กระทรวงยุติธรรม

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามข่าวการเมืองคงได้เห็นประกาศล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก จากราชการอย่างเป็นทางการ

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของกระทรวงยุติธรรม โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับสนองพระบรมราชโองการโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เปิดเส้นทางการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง

สำหรับสถานการณ์หลังจากการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก แล้วนั้น หลายคนอาจสงสัยว่าใครจะมารับไม้ต่อในตำแหน่งที่สำคัญนี้ ข้อมูลจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีระบุว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงต่อไป

หากย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ จะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนบทบาทภายในรัฐบาล โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน เคยได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ แต่ในที่สุดเจ้าตัวได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคลในการตัดสินใจทางวิชาชีพ

  • การพ้นจากตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569
  • นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เตรียมรับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่
  • กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน

ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงข้าราชการระดับสูงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอตามวงรอบการทำงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่องค์กรอย่างกระทรวงยุติธรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและอำนวยความยุติธรรมต่อไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่จะสามารถสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับข่าวดีที่น่าอนุโมทนาบุญกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดมีประกาศออกมาว่าทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสามารถลาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาได้ โดยถือเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมงคลและสร้างสรรค์ในสังคมไทยอย่างยิ่ง ซึ่งประเด็นเรื่อง ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ นี้ ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากข้าราชการจำนวนมาก

ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระกุศล

การดำเนินการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยทางรัฐบาลได้อนุมัติให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงยุติธรรม สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และยังคงได้รับเงินเดือนตามปกติเสมือนการปฏิบัติราชการตามปกติ

รายละเอียดโครงการและการลาเข้าร่วมบรรพชา

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ในครั้งนี้ มีการกำหนดช่วงเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วมไว้ดังนี้:

  • สำนักงาน ป.ป.ส.: รับจำนวน 48 รูป โดยมีกำหนดการระหว่างวันที่ 8 – 22 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลา 15 วัน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ: รับจำนวน 47 รูป โดยมีกำหนดการระหว่างวันที่ 17 – 24 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 8 วัน

การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรภาครัฐได้มีเวลาปฏิบัติธรรม ฝึกจิตใจให้สงบ และสร้างกุศลครั้งใหญ่ให้กับตนเองและหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมให้ข้าราชการได้เข้าร่วมกิจกรรมอุปสมบทหมู่ นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขัดเกลาจิตใจแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในองค์กรได้อีกทางหนึ่งด้วย หากใครที่เป็นข้าราชการในสังกัดที่เกี่ยวข้องและมีศรัทธาแรงกล้า อย่าลืมรีบติดต่อสอบถามรายละเอียดการลงทะเบียนกับทางต้นสังกัดของท่านโดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการสร้างบุญกุศลครั้งสำคัญนี้ครับ

ที่มา – ไฟเขียว ขรก. กระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่ “กัน จอมพลัง” ได้พาลูกอดีตแฟนของนายป๋อง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 3 ศพในจังหวัดชลบุรี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาการบังคับใช้โทษกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมในอดีตของนายป๋องนั้นมีความโหดเหี้ยมและเป็นภัยต่อสังคมอย่างรุนแรง

หนึ่งในคำให้การที่น่าสะพรึงกลัวคือเรื่องราวของ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ขณะที่เหยื่อกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด โดยนายป๋องมีพฤติกรรมบังคับให้แม่ของเหยื่อไปส่งยาเสพติด เมื่อไม่ยอมทำตามจึงถูกรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ แม้ในขณะนั้นเหยื่อจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม

ความโหดร้ายที่มากกว่าแค่การทำร้ายร่างกาย

นอกจากเรื่องราวที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา แล้ว ยังพบว่านายป๋องมีพฤติกรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป โดยมีการข่มขู่ว่าจะฆ่ายกครัวจนครอบครัวเหยื่อต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น นี่คือสรุปพฤติกรรมที่น่าตกใจของนายป๋องที่ถูกเปิดเผยออกมา:

  • การสะสมอาวุธ: พบว่าในอดีตนายป๋องมีอาวุธปืน ระเบิดมือ และชุดเครื่องแบบตำรวจภายในบ้าน
  • การใช้อิทธิพลข่มขู่: มีการขู่ฆ่ายกครอบครัวหากเหยื่อคิดจะแจ้งความหรือขัดขืน
  • การอำพรางศพ: ในคดีล่าสุด นายป๋องใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแนบเนียน ทั้งการใช้รถยนต์ของผู้เสียชีวิต และการเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อให้คนเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่

หลายคนต่างตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เหตุใดผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงและเข้าออกคุกมาแล้วหลายครั้ง ถึงยังสามารถออกมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมได้อีก การที่ ลูกอดีตแฟน ป๋อง อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา เป็นเพียงหนึ่งในเสียงสะท้อนที่ตอกย้ำว่า การปล่อยตัวผู้กระทำความผิดซ้ำซากโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันเรียกคืนได้เหมือนกรณีของครอบครัว 3 ศพที่ชลบุรี

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คนประเภทนี้ได้มีโอกาสกลับมาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองอย่างสูงสุด ไม่ใช่ปล่อยให้คนอันตรายวนเวียนอยู่ในสังคมเหมือนที่ผ่านมา

ที่มา – ลูกอดีตแฟน “ป๋อง” อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว

เจาะลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายขบวนการลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงได้ยินชื่อปฏิบัติการ Silent Volt กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเองถึงความจริงจังของรัฐบาลในการกวาดล้างเหมืองขุดเงินคริปโตที่แอบลักลอบใช้ไฟฟ้าหลวง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายระดับประเทศครับ

สรุปเบื้องลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

การบุกค้นจุดเป้าหมายถึง 7 จุดในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นแกนหลักในการประสานงาน เพื่อตรวจสอบการต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมและบั่นทอนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทยอย่างรุนแรง

ทำไมปฏิบัติการ Silent Volt ถึงมีความสำคัญมากในเวลานี้

รัฐบาลมองว่าการขุดเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและขโมยไฟฟ้านั้น กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างหนัก โดยนายกฯ ได้กำชับว่า:

  • จะมีการขยายผลยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหมือง นายทุน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย
  • เตรียมคุมเข้มการนำเข้าเครื่องขุดคริปโตผ่านกรมศุลกากร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม
  • เป้าหมายไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐเพื่อทดแทนพลังงานที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและโปร่งใส การแอบทำเหมืองโดยใช้ทรัพย์สินหลวงแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ยอมรับไม่ได้ และจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่องแน่นอน

หากถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเราอย่างไร คำตอบคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมและเสถียรภาพของโครงข่ายสาธารณูปโภคนั่นเองครับ อยากฝากถึงทุกคนอย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกหลอกแล้ว หากไปพัวพันกับธุรกิจที่ใช้ไฟหลวง คุณอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการ Silent Volt โดยไม่รู้ตัว

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในโลกคริปโตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อย่าได้เห็นแก่ผลกำไรที่สูงเกินจริงจากช่องทางที่ผิดกฎหมาย เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนในกรณีที่มีการทลายแหล่งผลิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่รัฐบาลกำลังเร่งจัดการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ นำแถลงเปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

“ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้เห็นข่าวประเด็นร้อนที่ถูกกล่าวถึงในสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณี “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงต่อสังคมด้วยตัวเอง

“ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณภาวุธได้เข้าพบ DSI ในฐานะพยานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับมีกระแสข่าวการเร่งรัดดำเนินคดีที่ดูผิดปกติ จนกลายเป็นเครื่องหมายคำถามว่าทำไมกระบวนการถึงได้เร่งรีบอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ สังคมจึงเริ่มจับตามองว่านี่คือการใช้กฎหมายเพื่อจุดประสงค์บางอย่างทางการเมืองหรือไม่

มุมมองต่อประเด็นหลัก “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

ในการชี้แจงครั้งนี้ คุณภาวุธยืนยันหนักแน่นว่าตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือธุรกิจสีเทาใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ยืนยันความบริสุทธิ์และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
  • ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ DSI ที่ดูเร่งรัดเกินควร
  • ย้ำว่าการก้าวเข้าสู่การเมืองต้องการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เครื่องมือของใคร
  • พร้อมนำหลักฐานและเอกสารทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ยังอยู่ที่การรับมือกับแรงเสียดทานในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าตัวกล้าออกมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมได้มองเห็นมุมมองที่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

ท้ายที่สุดแล้ว เราคงต้องเฝ้าดูความคืบหน้ากันต่อไปว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อความจริงปรากฏ ทุกอย่างย่อมเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับสังคมไทยครับ

ที่มา – “ภาวุธ” ย้ำไม่เอี่ยวคดีฟอร์เร็กซ์ เชื่อคนตั้งคำถาม DSI เร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต

“รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงข้าราชการ เมื่อล่าสุดได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงกรณี “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเองที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้าราชการพลเรือนอย่างเคร่งครัด โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นขอลาออกด้วยตนเองเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นี้พอดี ทำให้การที่ “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว จึงถือเป็นกระบวนการบริหารงานบุคคลตามปกติ

แจงปมคดีชั้น 14 และขั้นตอนการตรวจสอบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการลาออกครั้งนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นดราม่าคดีชั้น 14 หรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีรุทธพลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า:

  • การอนุมัติการลาออกผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในระดับมาตรฐานข้าราชการ
  • มีการตรวจสอบว่ามีภาระหนี้สิน คดีอาญา หรือโทษทางวินัยหรือไม่
  • ประเด็นคดีชั้น 14 เป็นเรื่องที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากการพิจารณาอนุมัติการลาออกตามระเบียบปกติ

รัฐมนตรียังย้ำอีกว่า การทำงานของกระทรวงต้องมีความโปร่งใส และการที่ปลัดกระทรวงครบวาระถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุดและสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานตามมาตรฐานระบบราชการไทย การลาออกในช่วงเวลาที่ครบวาระพอดีช่วยลดข้อครหาและทำให้กระบวนการถ่ายโอนอำนาจมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องจับตามองผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อไป ว่าจะมีบทสรุปในเรื่องของคดีชั้น 14 อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – “รุทธพล” เซ็นอนุมัติ “พงษ์สวาท” พ้นราชการแล้ว หลังยื่นลาออกปลัดยุติธรรม ยันทำตามกรอบกฎหมาย

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มองว่าล่าช้าและมีการส่งฟ้องผู้ต้องหาน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาดำเนินการแจกแจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

เบื้องหลังการทำงานและกระบวนการยุติธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล ได้อธิบายว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ทาง DSI ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และส่งสำนวนให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางอัยการจะมีการสั่งให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีย้ำว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ที่ปรากฏจริง ไม่สามารถดำเนินการเกินกว่าที่หลักฐานระบุได้

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรอผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบการพิจารณา
  • ความเป็นอิสระของคดี: ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าโดยเจตนา แต่ต้องรอบคอบที่สุด
  • หลักฐานสำคัญ: ยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกตั้งคำถามว่าน้อยเกินไป ทางรัฐมนตรีย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปความผิดใครได้หากพยานหลักฐานไปไม่ถึง การส่งฟ้องต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ DSI ถือครองอยู่เท่านั้น หากมีหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคตก็จะดำเนินการต่อตามขั้นตอน การที่ “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงหลักการทำงานภายใต้หลักนิติธรรมที่ตรวจสอบได้

ในมุมมองของหลายฝ่าย การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด สุดท้ายแล้วสังคมต้องเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของ กกต. และ DSI ต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตสำหรับใครที่กำลังแบกรับภาระหนี้สินอยู่ครับ เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ผลักดันโครงการดีๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ โดยเฉพาะความสำเร็จของโครงการ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนกลับมามีชีวิตที่สดใสและตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง

รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ให้คุณสบายใจได้มากขึ้น

การจัดการปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง เพื่อเดินหน้าโครงการไกล่เกลี่ยหนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ไปจนถึงหนี้ กยศ. โดยข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าการที่ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 3,530 ล้านบาท และยังช่วยปลดภาระให้ผู้ค้ำประกันอีกกว่า 20,000 คนด้วยครับ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมจริงๆ เพราะนอกจากจะลดความตึงเครียดให้ลูกหนี้แล้ว ยังเป็นการสร้างความยุติธรรมในสังคมอีกด้วย

โอกาสทองสำหรับลูกหนี้! มหกรรมแก้หนี้สัญจร

สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดโอกาสในช่วงที่ผ่านมา ไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะรัฐบาลยังคงเดินหน้าจัดมหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชนต่อเนื่องอีก 6 จังหวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569 นี้ ได้แก่:

  • จังหวัดราชบุรี
  • จังหวัดเพชรบุรี
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • จังหวัดภูเก็ต
  • จังหวัดยะลา
  • จังหวัดปทุมธานี

หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือใกล้เคียง อย่าพลาดโอกาสที่จะเข้าไปปรึกษากฎหมายหรือขอไกล่เกลี่ยหนี้ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมบังคับคดี หรือโทรสอบถามสายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 หรือ 79 ได้เลยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้มองว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและจัดการกับมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม การที่ รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากเราใช้กลไกที่ถูกต้องและความช่วยเหลือจากภาครัฐ เราทุกคนก็มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตทางการเงินได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไปนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,000 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้าน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดี Forex ที่มีชื่อของ สส. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน โดยท่านรัฐมนตรีย้ำชัดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นอยู่ในสำนวนการสืบสวน ซึ่งทาง DSI ยังไม่ได้มีการสรุปผลหรือรายงานความคืบหน้าเรื่องคำให้การแต่อย่างใด

รายละเอียดความคืบหน้าและท่าทีของรัฐมนตรี

นอกจากประเด็นที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน แล้ว ยังมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • DSI กำลังดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • การเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลทำเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมของสำนวนคดี
  • รัฐมนตรียังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางคดีความ
  • การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะทำงานของ DSI มีพยานหลักฐานเพียงพอ

ในปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้ามาให้ข้อมูลกับ DSI แล้วมากกว่า 100 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน นั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ในฐานะมุมมองของคนติดตามข่าว ต้องบอกว่าความกระจ่างของคดีนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคอย เพราะความมั่นใจในระบบยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราคงต้องรอให้ทาง DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนให้ชัดเจนก่อนจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังไว้หรือไม่

ที่มา – “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน โยนดีเอสไอพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่

Scroll to top