กระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในภาคเหนือโดยเฉพาะที่จังหวัดน่านกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยนโยบาย พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้เร็วที่สุด

พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า จากอุทกภัยรุนแรงครั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ เพื่อจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม อาหารแห้ง และของใช้ในชีวิตประจำวันเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าภารกิจ พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ คือหัวใจสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะวิกฤตนี้

ช่องทางร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือ

นอกจากภาครัฐจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนแล้ว กรมการค้าภายในยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยท่านสามารถร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือได้ดังนี้:

  • ติดต่อสอบถามข้อมูลการบริจาคได้ที่ กองจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า
  • โทรศัพท์ติดต่อประสานงานโดยตรงที่เบอร์ 02-507-5689
  • ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่ท่านตั้งอยู่

ความพยายามในการ พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพียงแค่การจัดส่งสินค้า แต่ยังรวมถึงการเฝ้าระวังราคาสินค้าไม่ให้เอาเปรียบประชาชนในช่วงที่สินค้าขาดแคลนอีกด้วย

ในฐานะคนไทย การส่งกำลังใจและแรงสนับสนุนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยให้พี่น้องภาคเหนือผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ระดับน้ำจะเริ่มคลี่คลายในเร็ววันเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง

ที่มา – พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนประเทศให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรับมือกับความท้าทายรอบด้านที่เรียกว่า 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, การกระจายความเสี่ยง, เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่ง ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ต้องเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก

กลยุทธ์ยกระดับเกษตรและ SMEs แบบ Cluster

การทำงานภายใต้ 4 คณะทำงานนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านระบบ Cluster เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมและกลุ่ม SMEs โดยมีแนวทางที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ภาคเกษตร: เน้นยกระดับการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแตต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  • SMEs: สร้าง SME Journey ที่ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบและเข้าถึงแหล่งทุน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy: ปรับโฉมจากแค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง
  • การค้าระหว่างประเทศ: เน้นการขยายตลาดใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัวในยุคใหม่ การทำงานที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงโดยมีกูรูอย่าง คุณวีระศักดิ์ และ คุณกอบศักดิ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ การให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คือกุญแจหลักที่จะกระจายรายได้และความมั่งคั่งให้ลงไปถึงฐานรากของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสัมฤทธิ์ใน 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นคอรักสุขภาพคงชอบดื่มน้ำมะพร้าวกันเป็นประจำใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าจะมีเรื่องน่าเป็นห่วงเกิดขึ้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประเด็น พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น หลังจากมีเกษตรกรและผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามามากมายเกี่ยวกับปัญหาน้ำมะพร้าวที่ไม่ได้มาตรฐานวางขายเกลื่อนตลาดในราคาถูกผิดปกติครับ

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ผู้บริโภคที่อาจได้สินค้าไม่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไทยด้วยครับ เพราะการที่มีสินค้าปลอมปนราคาถูกออกมาตัดราคา ทำให้ความต้องการมะพร้าวผลสดจากสวนลดลงและราคาก็ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จึงประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เร่งตรวจสอบแหล่งผลิตใน 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี โดยเน้นเช็กความสมดุลระหว่างวัตถุดิบและปริมาณน้ำมะพร้าวที่ผลิตออกมา เพื่อตัดวงจรการผลิตที่ผิดปกติให้สิ้นซาก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหา พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มองข้ามปัญหานี้ โดยมองว่าการทำ พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งคนไทยและตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้ามากำกับดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบมะพร้าวให้ชัดเจน
  • ติดตามกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้สินค้ามีที่มาที่ไป

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานขนาดใหญ่ยังช่วยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่องภาวะราคาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูฝนและปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่เข้ามากดดันราคาสินค้าเกษตรไทยด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคและการช่วยเหลือเกษตรกรถือเป็นหน้าที่หลักที่รัฐบาลต้องเร่งทำ หากเราสามารถกำจัดสินค้าปลอมปนออกไปจากตลาดได้สำเร็จ ก็เชื่อมั่นว่าราคามะพร้าวหน้าสวนจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้นครับ สำหรับใครที่เลือกซื้อน้ำมะพร้าว ก็อย่าลืมสังเกตฉลากและเลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองนะครับ

ที่มา – พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

จีนประกาศ “มาตรการตอบโต้” หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีใหม่ 60 ประเทศ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดทางปักกิ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการประกาศ จีนประกาศ “มาตรการตอบโต้” หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีใหม่ 60 ประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง หลังจากที่วอชิงตันได้บังคับใช้มาตรการทางภาษีศุลกากรรอบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก

จีนประกาศ “มาตรการตอบโต้” หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีใหม่ 60 ประเทศ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการละเมิดแรงงาน ซึ่งจีนถือเป็นเป้าหมายหลักในมาตรการนี้ ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ของจีนต้องออกมาโต้กลับอย่างดุเดือด โดยมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ คือการละเมิดสิทธิอันชอบธรรมอย่างร้ายแรง

รายละเอียดการตอบโต้จากฝั่งปักกิ่ง

มาตรการที่จีนเลือกใช้ในครั้งนี้ถือว่ามีความเข้มข้นและส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การควบคุมการส่งออกโดรน: จีนจำกัดการส่งออกโดรน รวมถึงชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปยังสหรัฐฯ
  • ขึ้นบัญชีดำบริษัทสหรัฐฯ: มีการคว่ำบาตรบริษัทจำนวน 6 แห่ง เช่น Applied DNA Sciences โดยสั่งห้ามไม่ให้องค์กรหรือบุคคลในจีนทำธุรกรรมด้วย
  • การตรวจสอบความมั่นคง: เปิดฉากสอบสวนการนำเข้าเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายสำนักงานจากสหรัฐฯ
  • ระงับการตรวจสอบโรงงาน: ยุติการตรวจสอบติดตามผลในโรงงานโดยหน่วยงานรับรองมาตรฐานของจีน

ความเคลื่อนไหวเมื่อ จีนประกาศ “มาตรการตอบโต้” หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีใหม่ 60 ประเทศ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิทางอุดมการณ์และการแย่งชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีระดับโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมใคร

หากเรามองย้อนกลับไป ในช่วงที่ผ่านมาจีนและสหรัฐฯ พยายามประคับประคองความสัมพันธ์ผ่านข้อตกลงหยุดสงครามการค้า แต่มาตรการภาษีล่าสุดได้ทำลายบรรยากาศเหล่านั้นลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้เหล่านักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งของสองยักษ์ใหญ่ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและปัจจัยลบอื่นๆ

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่ที่การค้าไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกำไร แต่กลายเป็นอาวุธสำคัญในเกมการเมืองระหว่างประเทศ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสหรัฐฯ จะแก้เกมอย่างไร และจีนจะขยับขยายมาตรการตอบโต้ออกไปในทิศทางใดอีกในอนาคต

ที่มา – จีนประกาศ “มาตรการตอบโต้” หลังสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีใหม่ 60 ประเทศ

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จับตา ครม. พรุ่งนี้ ลุ้นแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หลายฝ่ายต่างจับตามองวาระสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการคาดการณ์กันว่าในการประชุม ครม. ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

เปิดตัวเต็งตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

จากการรายงานล่าสุด มีชื่อผู้ถูกจับตามอง 2 ท่าน ได้แก่ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีการวิเคราะห์ว่า นายพูนพงษ์อาจเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ เนื่องจากมีผลงานโดดเด่นในด้านการป้องกันนอมินีและโครงการลดภาระค่าครองชีพอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน

แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีศักยภาพสูง แต่การตัดสินใจในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ย่อมต้องพิจารณาจากผลงานที่เป็นรูปธรรมและการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งนายพูนพงษ์ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบทบาทในการผลักดันเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ที่ช่วยให้ประชาชนมีรายได้เสริมในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นอกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้ว ยังมีการจับตาการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกรมสำคัญอื่น ๆ อาทิ:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • กรมการค้าภายใน ซึ่งอาจมีการปรับทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาราคาสินค้า
  • ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานภายในกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทดแทนผู้ที่เกษียณอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันที่เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่าหลังจากที่มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เรียบร้อยแล้ว นโยบายทางเศรษฐกิจจะมีการปรับทิศทางอย่างไร และการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดตามที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – ชง ครม. พรุ่งนี้ คาดตั้ง “พูนพงษ์” นั่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ แทน “วุฒิไกร”

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เมื่อ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานขององค์การคลังสินค้า (อคส.) อย่างตรงไปตรงมา หลังจากพบว่าองค์กรแห่งนี้ประสบปัญหา อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยตัวเลขขาดทุนสะสมนั้นถือว่าสูงมากและส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างยิ่ง

เจาะลึกปมบริหารงาน อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยระบุว่าในปี 2568 มีผลขาดทุนสูงถึง 256 ล้านบาท และปี 2567 ขาดทุนถึง 469 ล้านบาท ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่องค์กรแห่งนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตัวจริงได้ ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่องและไร้ทิศทาง นอกจากนี้ นายวีระยังตั้งคำถามถึง “บริษัทจังหวัดพาณิชย์” ที่หลงเหลืออยู่ถึง 16 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดจากยุคอดีตที่ไม่ได้สร้างประโยชน์และควรเร่งชำระบัญชีให้จบสิ้นไป

  • เร่งจัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่ค้างอยู่ 16 แห่ง
  • ตรวจสอบการขาดทุนสะสมของ อคส. อย่างเร่งด่วน
  • แก้ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารนานเกินไป

ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของบริษัทจังหวัดนั้น ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงราคาหุ้นและเปิดประมูลขายให้เร็วที่สุดแล้ว ส่วนปัญหาของ อคส. นั้น จะต้องมีการนำกลับไปทบทวนและวางแผนแก้ไขอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา อคส. แทบจะไม่ได้ดำเนินภารกิจหลักอย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นภาระของรัฐบาลในที่สุด

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย หากหน่วยงานใดไม่มีบทบาทที่ชัดเจนหรือปล่อยให้เกิดภาวะขาดทุนซ้ำซากโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ การยุบเลิกหรือปรับโครงสร้างแบบ “Reverse หรือ Regress” เพื่อลดขนาดองค์กรน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับองค์กรที่ไปต่อไม่ได้

ที่มา – อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว แนะไล่จัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่เหลือ

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเศรษฐกิจเมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งขึ้นภาษีสินค้าไทย 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งนายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเคยแจ้งเตือนถึงปัญหานี้มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ ‘นอมินี’ และช่องโหว่ทางกฎหมาย จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การค้าและมาตรฐานแรงงานในปัจจุบัน

ในมุมมองของนายพชร แม้รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็น ‘รัฐอำนวยความสะดวก’ แต่หากขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด ช่องว่างเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจมาตรการดังกล่าว การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับตัว แต่คือการจัดระเบียบโครงสร้างทางธุรกิจให้โปร่งใสและแข่งขันได้ในเวทีโลก

เปิดโครงสร้างนอมินีและปัญหาหุ้นบุริมสิทธิ์

ปัญหาสำคัญที่นายพชรเน้นย้ำคือ ธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ใช้วิธีถือหุ้น 49% ตามกฎหมาย แต่กลับใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่าน ‘หุ้นบุริมสิทธิ์’ ซึ่งมีสิทธิในการออกเสียงและการตัดสินใจสูงกว่าคนไทยจริง นี่คือปมปัญหาที่พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ล้าสมัย โดยเฉพาะมาตรา 1142 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ล็อกเงื่อนไขไว้ถาวร ทำให้ไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ ส่งผลให้ต่างชาติคุมกิจการได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้จะถือหุ้นน้อยกว่า

นายพชรได้เสนอแนวทางการแก้ไข 4 ข้อหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจ ดังนี้:

  • ทบทวนมาตรา 1142: เปิดช่องให้แก้ไขเงื่อนไขบุริมสิทธิ์ได้ เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อยตามมาตรฐานสากล
  • นิยามคนต่างด้าวใหม่: ไม่ดูแค่สัดส่วนหุ้น แต่ต้องดู ‘อำนาจควบคุมกิจการ’ (Effective Control) เป็นเกณฑ์ตัดสิน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องตรวจสอบถึงข้อบังคับบริษัท ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข
  • บูรณาการฐานข้อมูล: เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง BOI, สรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามแหล่งที่มาของเงินทุน

การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวไม่ใช่เรื่องของการกีดกันการลงทุน แต่เป็นการสร้างกฎกติกาที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการปัญหานอมินีและการฟอกสิทธิ์สินค้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเสียเปรียบและสูญเสียอำนาจการบริหารกิจการในประเทศของตนเองให้กับกลุ่มทุนที่ฉ้อฉล

บทเรียนครั้งนี้คือเครื่องเตือนใจว่า การสร้างบรรยากาศที่ดีต่อนักลงทุนต้องมาคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม หากรัฐบาลกล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้ให้โปร่งใส เชื่อว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยจะยกระดับขึ้นในระยะยาวครับ

ที่มา – “พชร” ชี้ปม สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย เคยเตือนเรื่องปัญหา ม.301 แล้ว จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

ชวนประชาชนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะรัฐบาลจัดแคมเปญใหญ่ที่น่าสนใจมากกับโครงการ ชวนประชาชนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ที่จะช่วยให้เราได้เลือกซื้อของกินของใช้ในราคาที่สบายกระเป๋าขึ้น โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือทั้งประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากครับ

ชวนประชาชนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้

สำหรับโครงการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกับร้านค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 130 ราย ครอบคลุมถึง 800 สาขาทั่วประเทศ งานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และสินค้าจากชุมชนได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้ามากขึ้นครับ

ทำไมต้องไปช้อปกับโครงการ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost?

ความน่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาที่ลดกระหน่ำเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าประทับใจหลายอย่าง ดังนี้ครับ:

  • สินค้าลดราคาจัดเต็ม: มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และอื่นๆ อีกมากมาย โดยมีส่วนลดสูงถึง 60% เลยทีเดียว
  • สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น: การที่เราออกไปซื้อสินค้าในโครงการ ชวนประชาชนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ คือการช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนเราโดยตรง
  • กระจายสินค้าทั่วประเทศ: ด้วยร้านค้าที่เข้าร่วมกว่า 800 สาขา ทำให้เราสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาพิเศษได้ง่ายๆ ใกล้บ้าน

ทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการเป็นกลไกที่เชื่อมโยงผู้ผลิตรายย่อยกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะนอกจากเราจะได้ของถูกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

หากใครสนใจ อยากเช็กว่ามีร้านไหนใกล้บ้านบ้าง หรืออยากรู้ว่ามีสินค้าอะไรน่าซื้อบ้าง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือกระทรวงพาณิชย์ได้เลยครับ แนะนำว่าควรวางแผนการซื้อให้ดีเพราะสินค้าแต่ละรายการหรือแต่ละสาขาอาจมีส่วนลดที่แตกต่างกันไปครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการอุดหนุนสินค้าไทยครับ ถือว่าได้ทั้งของถูกใจและได้ช่วยเพื่อนร่วมชาติให้มีรายได้ไปพร้อมๆ กัน แล้วอย่าลืมแวะไปเลือกซื้อของกันนะครับ ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคมนี้เท่านั้น!

ที่มา – ชวนประชาชนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้

Scroll to top