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้สนามบินไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ชุมชน และเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด ช่วยให้ชุมชนมีช่องทางขายสินค้าและมีรายได้ ผู้โดยสารได้สัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

นำร่อง 6 สนามบินแล้วกับการผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

ขณะนี้ ทย. ได้เปิดร้านขายสินค้า OTOP นำร่องแล้วใน 6 สนามบิน ได้แก่ นครพนม สกลนคร พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ได้รับผลตอบรับดีจากผู้ประกอบการที่ขยายตลาดสู่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้โดยสารก็ได้เข้าถึงสินค้าท้องถิ่นคุณภาพโดยไม่ต้องไปถึงแหล่งผลิต สินค้าที่นำมาจำหน่ายยังผ่านการคัดเลือกให้เหมาะสมกับการนำขึ้นเครื่องบิน เช่น ขนาดเล็ก พกพาง่าย และมีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ทย. มุ่งมั่นดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยจะหมุนเวียนประเภทสินค้าและร้านค้าภายในสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อกระจายรายได้ นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 สนามบินที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ ชุมพร ลำปาง และขอนแก่น ซึ่งได้ประสานงานกับพัฒนาชุมชนจังหวัดแล้ว ส่วนสนามบินอื่น ๆ จะเร่งดำเนินการต่อไป

การประสานความร่วมมือนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการให้บริการท่าอากาศยานทุกแห่งในสังกัด ทย. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธาน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการให้บริการในท่าอากาศยาน ทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

การผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน การที่สินค้า OTOP ได้ไปวางจำหน่ายในสนามบิน ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย เราหวังว่าโครงการนี้จะขยายผลไปยังสนามบินอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้า OTOP ไทยได้เติบโตและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

ที่มา – ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน หวังสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นำร่องแล้ว 6 แห่ง

Scroll to top