กระทรวงคมนาคม

“พิพัฒน์” เร่งสางปัญหา ไฮสปีด 3 สนามบิน ใน 4 เดือน

“พิพัฒน์” นัดถกอีอีซี – รฟท. 3 พ.ย.นี้ เคาะแนวทางสางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้กรอบรัฐบาล 4 เดือน แม้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ แต่ตั้งเป้าเคลียร์ปัญหาให้มีแนวทางเดินหน้าชัดเจน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขณะนี้ได้กำหนดให้มีการนัดประชุมภายในส่วนของภาครัฐ วันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อนจะมีการนำแนวทางไปเจรจากับเอกชนคู่สัญญาต่อไป อย่างไรก็ตามภายในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ จะพยายามเร่งผลักดันทำในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่จบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปมากที่สุด จะทำให้มีความเคลื่อนไหว มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ตนได้เคยพูดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า เรื่องนี้ต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

โครงการไฮสปีด 3 สนามบิน เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) การเดินหน้าโครงการนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งผลักดันและแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC การประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 พ.ย.นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“พิพัฒน์” เร่งเเก้ปัญหาไฮสปีด 3 สนามบิน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ที่กำลังเป็นที่จับตามอง ถึงการแก้ไขสัญญาเเละปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้สรุปผลภายใน 4 เดือนนี้

ไฮสปีด 3 สนามบิน: ความท้าทายและโอกาส

การแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการหาข้อสรุปภายในระยะเวลา 4 เดือน ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม หากสามารถแก้ไขปัญหาและเดินหน้าโครงการได้สำเร็จ จะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การเดินหน้าโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ การเชื่อมต่อสนามบิน 3 แห่ง จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่ EEC การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” นัดถก EEC-รฟท. สางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ขีดเส้น 4 เดือนจบ

เปิดแล้ว! มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย วิ่งฟรี

เปิดแล้ววันนี้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทดลองวิ่งฟรีระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้

กรมทางหลวง โดยกระทรวงคมนาคม ได้เปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 หรือ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เชื่อมต่อวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย อย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธาน โดยเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อทดลองใช้เส้นทางจริง ในช่วงที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียนจนถึงเอกชัย โดยยังไม่เก็บค่าผ่านทาง ซึ่งเป็นโครงข่ายสำคัญในการเดินทางสู่ภาคใต้

โดยมอเตอร์เวย์สาย M82 ที่พร้อมในการทดลองเปิดให้บริการในครั้งนี้จะเชื่อมต่อกับวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ช่วงต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย มีระยะทางรวม 10.3 กิโลเมตร ประกอบด้วย ส่วนที่ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมทางหลวง 8.3 กิโลเมตร และเป็นส่วนที่ดำเนินการโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกอีกประมาณ 2 กม มีรายละเอียดจุดเข้า-ออก ดังนี้

  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 1 จากทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ให้ชิดซ้ายก่อนถึงต่างระดับบางขุนเทียนประมาณ 2 กม. สังเกตป้าย M82 มุ่งหน้าสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จากนั้น วิ่งออกช่องทางด้านซ้าย ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางของทางด่วนฯ และเข้าสู่ทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 2 จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาออก บริเวณถัดจากห้างบุญถาวร สาขาพระราม 2 จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาเข้าเมือง จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาเข้า ที่วิ่งมาจากมหาชัย หรือเลี้ยวมาจาก ถ.เอกชัย สังเกตป้าย M82 ไปพระประแดง จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 บริเวณหน้าวัดราษฎร์รังสรรค์ จากนั้น วิ่งบนทางยกระดับไปได้ประมาณ 4 กิโลเมตร สังเกตป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง จะเป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าไปดาวคะนอง หรือเลี้ยวซ้ายที่ต่างระดับบางขุนเทียนไปเข้าถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตก เพื่อวิ่งไปบางแคหรือบางปะอินได้
  • หากขับเลยป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง ตรงนี้ วิ่งต่อไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร จะเป็นทางบังคับเลี้ยวไปเข้าทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ที่ต้องเสียค่าผ่านทาง และจะไม่มีจุดให้กลับรถออกมา

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า โครงการมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในการเดินทางจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสู่ภาคใต้ได้ ช่วยลดระยะเวลาเดินทาง และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2

ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะสามารถเปิดทดลองให้บริการได้ตลอดเส้นทางในช่วงกลางปี 2569 รวมทั้งเร่งรัดประมูลการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินทางและขนส่งสู่ภาคใต้ ขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังภาคใต้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ช่วยให้ประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดได้มากทีเดียว อย่าลืมศึกษาเส้นทางและจุดขึ้น-ลงให้ดีก่อนออกเดินทาง

มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

จุดสังเกตสำคัญ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทราบคือ จุดสังเกตสำคัญในการขึ้น-ลงมอเตอร์เวย์ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่พลาดจุดหมายปลายทาง

ที่มา – เปิดแล้ว “มอเตอร์เวย์ M82” บางขุนเทียน-เอกชัย เช็กจุดเข้า-ออก พร้อมทดลองวิ่งฟรี

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

“มัลลิกา” ยืนยันยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ แต่ยอมรับมีการศึกษา “Digital Taxi Meter” เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ พร้อมลุยติดตั้งสติกเกอร์ QR Code แปะข้างรถให้ประชาชนสแกนร้องเรียน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านบริการหรือพบแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร หวังยกระดับแท็กซี่ไทย ตั้งธงบังคับติดครบทุกคันกว่า 6.9 หมื่นคัน เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ เพิ่มบทลงโทษจ่ายค่าปรับ 2 พันบาทและพักใช้ใบขับขี่ทันที

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่ในทุกกรณีในขณะนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยอมรับว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำระบบเทคโนโลยี Digital Taxi Meter เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับแท็กซี่ไทย

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ปัจจุบันมุ่งเน้นที่ระบบความปลอดภัย ความสะดวกและความทันสมัยก่อน ส่วนการประเมินผลเรื่องค่าโดยสาร เช่น ค่า Surcharge จะใช้เวลาพิจารณาและจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดรอบคอบ” นางสาวมัลลิกา กล่าว

นางสาวมัลลิกา กล่าวต่อว่า และเพื่อเป็นการแก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ตนจึงได้สั่งการให้กรมขนส่งทางบก นำระบบคิวอาร์โค้ดร้องเรียน (QR Code) มาใช้ โดยจะเป็นรูปแบบสติกเกอร์แปะข้างรถบริเวณประตูรถข้างนอก หากเรียกแล้วแท็กซี่ปฏิเสธรับก็สามารถสแกนร้องเรียนได้ทันที ซึ่งคิวอาร์โค้ด QR Code จะสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่, เลขที่ใบขับขี่ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในเรื่องความปลอดภัย ความสะดวก ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ติดอยู่ด้านนอกตัวรถแท็กซี่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสแกนและร้องเรียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถร้องเรียนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการปฏิเสธผู้โดยสารได้ด้วย หากรถคันดังกล่าวปฏิเสธการรับผู้โดยสารก่อนขึ้นรถ ข้อมูลนี้จะลิงก์ตรงไปยังกรมฯ โดยระบุขึ้นทะเบียนรถและข้อมูลคนขับได้ทันที

ขณะเดียวกันกรมฯ จะมีการประสานงานกับอู่รถแท็กซี่และสหกรณ์แท็กซี่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 5,000 คัน ให้เข้ามารับสติกเกอร์ไปดำเนินการ ทั้งนี้การติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดจะเปิดโอกาสให้แท็กซี่รายเดิมเข้าร่วมด้วย ส่วนแท็กซี่รายใหม่จะต้องติดตั้งสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดทันที “การบังคับใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ตามแผนกรมฯ จะเริ่มติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดบนตัวรถแท็กซี่ โดยจะเริ่มพร้อมกับการตรวจสภาพรถประจำปี ที่มีการตรวจรถ 2 ครั้งต่อปี ภายในปีนี้ ยืนยันว่ารถแท็กซี่ทุกคันต้องติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อใช้เป็นช่องทางร้องเรียนโดยตรง” นายสรพงศ์ กล่าว

สำหรับบทลงโทษหากรถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนั้น เบื้องต้นกรมฯ จะบังคับใช้บทลงโทษ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยจะมีการบันทึกประวัติ จากนั้นจะนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หากกระทำผิดซ้ำตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือหากเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว สามารถนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตได้ทันที อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีแท็กซี่ที่ให้บริการในระบบประมาณ 69,000 คัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 จำนวนประมาณ 120,000 คัน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

สรุปประเด็นสำคัญคือ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ แต่จะผลักดันการใช้ Digital Taxi Meter เพื่อความเป็นธรรมและยกระดับบริการ

แล้วมาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารและยกระดับบริการได้อย่างไร?

การติดตั้ง QR Code ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนได้ทันทีเมื่อพบปัญหา เช่น แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับ หรือบริการไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ Digital Taxi Meter จะช่วยให้การคิดค่าโดยสารมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

นอกจากเรื่องการควบคุมค่าโดยสารแท็กซี่, การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อจัดการปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการบริการขนส่งสาธารณะในประเทศไทย การมีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและส่งเสริมให้แท็กซี่มีมาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ ความคืบหน้าในการติดตั้ง Digital Taxi Meter และการบังคับใช้มาตรการ QR Code ร้องเรียน ซึ่งจะต้องมีการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างทั่วถึง เพื่อให้ระบบใหม่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากมีการผลักดันนโยบายนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการแท็กซี่ไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้ค่าโดยสารแท็กซี่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

ที่มา – “คมนาคม” ย้ำชัด! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุยทำ Digital Taxi Meter ร้องเรียนบริการ

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน รถทัวร์ร่วมคนละครึ่งพลัส

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน ยกระดับบริการ ดึงผู้โดยสาร รถทัวร์ร่วม “คนละครึ่งพลัส” แน่นอน พร้อมอัพเดทแผนเช่ารถโดยสารใหม่ 311 คัน คาดปี 69 ฟันกำไรในรอบ 7 ปี

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายให้ บขส. เน้นย้ำความปลอดภัย และการดูแลความสะอาดของสถานีขนส่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งสั่งให้ปรับตัวให้เหมือนเอกชน เพื่อยกระดับการให้บริการ ดึงดูดผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่ารถทัวร์จะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างแน่นอน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ บขส. ดำเนินงานและโครงการที่สำคัญ โดยเน้นการให้บริการประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย รวมทั้งการให้บริการเดินรถเชื่อมต่อแบบ Feeder Service ทั้งระบบ ล้อ ราง เรือ และอากาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ

เรื่องความปลอดภัยของพนักงานขับรถก็เป็นสิ่งสำคัญ พนักงานขับรถจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด มีการตรวจปัสสาวะ และแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนนำรถออกให้บริการประชาชน รวมถึงระยะเวลาในการขับรถให้เป็นไปตามที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำหนด พร้อมทั้งจะต้องดูแลความสะอาดของสถานีขนส่งฯ และจุดจอดรถทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บขส. จะต้องปรับตัว และยกระดับการให้บริการให้เสมือนเป็นเอกชน ที่จะต้องดึงดูดผู้โดยสารมาใช้บริการ และสร้างรายได้ให้มากขึ้นด้วย การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชนจึงถือเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นั้น บขส. และรถบริการร่วมเอกชน จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งแรก โดยได้มอบหมายให้ ขบ. ไปดำเนินการรวบรวมผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการทั้งหมด ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้โครงการฯ ตามที่รัฐบาลกำหนด

ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเช่ารถโดยสาร จำนวน 311 คัน มีบริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นคู่สัญญา คาดว่าจะนำรถโดยสารใหม่ให้บริการประชาชนภายในปี 2568 เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง

ขณะนี้ บขส. ได้รับมอบรถโดยสารใหม่มาแล้ว 3 คัน และจะทยอยรับมอบรถโดยสารที่เหลือจนครบ 311 คันภายในเดือนธันวาคม 2568

ในปี 2569 บขส. คาดการณ์ว่าจะมีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 และจะมีกำไรประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมามีกำไรในรอบ 7 ปี ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่วนจำนวนผู้โดยสาร ตั้งเป้าว่าจะมีกว่า 4 ล้านคน

สำหรับรถโดยสารใหม่ที่จะนำมาให้บริการมี 3 มาตรฐาน ได้แก่ รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 VIP (ม.1ก), รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 พิเศษ (ม.1พ) และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 (ม.1ข) ใช้เครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยครบครัน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย

“มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน

รายงานข่าวจาก บขส. ระบุว่า รถโดยสารใหม่จะนำมาให้บริการในทุกเส้นทางทั่วประเทศ เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง ปัจจุบัน บขส. มีรถโดยสารให้บริการทั้งหมด 254 คัน

บขส. ปรับตัวสู้เอกชนตามนโยบาย “มัลลิกา”

การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับบริการขนส่งสาธารณะของไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม

อะไรคือสิ่งที่ บขส. ต้องปรับตัวเพื่อสู้กับเอกชน?

สิ่งสำคัญที่ บขส. ต้องปรับปรุงคือ การให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารมากขึ้น ปรับปรุงเรื่องความสะดวกสบาย ความสะอาด และความปลอดภัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่ “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน และรถทัวร์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะจะทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “มัลลิกา” สั่ง บขส. ปรับตัวสู้เอกชน เผยรถทัวร์ร่วม “คนละครึ่งพลัส” แน่นอน

“คมนาคม” ไฟเขียว! แท็กซี่ขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

“มัลลิกา” ไฟเขียวแท็กซี่มิเตอร์ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสาร ด้านขนส่งทางบก ลั่น! เริ่มได้เดือนธันวาคมนี้

นางมัลลิกา จิระพันธ์ุวาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่ามีแนวคิดที่จะให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วน หรือ รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งการปรับค่าบริการดังกล่าวจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ โดยยังคงเป็นอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 35 บาท แต่เป็นการปรับค่าบริการเท่านั้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารของรถแท็กซี่มิเตอร์ลดลง

“ยอมรับว่า รถแท็กซี่มิเตอร์ไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสารมากว่า 20 ปี ซึ่งนอกจากที่ผ่านมารัฐบาลจะดูแลประชาชนแล้ว การให้ปรับค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในชั่วโมงเร่งด่วนก็เป็นการช่วยรถแท็กซี่อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารมิเตอร์ใหม่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเกรงจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน ขนส่งได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงราคาค่าแท็กซี่มิเตอร์ โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับคำนวณราคา มาจากต้นทุนน้ำมัน แก๊สตามความเป็นจริง”

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) กล่าวว่า การปรับค่าธรรมเนียมการบริการรถแท็กซี่มิเตอร์ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนนั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารลดลง โดยจะเริ่มได้ภายในเดือนธันวาคม 68 นี้ ส่วนการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ใหม่นั้น ทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาไว้ แต่การจะนำมาใช้นั้นจะต้องมีการปรับเป็นดิจิทัลมิเตอร์ก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแท็กซี่และผู้โดยสาร.

การอนุมัติจาก “คมนาคม” ให้แท็กซี่ปรับขึ้นค่าบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจสำหรับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการแท็กซี่เอง การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และช่วยเหลือผู้ขับแท็กซี่ให้มีรายได้ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

การตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาหลายปัจจัย รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของผู้ขับแท็กซี่ที่สูงขึ้น และความต้องการที่จะปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยการปรับขึ้นค่าบริการในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง จะช่วยจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่ให้บริการอย่างเต็มที่

รายละเอียดการปรับขึ้นค่าบริการแท็กซี่

การปรับขึ้นค่าบริการดังกล่าว จะมีผลเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือช่วงที่มีการจราจรติดขัด และช่วงหลังเวลา 21.00 น. โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มประมาณ 10-20 บาทต่อช่วง ซึ่งไม่ใช่การปรับค่าโดยสารปกติที่เริ่มต้น 35 บาท มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่รับผู้โดยสารในเวลาที่การจราจรหนาแน่น และลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าโดยสารแท็กซี่โดยรวมในอนาคต โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ เพื่อให้การคำนวณค่าโดยสารมีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ขับแท็กซี่มากขึ้น

การปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน นี้ จะเริ่มต้นในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ขับแท็กซี่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการก็อาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย และเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ การติดตามผลกระทบของการปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน ในระยะยาว จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

การที่ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในระบบขนส่งสาธารณะ การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน 10-20 บาทต่อช่วง เริ่ม ธ.ค.นี้

“บิ๊กดุลย์” โยน GBC-RBC ถก หลังกัมพูชาไม่รับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองล่าสุด รมช.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือระหว่างไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นชายแดนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยมีการโยนให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามและเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อให้กำลังพลมีไฟฟ้าใช้ และมีการสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่ง รวมถึงการปรับปรุงระบบสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้กำลังพลสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ไทยเสนอ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาชายแดน

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หากกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทย ก็จะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา และ RBC ที่จะหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกในภาพรวม

“บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

การที่กัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้สถานการณ์ชายแดนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนดแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการเจรจาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน

อนาคตของการเจรจา GBC-RBC

การที่ พล.ท.อดุลย์ โยนประเด็นนี้ให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหาทางออกในระดับที่สูงขึ้น โดยหวังว่าการหารือในวงกว้างจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน จำเป็นต้องมีการเจรจาและหารือในระดับที่สูงขึ้นเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • การพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ
  • การดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย นั้น อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าผลการหารือจะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างไรบ้าง

การเจรจาและการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจและพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศได้ในที่สุด

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจและความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน เปิดมอเตอร์เวย์ 3 สาย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องนโยบายใหม่จากอธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการเดินทางในไทยให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนใหม่ ได้ประกาศนโยบายหลัก 9 ด้าน และวาระเร่งด่วน 10 ข้อ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานถนนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้

นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมการพัฒนาความปลอดภัยในงานก่อสร้างและบำรุงรักษา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีแผนเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 กว่า 1.31 แสนล้านบาท โดยโครงการขนาดเล็กกว่า 4,000 รายการ จะลงนามสัญญาภายในไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนโครงการใหญ่ 99 รายการ จะเริ่มประกวดราคาตั้งแต่พฤศจิกายนนี้

9 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. ยกระดับความปลอดภัยก่อสร้าง 2. จัดการอุบัติเหตุทางถนน 3. พัฒนาคุณภาพงานทาง 4. ขยายโครงข่ายทางหลวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5. จัดการทางหลวงมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6. เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ 7. ส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัย 8. พัฒนาบุคลากร 9. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง

เร่งเปิดมอเตอร์เวย์ M81-M6-M82 เพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว

สำหรับวาระเร่งด่วนนั้น เน้นเร่งรัดงบประมาณและก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สายหลัก คือ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (24.6 กม.) จะเปิดบางส่วน 8.3 กม. ในเดือนตุลาคมนี้ และเต็มเส้นในสงกรานต์ปีหน้า M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (196 กม.) เปิดเต็มในปีใหม่ 2569 โดยเริ่มฝั่งเดียวก่อน และ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กม.) เปิดทดลองทุกวันตั้งแต่ตุลาคม

นอกจากนี้ ยังเตรียมประมูล O&M สำหรับ M82 และ Rest Area บน M6 กับ M81 ภายใน 4 เดือน และขับเคลื่อน M8 สายนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ 61 กม. มูลค่า 54,400 ล้านบาท โดยขอ بودجهปี 70 เพื่อเป็นเส้นทางลัดสู่ภาคใต้

  • ยกระดับความปลอดภัยด้วย JSA ในงานก่อสร้าง
  • ปรับปรุงทางข้ามและช่องจักรยานยนต์
  • บำรุงถนนให้ไร้หลุมบ่อและป้ายชัดเจน
  • รับมือน้ำท่วมและฟื้นฟูเส้นทาง
  • อัพเกรด M-Flow เพื่อจราจรคล่องตัว
  • เสริมทักษะบุคลากร
มอเตอร์เวย์

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาเดินทาง แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ หากคุณเป็นนักเดินทางหรือนักธุรกิจ ลองติดตามความคืบหน้าเหล่านี้ เพราะมันจะทำให้การเดินทางในไทยสะดวกขึ้นมาก!

ในมุมมองของผม นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งได้อย่างมหาศาล

ที่มา – อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้

“พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุด

“รองนายกฯ พิพัฒน์” ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล สั่งรฟม. และผู้รับจ้างเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดภายใน 14 วัน และดูแลประชาชนรอบพื้นที่กว่า 100 ครัวเรือน

วันที่ 25 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 16.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ และที่ปรึกษาควบคุมงาน เข้าร่วมให้ข้อมูลและรายงานความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ รฟม. และผู้รับจ้าง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านการจราจรและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรอบ พร้อมกำชับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ ของ รฟม. ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าโครงการมีความปลอดภัย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน โดยอพยพและดูแลครัวเรือนกว่า 100 ครัวเรือนที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุให้เข้าสู่สถานที่ปลอดภัยเรียบร้อย หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หรือสามารถเร่งงานได้เร็วกว่ากำหนด ก็ต้องทำให้เร็วขึ้น แต่จะต้องตรวจสอบความปลอดภัยจนมั่นใจก่อนเปิดใช้งานถนนอีกครั้ง” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ รฟม. และผู้รับจ้างได้เร่งปิดรอยรั่วของดินและน้ำเข้าสถานีรถไฟฟ้า ป้องกันการทรุดตัวเพิ่มเติม และจะเริ่มซ่อมแซมผิวถนนทันทีที่โครงสร้างมีความมั่นคง โดยการคืนสภาพถนนและสาธารณูปโภคจะดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

นายพิพัฒน์ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

“พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดกลางกรุง ภายใน 14 วัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ความคืบหน้าล่าสุดในการเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุด

จากเหตุการณ์ถนนทรุดดังกล่าว นายพิพัฒน์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสั่งการให้ รฟม. และผู้รับจ้างดำเนินการเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจรและชีวิตประจำวันของประชาชน

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้กำชับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต รวมถึงตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องความปลอดภัย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์

จากเหตุการณ์ถนนทรุด ทำให้ประชาชนกว่า 100 ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบ นายพิพัฒน์จึงได้สั่งการให้ดูแลและอพยพประชาชนไปยังสถานที่ปลอดภัย พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน

เหตุการณ์ถนนทรุดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอีกในอนาคต การแก้ไขปัญหารวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรกนั้นสำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – “พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดกลางกรุง ภายใน 14 วัน

รมว.คมนาคมลั่น! ไม่ต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท

“พิพัฒน์” ลั่น ไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่งผล 1 ต.ค. 68 ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดง ในราคาปกติ แม้ว่ารัฐบาลก่อนจะเสนอ ครม. ขยายระยะเวลา 20 บาทจากหมด 30 ก.ย. 68 ไปหมด 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เหตุไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่จะหาวิธีในการลดค่าครองชีพประชาชน แบบครบทุกโหมด “บก-ราง-น้ำ” ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเวลา 08.19 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ได้เดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงคมนาคม หลังจากนั้นมารับมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สายสีแดง อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลชุดก่อนจะเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ขยายระยะเวลามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจากหมดเขต 30 ก.ย. 68 เป็นหมดเขต 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หาแนวทางในการลดค่าครองชีพประชาชนให้ครบทุกโหมดของการเดินทางทั้ง ทางบก ทางราง และ ทางน้ำ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แต่ยอมรับว่าอาจเกิดช่วงสุญญากาศบ้าง

ทั้งนี้ที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ 20 บาทตลอดสายได้เลยนั้น เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 29–30 ก.ย. 68 ทำให้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. นัดแรกอาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าโดยสารจะกลับไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนประกาศนโยบายใหม่ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายที่จะออกมาตรการแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคมอยู่แล้ว แต่ขอเวลา ภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อแบ่งเบาภาระการเดินทางของประชาชน โดยจะครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้หยุดเฉพาะสายสีแดง และ สายสีม่วง รวมถึงรถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อนและรถแอร์, ค่าทางด่วน และอาจรวมถึงการเดินทางทางน้ำ ส่วนการเดินทางทางอากาศและค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ยังไม่อยู่ในแผนพิจารณา คงไม่ได้หยุดแค่สีม่วงกับสีแดง แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด

(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ส่วนแนวคิด “ตั๋วร่วม” หรือค่าโดยสารราคาเดียว เช่น 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาลและประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีตที่สร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเร่งเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ก็ให้เดินหน้าตามปกติ ไม่มีสะดุด แม้ว่ารัฐบาลจะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ แม้ว่าโครงการนี้จะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านก็ตาม ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ก็จะเร่งผลักดันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท”

จากข่าวดังกล่าว รมว.คมนาคม ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงโดยตรง นโยบายนี้เคยเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่เนื่องจากไม่ใช่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ผลกระทบจากยกเลิก รถไฟฟ้า 20 บาท

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท จะส่งผลให้ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงเป็นประจำในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในด้านการเดินทาง

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือ

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาท แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคม ซึ่งอาจครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รถโดยสารประจำทาง ค่าทางด่วน และการเดินทางทางน้ำ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) และโครงการรถไฟทางคู่

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้บริการ แต่รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีแดง-ม่วง เตรียมจ่ายเต็ม

Scroll to top