กระทรวงคมนาคม

ศุภชัยถามเพื่อไทย เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

“ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ ป้ายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ใช้งบอุดหนุนจากไหน หวั่นเอาภาษีคน ตจว. อุ้มคนกรุงฯ หรือไม่ กังขา “สุริยะ” นั่งคมนาคม มานาน ไม่ทำตั้งแต่เป็นรัฐบาล

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตั้งคำถามถึงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏบนป้ายหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะทำทันทีในราคา 20 บาทจริงหรือไม่ เพราะความเป็นจริงแล้ว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นจริง จึงต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายเรื่องราคาค่าโดยสาร มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และพระราชบัญญัติตั๋วร่วม การปรับลดค่าโดยสารจะต้องสอดคล้องกับกรอบกฎหมายดังกล่าว

“คำถามคือ วันนี้หากผู้โดยสารในปัจจุบันต้องจ่ายค่าโดยสาร 30–40 บาท แต่จู่ๆ จะลดฮวบเหลือ 20 บาท แปลว่าที่ผ่านมามีการเก็บค่าโดยสารเกินราคา หรือหากเก็บตามระยะทางถูกต้องอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยที่จะมาทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล จะนำเงินมาอุดหนุนหรือมาจากงบประมาณแผ่นดิน หรือเอามาจากภาษีของคนสุไหงโกลก คนกาญจนบุรี คนเชียงราย หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าหรือไม่ หรือเอาภาษีคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องตอบว่ามีวิธีการอย่างไร ให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศได้สบายใจ ไม่ใช่แค่ขึ้นป้ายหาเสียงแล้วไม่มีคำอธิบายในเมื่อท่านเป็น รมว.คมนาคม ตั้งแต่ตอนแรก ทำไมไม่ทำตอนนั้น ทำไมคิดจะมาทำทันทีตั้งแต่ตอนนี้อีก”

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ประเด็นเรื่องนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิเคราะห์ทางการเมือง ต่างก็ต้องการทราบรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานของนโยบายนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีในต่างจังหวัด

คำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • นโยบายนี้จะเริ่มดำเนินการได้จริงเมื่อไหร่ และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนหรือไม่
  • แหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุนมาจากส่วนใด งบประมาณแผ่นดิน ภาษีประชาชน หรือแหล่งอื่น ๆ
  • จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในต่างจังหวัดอย่างไร
  • นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งมวลชนโดยรวมอย่างไร
  • มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาค่าโดยสารในอนาคตหรือไม่

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พรรคเพื่อไทยควรออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายศุภชัยออกมาตั้งคำถามในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความยั่งยืนและความเป็นธรรมของนโยบายนี้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถตอบคำถามและคลายข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายใด ๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ที่มา – “ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ถามใช้งบอุดหนุนจากไหน

รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเดินหน้าโครงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณ “สถานีกลางบางซื่อ” โดยมีแผนนำร่องในปี 2569 ด้วยการพัฒนาพื้นที่แปลง E เป็นโซนแรก โครงการนี้ทุ่มงบประมาณกว่า 4,500 ล้านบาทเพื่อสร้าง MOT Smart Building หรือ อาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยกล่าวว่า รฟท. ได้อนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA เช่าที่ดินจำนวน 10 แปลงใหญ่ทั่วประเทศ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ให้กับ รฟท.

เป้าหมายหลักของการพัฒนาคือผลประโยชน์ที่ รฟท. จะได้รับต้องไม่น้อยกว่าผลประโยชน์เดิมที่เคยได้รับ ซึ่งเบื้องต้นที่ดินทั้ง 10 แปลงนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินรวม (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ตามราคาประเมินของธนารักษ์กว่า 27,500 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถพัฒนาสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท โดยประกอบไปด้วย:

  1. พื้นที่บางซื่อ แปลง E1 (ที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่) ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 0 งาน 33.6 ตรว.
  2. บริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) ขนาดพื้นที่รวม (ตามขอบเขตใช้ประโยชน์จริง) ประมาณ 46 ไร่ 2 งาน 73.31 ตารางวา
  3. บริเวณย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (มิกซ์ จตุจักร) ขนาดพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ 2 งาน 31.9 ตารางวา
  4. โรงแรมที่บริเวณย่านมักกะสัน ซอยเพชรบุรี 31 (ซอยจารุรัตน์) ขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา
  5. บริเวณย่านพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.) ขนาดพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ 0 งาน 84.3 ตารางวา
  6. บริเวณสถานีศิลาอาสน์ ขนาดพื้นที่ประมาณ 257 ไร่ 0 งาน 73.3 ตารางวา
  7. สนามกอล์ฟหัวหิน และโรงแรมกอล์ฟอินหัวหิน ขนาดพื้นที่ประมาณ 558 ไร่ 2 งาน 60.2 ตารางวา
  8. บริเวณสถานีหาดใหญ่ แปลง B ขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา
  9. บริเวณสถานีแม่น้ำ ขนาดพื้นที่ประมาณ 220 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา
  10. บริเวณแนวเส้นทางสายบางซื่อ – คลองตัน (พื้นที่ RCA โครงการ 3–4–5) ขนาดพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ 0 งาน 66 ตารางวา

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ดินทั้ง 10 แปลงใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติให้ SRTA ดำเนินการนั้น ขณะนี้ SRTA กำลังจัดทำแผนพัฒนาภาพรวมทั้งหมด แต่ยังไม่ได้นำเสนอต่อกระทรวงคมนาคมและ รฟท. อย่างไรก็ตาม มีแผนเบื้องต้นที่จะพัฒนาแปลงแรกที่มีความพร้อมก่อน นั่นคือ ที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ ส่วนของที่ดินแปลง E ซึ่งจะถูกพัฒนาเป็นอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด MOT Smart Building โดยปัจจุบันได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว และมีแผนจะเริ่มพัฒนาในปีงบประมาณ 2569

“ที่ดินแปลง E จะเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงแรกที่จะได้รับการพัฒนาในแผนพัฒนาที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ เนื่องด้วยปัจจุบันพื้นที่มีความพร้อม และจะพัฒนาเป็นที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ โดยกระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2569 ดังนั้นในปีหน้าจะเริ่มดำเนินการทันที ส่วนแปลงอื่นๆ ก็จะต้องรอดูแผนภาพรวมของ SRTA” นายอนันต์กล่าว

สำหรับที่ดินแปลง E ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแปลงพัฒนาย่านสถานีกลางบางซื่อ ติดกับที่ดินเอกชน ทางทิศตะวันออกติดกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทางทิศใต้ติดกับสำนักงานใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และทางทิศตะวันตกติดกับคลองเปรมประชากร โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 138 ไร่

มีความชัดเจนแล้วว่าจะพัฒนาพื้นที่แปลง E1 เป็นอาคารกระทรวงคมนาคม ภายใต้แนวคิด MOT Smart Building ซึ่งจะเป็นอาคารประหยัดพลังงาน รองรับเจ้าหน้าที่และข้าราชการไม่น้อยกว่า 1,200 คน มีพื้นที่ใช้สอยหลักและทางเดินส่วนสำนักงานประมาณ 156,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ส่วนกลาง 30,000 ตารางเมตร และพื้นที่จอดรถยนต์ 62,000 ตารางเมตร รองรับรถยนต์ได้ 1,550 คัน

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2571 ด้วยวงเงินรวม 4,500 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมจะใช้งบประมาณนี้ในการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมทดแทนอาคารเดิมที่ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินนอก เนื่องจากอาคารเดิมมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามและควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับถนนสายวัฒนธรรมราชดำเนินนอก จึงไม่เหมาะสมที่จะต่อเติม ขยาย หรือทุบเพื่อสร้างอาคารใหม่

ตามแผนงาน กระทรวงคมนาคมคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 และก่อสร้างโครงการรฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 ทันที โดยจะอยู่ในพื้นที่ย่านสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในอนาคต คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปีแล้วเสร็จ และสามารถย้ายสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมไปยังพื้นที่ใหม่ได้ราวปี 2571

รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69

ทำไมต้องสร้างตึกใหม่ ก.คมนาคม ที่บางซื่อในปี 69?

เหตุผลหลักในการสร้างตึกใหม่ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ คือ การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมที่ทันสมัยและครบวงจร การรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ในพื้นที่เดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

โครงการ รฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของระบบคมนาคมของประเทศ การมีอาคารที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งาน จะช่วยให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวของภาคคมนาคมในอนาคตได้เป็นอย่างดี

การตัดสินใจของ รฟท. ในการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีกลางบางซื่อและสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทย โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างอาคารที่ทันสมัย แต่ยังเป็นการสร้างศูนย์กลางคมนาคมที่เชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบ และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

โครงการรฟท. ผุดตึกใหม่ ก.คมนาคม บางซื่อ ปี 69 นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการคมนาคมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – รฟท. ลุยพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ นำร่องปี 69 สร้าง “ตึก ก.คมนาคม” แห่งใหม่

พรรคประชาชนค้าน ซื้อคืนรถไฟฟ้าแสนล้าน!

“พรรคประชาชน” คัดค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า ห่วงอาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์ แนะรอรัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงกรณีกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติหลักการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน จำนวน 4 สาย ประกอบด้วย สายสีเขียว สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีน้ำเงิน มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อโอนกิจการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารจัดการรายเดียว โดยสุรเชษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลชั่วคราวเร่งผลักดันเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่และผูกพันงบประมาณมหาศาล อาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่

กังวล 2 เหตุผลหลัก

สุรเชษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนจับตาเรื่องนี้ด้วยความกังวลจาก 2 เหตุผลหลัก

(1) ดีลแสนล้านนี้เอื้อนายทุนใหญ่รถไฟฟ้าหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันสัญญาสัมปทานเป็นลักษณะ PPP Net Cost กล่าวคือเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถและให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ โดยเอกชน “ต้อง” รับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารเอง ซึ่งที่ผ่านมารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ขาดทุนเพราะผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดการณ์ เอกชนจึงอยากขายคืนรัฐอยู่แล้ว เพื่อให้รัฐรับภาระความผิดพลาดจากการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารสูงเกินจริงแทน ขณะที่สายสีเขียว สัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2572 และมีปัญหาคดีความอยู่ที่ ป.ป.ช. ดังนั้น การที่รัฐซื้อคืนรถไฟฟ้านอกจากจะส่อไปในทางเอื้อประโยชน์เรื่องราคาที่เหมาะสมแล้ว อาจเป็นการ “ฟอกขาว” แทนที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ

(2) อย่าจับ “ตั๋วร่วม” เป็นตัวประกัน รัฐบาลอ้างความจำเป็นในการรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ว่าก็เพื่อทำระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) แต่ความจริงแล้วรัฐไม่จำเป็นต้องซื้อคืนรถไฟฟ้าก็ทำระบบตั๋วร่วมได้ทันที เพราะปัจจุบันมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ที่ผ่านสภาไปแล้ว รัฐบาลควรเดินตามแนวทางกฎหมายดังกล่าวและเร่งทำกฎหมายลูกออกมาเพื่อทำให้ตั๋วร่วมเกิดขึ้นจริงโดยรถไฟฟ้าทุกสายต้องเข้าร่วม

ทั้งนี้หลักการ Single Ownership ไม่ได้เป็นเรื่องผิด แต่ไม่ควรทำด้วยการซื้อคืนรถไฟฟ้า เพราะเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่รถไฟฟ้าเจรจากับนักการเมืองเพื่อเปลี่ยนสัญญารัฐและหากินจากราคาส่วนต่าง คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบหากยืนยันจะเดินหน้าเรื่องนี้คือรัฐบาลจะซื้อคืนที่ราคาเท่าไหร่ ทำไมไม่ทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว และดีลใหม่ให้ผลประโยชน์แก่เอกชนอย่างไรบ้าง เพราะหากผลประโยชน์ไม่ดีขึ้น มีหรือที่เอกชนจะยอมเซ็น

“หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว ไม่ใช่หาข้ออ้าง เล็งแต่การหาผลประโยชน์เพิ่มจากการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทาน และเมื่อหมดสัญญาสัมปทานแล้ว ควรเอากลับคืนมาเป็นของรัฐ ไม่ใช่หาเรื่องขยายสัมปทานไปเรื่อย ๆ แบบกรณีสัมปทานทางด่วน”

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่ควรฟันธงเพื่อนับหนึ่งในการซื้อคืนรถไฟฟ้า แต่ควรกางตัวเลขออกสู่สาธารณะเพื่อให้แต่ละพรรคช่วยกันคิดหาทางออก รอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรมเป็นผู้ตัดสินใจ โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ควรให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ให้แต่ละพรรคเสนอทางออก แล้วมาถกเถียงกันผ่านเวทีดีเบต ประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน กำหนดกรอบในการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์

เช่น แต่ละพรรคจะแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร หากจะซื้อคืนรถไฟฟ้าจริงต้องใช้เงินเท่าไหร่ เงินมาจากไหน ทำอย่างไรไม่ให้ต้องเอาเงินจากลูกหลานในอนาคตมาเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ในปัจจุบัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง

พรรคประชาชนค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า

ทำไมพรรคประชาชนถึงคัดค้านการซื้อคืนรถไฟฟ้า?

พรรคประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเร่งรัดดีลซื้อคืนรถไฟฟ้ามูลค่าแสนล้านบาท โดยชี้ให้เห็นถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการดำเนินการครั้งนี้ พรรคประชาชนมองว่าการที่รัฐบาลรักษาการผลักดันโครงการขนาดใหญ่มหาศาลนี้อาจมีวาระซ่อนเร้นและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ พรรคยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการซื้อคืนรถไฟฟ้าเพื่อทำระบบตั๋วร่วม โดยเสนอว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตั๋วร่วมที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อคืนรถไฟฟ้า

สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนควรมาเป็นอันดับแรก การตัดสินใจที่รอบคอบและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้

ที่มา – “พรรคประชาชน” คัดค้าน รัฐบาลเร่งเปิดดีลแสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า แนะรอรัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

“ดร.เอ้” ค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร

“ดร.เอ้” นำผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างทางด่วนอุโมงค์​แยกเกษตร บนเส้นถนนงามวงศ์วาน หวั่นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและการจราจรเป็นอัมพาต ด้านกทพ.แจงยังไม่เคาะรูปแบบ

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยื่นหนังสือคัดค้านมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบทางด่วนบนถนนงามวงศ์วานจากอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางด่วนระดับดิน เนื่องจากผิดหลักทางวิศวกรรมและจะทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายชาครีย์ บำรุงวงศ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เป็นตัวแทนมารับหนังสือคัดค้านดังกล่าว ที่กระทรวงคมนาคม

ดร.เอ้ กล่าวว่าวันนี้ตนในฐานะหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และทีมงานทุกคนของพรรค ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการปรับรูปแบบทางด่วนที่จะสร้างบริเวณอุโมงค์แยกเกษตรและถนนงามวงศ์วานซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โดยยื่นให้แก่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีโอกาสได้พูดคุยกับทางตัวแทนของกระทรวงคมนาคมและตัวแทนของการทางพิเศษและตนและพรรคไทยก้าวใหม่แสดงความกังวลว่าถ้าเกิดดำเนินโครงการนี้ไปแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิ์ในการใช้พื้นที่สาธารณะและยังทำให้เกิดการจราจรติดขัดเป็นวงกว้างในพื้นที่นั้นและพื้นที่ต่อเนื่อง

นอกจากนั้นแล้วยังแสดงข้อมูลให้เห็นว่าทำไมถึงเป็นอันตรายทางด้านวิศวกรรมด้วย ซึ่งต้องขอบคุณผู้ดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมทุกท่านที่ได้รับฟังและรับจดหมายเพื่อดำเนินการต่อไป

นัดหารือผู้ได้รับผลกระทบ

หลังจากนี้ตน ผู้บริหารพรรค และผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ จะลงพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลกับคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ และจะร่วมจัดเสวนาเพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็น กับผู้ได้รับผลกระทบบริเวณโดยรอบ และจะมีการพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพิ่มเติมอีกด้วย โดยการหารือนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00-12.00 น.

กทพ.แจงยังไม่เคาะรูปแบบ

ล่าสุด 10.40 น. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีจะใช้อุโมงค์เกษตร และถนนงามวงศ์วานเป็นทางพิเศษ โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง โดยยังเป็นการศึกษาเบื้องต้น ซึ่งจะต้องศึกษาให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่านี้ อีกทั้งเป็นการอนุมัติในหลักการเบื้องต้นของคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)และที่สำคัญ ในช่วงอุโมงค์เกษตร-เรือนจำคลองเปรม ประชาชนยังคงสามารถใช้ทางได้ฟรี โดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางทั้งนี้ กทพ. จะชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ ให้สาธารณชนทราบโดยเร็วที่สุด

“ดร.เอ้” ค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร

ประเด็นการคัดค้านการสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงความปลอดภัยและผลกระทบด้านการจราจรที่อาจเกิดขึ้น หากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางด่วนจากอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางด่วนระดับดิน

การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะผู้ที่สัญจรผ่านบริเวณนั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้อยู่อาศัยและทำธุรกิจในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้โครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรควรคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศของเราเติบโตไปในทิศทางที่ยั่งยืน

ที่มา – “ดร.เอ้” ยกขบวนคัดค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร ถนนงามวงศ์วาน หวั่นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

พิพัฒน์ยัน! ไม่เก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน

“พิพัฒน์” ปัด “กระทรวงคมนาคม” มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท แยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน ระบุศึกษา 2-3 ปี จ่อแถลงความชัดเจนเดือนนี้

9 ธ.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุม คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนแนวเส้นทางอุโมงค์แยกเกษตร-ถนนงามวงศ์วาน-สะพานพงษ์เพชร มาเป็นทางด่วนเพื่อเชื่อมระบบโครงข่ายด้านตะวันออก ตะวันตก ของ กทม. โดยกำหนดค่าผ่านทางตลอดเส้นทางรวม 30 บาท ว่า ที่วิจารณ์กันตนไม่ทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะจากที่ตนไปดูมติจากที่ประชุมไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาทเลย ฉะนั้น อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือเข้าใจกันไปเอง ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ประเด็นร้อนแรงที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้คือเรื่องของค่าผ่านทางบริเวณแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน ซึ่งมีข่าวลือว่าจะมีการเก็บค่าบริการสูงถึง 30 บาท เรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่สัญจรในเส้นทางดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการเก็บค่าผ่านทาง

จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่มีมติให้เก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานจำนวน 30 บาท ตามที่มีการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ประชาชนได้รับอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข่าวมีการนำเสนอว่าจะเก็บค่าทางด่วนบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 บาท นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเป็นข้อเท็จจริงตรงนั้น ย้ำว่า มติที่ประชุมดังกล่าวยังไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาท แต่ที่สำคัญคือ การให้ไปศึกษาความเป็นไปได้กับการใช้ทางลอดร่วม และผลการศึกษาคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น ซึ่งหากผลการศึกษาจะชี้ว่าเป็นความแออัด เราคงหาวิธีเลี่ยงไปในเส้นทางไหน แต่อย่างไรขอหารือกับทางกรรมการอีกครั้งหนึ่งก่อน และจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ดังนั้น ข่าวเรื่องการเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานจึงยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงในขณะนี้ และยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้มีข้อสรุปหรือประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ของประชาชนและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ตนพร้อมชี้แจงภายในเดือน ธ.ค.นี้”

“พิพัฒน์” ยัน “คมนาคม” ไม่มีมติเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน 30 บาท

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องการเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน จะยังไม่เป็นความจริง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและนโยบายของภาครัฐอย่างใกล้ชิด การรับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราได้

ทำไมต้องติดตามข่าวสารเรื่องค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน?

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ:

  • ช่วยให้เราทราบถึงข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่แท้จริง
  • ป้องกันการเข้าใจผิดหรือการหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • เปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ดังนั้น จึงควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

สถานการณ์เรื่องแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความกังวลของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และทันต่อเหตุการณ์จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชนในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “พิพัฒน์” ยัน “คมนาคม” ไม่มีมติเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน 30 บาท

คมนาคมชงครม. ไฟเขียวหลักการ “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า”

คมนาคมเร่งเครื่อง “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” หนุน รฟม. บริหารแบบ Single Ownership ผุดใช้โมเดลกองทุน–ให้สัมปทานใหม่ แก้โจทย์ใหญ่ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ดันตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ ลุยชง ครม.9 ธ.ค.นี้ เคาะหลักการเป็นสารตั้งต้น ให้รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อ

8 ธ.ค.2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหารือกับกรมการขนส่งทางราง(ขร.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแหล่งเงิน และแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ที่จะไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ โดยเบื้องต้นจะเสนอขออนุมัติหลักการในการดำเนินการเรื่องนี้จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธ.ค.2568 ไว้ก่อน เพื่อให้เป็นสารตั้งต้นสามารถนับหนึ่งในการดำเนินการเรื่องซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าได้ เพราะคาดว่าข้อสรุปจบไม่ทันรัฐบาลชุดนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อ ยังไม่ได้กำหนดเรื่องกรอบเวลาว่าต้องจบได้ข้อสรุปเมื่อใด เพราะต้องมีการศึกษาคงใช้เวลาอีกพอสมควร และต้องเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานให้จบ มิฉะนั้นตั๋วร่วมก็คงไม่เกิด เบื้องต้นจะให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) โดยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการจัดการจราจรทางบก (คจร.) แล้ว ซึ่งเมื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ามา จะให้อยู่ภายใต้การดูแลของ รฟม. เพื่อให้เกิดเป็นเอกภาพ ให้ระบบตั๋วร่วมสามารถเกิดขึ้นได้

“เบื้องต้นได้หารือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC คือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) สายสีชมพูและสีเหลืองก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ในแง่ธุรกิจต้องเจรจาต่อรองเรื่องราคาให้มีความเหมาะสม เพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบ ส่วนกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ติดขัด แต่เขาขอเจรจาราคาที่เป็นธรรม” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ในการซื้อคืนสัมปทานจากเอกชนโดยไม่กระทบหนี้สาธารณะ ส่วนแหล่งเงินที่จะใช้นำมาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เบื้องต้นมี 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การระดมทุนในการออกตราสารหนี้ (bond) ให้กับนักลงทุน ในลักษณะการระดมทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) และ 2.ให้สัมปทานรถไฟฟ้า 30 ปีแก่เอกชน เพื่อให้เอกชนนำสัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยเบื้องต้นผู้รับสัมปทานขอกลับไปพิจารณารายละเอียดก่อน

สำหรับมาตรการ 40 บาทตลอดวันถือเป็นสารตั้งต้นของระบบตั๋วร่วมในอนาคต โดยเปิดทางให้ผู้โดยสารที่ใช้บัตร EMV เช่น บัตรเดบิตหรือเครดิต Visa และ Mastercard จ่ายค่าโดยสารในอัตรา 42 บาท และระบบจะคืนเงิน 2 บาทภายใน 3 วันทำการ ทำให้ผู้โดยสารจ่ายจริงเพียง 40 บาทสำหรับการเดินทางทั้งวันบนสองเส้นทางนำร่องนี้ หากไม่มีบัตร EMV ผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารจากสถานีสายสีม่วงซึ่งใช้งานแบบเดียวกับบัตรเดบิตได้

“นโยบายดังกล่าวมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางมากกว่า 2 เที่ยวต่อวัน เช่น ผู้ปกครองที่ต้องไป–กลับหลายรอบเพื่อส่งบุตรหลาน จากเดิมที่ต้องจ่ายราว 80 บาทต่อวัน จะเหลือเพียง 40 บาท หรือเฉลี่ยเที่ยวละ 10 บาท ช่วยประหยัดได้ถึงครึ่งหนึ่ง รัฐบาลตั้งเป้าให้มาตรการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการระบบค่าโดยสารร่วมสำหรับรถไฟฟ้าทุกเส้นทางในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่อเนื่อง” นายพิพัฒน์ กล่าว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” คืออะไร ทำไมต้องทำ?

การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า คือการที่ภาครัฐ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้าซื้อสิทธิในการบริหารจัดการรถไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานไปก่อนหน้านี้ จุดประสงค์หลักของการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า คือการรวมการบริหารจัดการรถไฟฟ้าทั้งหมดภายใต้หน่วยงานเดียว (Single Ownership) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า การกำหนดอัตราค่าโดยสาร และการออกตั๋วร่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

แนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

ตามที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นั้น มีแนวทางหลักๆ อยู่ 2 แนวทางคือ

  • การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ (bond) ให้กับนักลงทุน คล้ายกับการระดมทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF)
  • การให้สัมปทานรถไฟฟ้า 30 ปีแก่เอกชน เพื่อให้เอกชนนำสัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน

ทั้งสองแนวทางนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าโดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ จะต้องมีการศึกษาและเจรจาต่อรองกับภาคเอกชนอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การดำเนินการเรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่การผลักดันให้เกิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ระบบขนส่งมวลชนทางรางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การบูรณาการระบบขนส่งมวลชนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกสบายและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าโครงการนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – “คมนาคม” ชง ครม. 9 ธ.ค. เคาะหลักการ “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” ดันตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ

คมนาคม ร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม ที่สงขลา

กระทรวงคมนาคมจับมือ 20 แบรนด์ยานยนต์ จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา พร้อมอัดโปรโมชั่นซ่อมฟรีและส่วนลดสูงสุด 40% เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม

กระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับภาคเอกชนกว่า 20 องค์กร จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 1 โดยระดมทีมช่างเทคนิคจากค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอาชีวศึกษา ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมมอบส่วนลดอะไหล่และค่าแรงสูงสุดถึง 40% รวมถึงบริการรถยก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูการเดินทางของประชาชนให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม มีนโยบายเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ยานพาหนะ” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ กรมการขนส่งทางบกจึงได้จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีภารกิจหลักคือการตรวจประเมินความเสียหายฟรี ซ่อมแซมเบื้องต้น และประสานงานส่งต่อรถไปยังศูนย์บริการมาตรฐาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำที่มอบสิทธิพิเศษสำหรับรถที่ประสบภัยน้ำท่วม

สำหรับภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งจะให้บริการซ่อมแซมเบื้องต้นฟรี

โดย Autobacs: ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PT Maxnitron ฟรี สำหรับรถยนต์

PTG Energy: สนับสนุนน้ำมันเครื่อง PT Maxnitron เพื่อให้ทางอาชีวะนำไปใช้บริการประชาชน

ส่วนกลุ่มรถยนต์ ทาง Toyota: มอบส่วนลดอะไหล่และเคมีภัณฑ์ 30% (ถึง 31 ธ.ค. 68), Isuzu / MG / GWM / Suzuki: มอบส่วนลดอะไหล่และค่าแรง 30%

ส่วน Mitsubishi: มอบส่วนลด 30% (อะไหล่/ค่าแรง/เคมีภัณฑ์), ฟรีบริการตรวจเช็กสภาพรอบคันและใต้ท้องรถ

นอกจากนั้นยังมี Honda: ให้ส่วนลดค่าอะไหล่ 30%, ตรวจเช็กฟรี 25 รายการ, มีบริการ Mobile Service นอกจากนี้ Mercedes-Benz: ยังมอบส่วนลดอะไหล่ 30% (1 ธ.ค. 68 – 28 ก.พ. 69), บริการรถยกสำหรับรถในระยะประกัน

นอกจากนี้ ยี่ห้อ BYD ยังมอบส่วนลดอะไหล่ 30% , Nissan: มอบส่วนลดอะไหล่, เคมีภัณฑ์ และน้ำมันหล่อลื่น 30% , Ford: มอบส่วนลดอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่น 40% , ฟรีตรวจเช็ก 30 รายการ, บริการยกรถฉุกเฉินฟรี สำหรับรถในระยะประกัน

นอกจากนี้รถยี่ห้อ Mazda: มอบส่วนลดอะไหล่สูงสุด 35% ค่าแรงสูงสุด 10% (ถึง 16 ก.พ. 69) พร้อมฟรีค่าเคลื่อนย้ายรถไปศูนย์ฯใกล้สุด ส่วน GAC AION: มอบส่วนลดอะไหล่ 30%, ฟรีรถยกไปศูนย์ที่ใกล้ที่สุด, ตรวจเช็กฟรี 49 รายการ

และ BMW / MINI: ฟรีบริการรถยกไปยัง Dealer (ติดต่อ Call Center 1286) , Deepal: มอบส่วนลดอะไหล่ 10%, ตรวจเช็กฟรี 22 รายการ

นายสรพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ ทางบริษัทรถ Honda ยังให้บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและน้ำมันเฟืองท้ายฟรี, ตรวจเช็กฟรี 10 รายการ (24 พ.ย. – 31 ธ.ค. 68) และจัดกิจกรรมใหญ่ Big Cleaning ซ่อมฟรี (8-14 ธ.ค. 68)

Yamaha: ให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมเปลี่ยนอะไหล่และน้ำมันเครื่องฟรี สำหรับรถที่เสียหายจากน้ำท่วม, ตรวจเช็กฟรี 10 รายการ (ถึง 31 ธ.ค. 68)

Suzuki : ให้บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องฟรี, ส่วนลดอะไหล่สูงสุด 20%, ตรวจเช็กฟรี 20 รายการ , DECO: มอบส่วนลดชิ้นส่วนอะไหล่ 30%, ส่วนลดแบตเตอรี่และมอเตอร์ 20%

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับรถยนต์ของผู้ประสบภัยให้นำมาจอดพักได้ฟรี ระหว่างรอการดำเนินการ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 1 (อ.เมืองสงขลา): รองรับรถยนต์ได้จำนวน 50 คัน และสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 2 (อ.หาดใหญ่): รองรับรถยนต์ได้จำนวน 20 คัน ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานฯ จ.สงขลา โทรสายด่วน 1584 หรือ 074 330 251-2 หรือทาง Facebook : สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา

“การร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรภาคีเครือข่ายของศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ในวันนี้คือเครื่องยืนยันว่า ภาครัฐและเอกชนพร้อมยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน เพื่อให้ทุกครอบครัวกลับมามีรถใช้งานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวทิ้งท้าย

คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม

“คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โครงการ “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่จังหวัดสงขลา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ที่มา – “คมนาคม” จับมือ 20 แบรนด์ยานยนต์ ตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

“อนุทิน” เดือด บอกจะวัดกันก็ลองดู ลั่นไม่ประนีประนอม ขู่เพิกถอนใบอนุญาต หลังสายการบินอัปราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ พุ่งเหยียบหลักหมื่น อย่าไม่มีจรรยาบรรณเอาเปรียบประชาชนยามยาก

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสายการบินต่างๆ พิจารณาปรับลดราคาค่าโดยสาร เส้นทางกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะดอนเมือง-หาดใหญ่ ช่วงสัปดาห์แรกเดือนธันวาคมนี้ ได้รับการร้องเรียนว่าตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงผิดปกติช่วงวันที่ 1-5 ธันวาคม จากการตรวจสอบบางเที่ยวบินสูงถึง 4,000-6,000 บาทต่อเที่ยว เป็นราคาที่สูงมาก

นายณณัฏฐ์ เผยต่อไปว่า เวลานี้ชาวใต้โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียงเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ทุกข์ยากแสนสาหัสอยู่แล้ว การที่ค่าเดินทางพุ่งสูงเหมือนซ้ำเติมผู้ประสบภัย ญาติพี่น้องที่ต้องการลงไปเยี่ยม ส่งของช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก หรือผู้ต้องการนำความช่วยเหลือลงไปในพื้นที่หลายทีมมีงบประมาณจำกัด ต้องมาแบกรับค่าตั๋วแพง ทำให้งบฯ ที่จะไปซื้อข้าวของบริจาคน้อยลง ขอให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินพิเศษหรือล็อกราคาช่วยเหลือ

“ในยามวิกฤตภัยพิบัติ ความรับผิดชอบต่อสังคมและมนุษยธรรมต้องมาก่อนกำไร ฝากกระทรวงคมนาคมและผู้มีอำนาจ ประสานแก้ไขเร่งด่วน อย่าให้ค่าตั๋วเครื่องบินเป็นกำแพงกั้นความช่วยเหลือที่จะส่งไปถึงมือประชาชน”

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มีสายการบินฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ โดยมีราคาพุ่งสูงถึงหลักหมื่นบาท ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบเรื่องแล้วได้เร่งดำเนินการ ซึ่งทราบว่าได้มีการยกเลิกการจองและเพิ่มราคาตั๋วขึ้นมา ตอนนี้พอทราบรายชื่อสายการบินแล้ว ซึ่งต้องขอตรวจสอบ

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เพิกถอนใบอนุญาต ผมไม่มีอย่างอื่น ผมไม่ประนีประนอม ถ้าเอาเปรียบประชาชนในยามยาก ถ้าจะวัดกับผมก็ลองดู ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว อะไรก็แล้ว ตอนนี้ถ้าเอาความเดือดร้อนของประชาชนและคนเหล่านี้ถ้าเค้าไปไหนไม่ได้เค้าก็ต้องอยู่ที่สนามบิน กลับบ้านก็ไม่ได้ ความเครียดก็เกิดขึ้น ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ เช่นนี้ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย”

สถานการณ์ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ในภาคใต้กำลังเผชิญกับอุทกภัย ทำให้การเดินทางเพื่อช่วยเหลือหรือกลับภูมิลำเนาเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น การที่สายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรม

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

อนุทินเอาจริง ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกรณีดังกล่าว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าสายการบินใดมีการกระทำผิดจริง จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาด รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

การขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในการเดินทาง

ปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลและควบคุมราคาค่าโดยสารของสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่นายอนุทินออกมาขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตสายการบินที่ขึ้น ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ นั้น ถือเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้บริโภคเองก็ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร้องเรียน หากพบเห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้สายการบินตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้บริโภค

การแก้ไขปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สายการบิน และผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” เดือด ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบิน อัปค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่ พุ่งหลักหมื่น

10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้านส่อแท้ง

“พิพัฒน์” เปิด 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ชงครม.รัฐบาล “อนุทิน” ไม่ทัน หลังเตรียมประกาศยุบสภาชิ่งหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค.นี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภาก่อนเปิดประชุมไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้นั้น เบื้องต้นคาดว่ามีหลายโครงการที่คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้

“สาเหตุที่มีการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากจะมีการเปิดประชุมสภาเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีการโหวตหรือชี้แจงไปอย่างไรก็คงไม่ชนะ เราไม่ได้กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เสนอไม่ทันที่ประชุมครม.ในรัฐบาลนี้ จำนวน 10 โครงการ วงเงิน 387,286 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • แพ็คเกจรถไฟฟ้าทุกสี ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
  • ค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) 50 บาทตลอดสาย

โครงการที่ส่อเเท้ง: 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน

นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้:

  • โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) ระยะทาง 20.09 กม. วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ได้ข้อสรุปให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้ก่อสร้าง
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท 
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท 
  • โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 54,562 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการที่คาดว่าทันในรัฐบาลชุดนี้ คือ นโยบายลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินการแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เบื้องต้นจะนำร่องให้บริการรถไฟฟ้า 2 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เนื่องจากมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พ.ย.2568

สรุป 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง

การที่ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง นั้นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เพราะโครงการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการคมนาคม การที่โครงการเหล่านี้ต้องชะลอออกไปเนื่องจากการยุบสภา ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องเร่งพิจารณาและผลักดันโครงการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

สถานการณ์ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมือง เพื่อให้โครงการสำคัญต่างๆ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม นโยบายลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าจะสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็นผลดีต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างมาก

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่อไป

ที่มา – “พิพัฒน์” เปิด 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ชงครม.รัฐบาล “อนุทิน” ไม่ทัน

Scroll to top