กระทรวงสาธารณสุข

น้ำท่วมใต้: ยอดเสียชีวิตทะลุ 145 ศพ

ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงสถานการณ์ น้ำท่วมใต้ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกิน 145 ราย โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีผู้เสียชีวิตถึง 110 ราย นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือผู้ตกค้างอีกจำนวนมาก และศูนย์พักพิงยังสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อีกกว่า 2 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศป.กฉ. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมใต้ โดยเน้นย้ำว่าการประเมินสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

น้ำท่วมใต้: ยอดเสียชีวิตทะลุ 145 ศพ

จากรายงานบูรณาการของกระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และนิติเวช ณ เวลา 15:00 น. ของวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พบว่ายอดผู้เสียชีวิตสะสมจากสถานการณ์น้ำท่วมใต้ รวมทั้งสิ้น 145 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สงขลา: 110 ราย
  • นครศรีธรรมราช: 9 ราย
  • ปัตตานี: 6 ราย
  • สตูล: 5 ราย
  • ยะลา: 5 ราย
  • นราธิวาส: 4 ราย
  • พัทลุง: 4 ราย
  • ตรัง: 2 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการช่วยเหลือผู้ที่อาจตกค้างอยู่ โดยได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือจำนวน 1,934 เคส และสามารถให้ความช่วยเหลือได้แล้ว 1,734 เคส ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับการช่วยเหลือครบถ้วนเนื่องจากบางส่วนได้ย้ายออกไปแล้ว หรือไม่ประสงค์ที่จะย้ายไปยังศูนย์อพยพ

สถานการณ์ศูนย์พักพิงในพื้นที่น้ำท่วม

สำหรับความสามารถในการรองรับผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงทั่วภาคใต้ พบว่ามีผู้เข้าพักรวมยอดสะสม 14,160 ราย และยังสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อีก 20,840 ราย แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

สถานการณ์ น้ำท่วมใต้ครั้งนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยนอกจากการช่วยเหลือในระยะฉุกเฉินแล้ว การวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ศป.กฉ. แถลงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมใต้ทะลุ 145 คน สงขลาหนักสุด 110 ราย

“อนุทิน”ดันอสม. เป็นสมาร์ท อสม. ดูแลประชาชน

“อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี ยกระดับสาธารณสุขไทย หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน บอกหน้าบานทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ เพราะประเทศอื่นไม่มี อสม.

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกปลาบปลื้ม และยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานนี้ ที่สำคัญคือได้มาพบปะพี่น้อง อสม. ที่มีความคุ้นเคยคิดถึงกันมาตลอด งานในวันนี้มีความหมายมาก เพราะสาธารณสุขยุคนี้เป็นยุคพัฒนาจริงๆ บุคลากรมีคุณภาพความรู้ความสามารถ รายล้อมไปด้วยคนที่ตั้งใจจะมาทำงานด้านสาธารณสุข ทุกคนที่มาทำงานในยุคนี้ทราบดีว่าระบบสาธารณสุขไทยจะไปไกลไม่ได้ ถ้าไม่มีฝีพายชั้นดีที่เรียกว่า อสม.

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันเราทำงานด้วยเทคโนโลยีซึ่งถ่ายทอดไปยัง อสม. เพราะถือว่าเป็นหมอคนแรกของพี่น้องประชาชน ต้องมีการปรับเปลี่ยนการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามความทันสมัยของโลก โดยมีเป้าหมายคือทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างดีที่สุด ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความคาดหวังต่อ อสม. ด้วยการยกระดับ อสม.ธรรมดาให้เป็นสมาร์ท อสม. ตนทำงานกับ อสม.มา 4 ปีเต็ม ทราบถึงพิษสงของ อสม. เป็นอย่างดี ที่บอกว่าพิษสงคือไม่หมู แต่มีความทุ่มเทเสียสละ แต่ถ้าใครก็ตามจะมาทำให้ประชาชนของเขาเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่ดีเจอพิษ อสม.แน่

“ผมซ้อม ๆ ไว้เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมเลยมาเจอพี่น้อง อสม. มากันเยอะลิบหูลิบตาไปหมด มาเป็นหมื่น ๆ คน ไม่ว่าใครก็ตามเจ๋งหรือเก๋าขนาดไหน เจอคนเป็นหมื่น เหมือนคนที่มานั่งเป็นพวกเดียวกันแล้ว ต้องพูดต่อหน้าเขาก็สั่นทุกคน ขณะที่ผมพูดกับทุกคนอยากให้รู้ว่าขาผมสั่นขนาดไหน แต่สั่นด้วยความตื่นเต้นดีใจ และสั่นสู้ทุกครั้งเมื่อเจอ อสม. เพราะเราเคยเป็นนักรบด้วยกันมาก่อนสมัยโควิด-19 ที่ต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนมากมาย และไม่ว่าสมัยไหน ๆ เมื่อได้ไปต่างประเทศ ผมก็หน้าบานเป็นกระด้ง เพราะไม่ว่าที่ไหนก็มีหมอพยาบาลนักวิทยาศาสตร์ แต่ที่เขาไม่มีเหมือนเราคือ อสม.” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้เรามี อสม. ถึง 1 ล้านคน นี่คือสิ่งที่ช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตโควิด-19 เราถึงมั่นใจว่าถ้าใช้เครือ อสม. ผนึกกำลังด้านการแพทย์ตลอดจนเทคโนโลยีที่มี พวกเราจะผ่านวิกฤตนั้นไปได้แน่นอน แต่ตอนนั้นพูดอะไรไปคนก็ปรามาส และมีความกังวล แต่สุดท้ายเราก็ผ่านวิกฤตร้ายแรงของโรคไปได้ด้วยดี และทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก และถ้าให้ตนวัดก็ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของ อสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย

เชื่อว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของ อสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลง เราต้องดูแลผู้สูงอายุ ตนไม่อยากพูดคำว่าติดเตียง ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะพูดแล้วเหมือนบั่นทอนพวกเขา วันนี้ศัพท์ที่ตนชอบมากคือคำว่า “ผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน” เราต้องปรับเปลี่ยนสังคมให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ เพราะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ และกฎระเบียบของสังคมขึ้นมาใหม่ อย่างที่ตนพูดหลายครั้งเรื่องการขยายการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการที่ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ เราต้องใช้ระบบสาธารณสุขสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหันหัวเรือใช้ความเข้มแข็งในสิ่งที่ประเทศมีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้กับประเทศ

เน้นป้องกันก่อนป่วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นสมาร์ท อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของ อสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย เชื่อว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของ อสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

“อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ อสม. ให้เป็นสมาร์ท อสม. นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยให้ก้าวทันโลก และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลสุขภาพประชาชนจะช่วยให้การบริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้ง่ายยิ่งขึ้น

ความสำคัญของสมาร์ท อสม.

การพัฒนา อสม. ให้เป็น สมาร์ท อสม. นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก อสม. เป็นบุคลากรที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด พวกเขาเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับ อสม. จะช่วยให้พวกเขาสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและให้ข้อมูลด้านสุขภาพ
  • การเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์โรคในชุมชน
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเบื้องต้น

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนา สมาร์ท อสม. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

ที่มา – “อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน

เคาะแล้ว! ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

บอร์ดควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไฟเขียว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน พร้อมขยายเวลาดื่มในร้านถึงตีหนึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนปรนการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ มาตรการสำคัญคือการอนุญาตให้ ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. ซึ่งจะดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการนี้ต่อไปหรือไม่

ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลดีผลเสียที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนควบคู่กันไป การผ่อนปรนเวลาขายสุรา 14.00-17.00 น. จึงเป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทั้งสองด้าน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเกี่ยวกับการขยายเวลาให้นั่งดื่มในร้านอาหารและสถานบันเทิง โดยอนุญาตให้นั่งดื่มได้ถึง 01.00 น. หรือหลังเที่ยงคืนไปอีก 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ยังคงไว้ที่ 24.00 น. (เที่ยงคืน) เช่นเดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เหตุผลว่า การตัดสินใจครั้งนี้พิจารณาจากสถิติอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับ ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลา 02.00-03.00 น. การอนุญาตให้นั่งต่อได้อีก 1 ชั่วโมงจึงเป็นการผ่อนคลายที่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน

มาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนของพื้นที่โซนนิ่งสำหรับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ยังคงเป็นไปตามประกาศของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้ มาตรการปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 15 วัน ก่อนที่จะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

  • การประเมินผลกระทบ: หลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบอย่างละเอียด
  • ระยะเวลาการอนุญาตให้นั่งดื่ม: ขยายเวลาให้นั่งดื่มถึง 01.00 น.
  • พื้นที่โซนนิ่ง: ยังคงเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การรักษาสุขภาพ และมิติทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม นี่คือโอกาสที่ดีในการวางแผนโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเวลาใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การผ่อนปรนนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เคาะแล้ว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน นั่งดื่มหลังเที่ยงคืนได้ 1 ชม.

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซา ดับ 104 ศพ

ทหารอิสราเอลอ้าง กลับมาเริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังโจมตีกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 104 ศพ โดยกล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสังหารทหารอิสราเอลไป 1 นาย

เมื่อ 29 ต.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของกองทัพอิสราเอลที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 104 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 46 คนและผู้หญิง 20 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 250 คน

การโจมตีของอิสราเอลได้พุ่งเป้าไปที่บ้านเรือน, โรงเรียน และอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาซาซิตี้และเบต ลาเฮีย ทางตอนเหนือของกาซา, เมืองบูเรจ และนูเซรัต ทางตอนกลาง, และเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้

เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (29 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาประกาศว่า พวกเขาเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งแล้ว หลังจากโจมตีหลายระลอกเข้าใส่เป้าหมายหลายสิบจุดที่พวกเขาระบุว่าเป็น ที่มั่นของผู้ก่อการร้าย และโจมตีผู้บัญชาการของกลุ่มติดอาวุธอีกอย่างน้อย 30 คน

IDF กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทัพ IDF จะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และจะตอบโต้อย่างหนักแน่นต่อการละเมิดใด ๆ ก็ตาม”

ทั้งนี้ อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภายในฉนวนกาซารอบใหม่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเพิ่งบังคับใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลังจากสหรัฐฯ, กาตาร์ และอียิปต์ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารอิสราเอลบริเวณเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ที่ทำให้จ่าสิบเอก โยนา เอฟราอิม เฟลด์บอม เสียชีวิต และละเมิดเงื่อนไขในการส่งมอบศพตัวประกันที่เสียชีวิต

อนึ่ง ศพผู้เสียชีวิตที่ฮามาสส่งมอบให้อิสราเอลเมื่อคืนวันจันทร์ ถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกาซาอีก 13 ราย อิสราเอลถึงขั้นกล่าวหาฮามาสว่า นำศพที่ไม่เกี่ยวข้องไปฝังดิน ก่อนจะขุดขึ้นมาใหม่แล้วบอกว่าเป็นร่างของตัวประกัน

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องการโจมตีที่เมืองราฟาห์ และโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังพยายามบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่สหรัฐฯ พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาลง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน “เท่าที่ผมเข้าใจ พวกเขาได้ฆ่า… พวกเขาได้สังหารทหารอิสราเอล ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงตอบโต้ และพวกเขาก็ควรจะตอบโต้”

แต่นายทรัมป์ยืนยันว่า “ไม่มีอะไรที่จะเป็นภัยต่อ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ คุณต้องเข้าใจว่า ฮามาสเป็นส่วนเล็กมาก ๆ ของสันติภาพในตะวันออกกลาง และพวกเขาต้องประพฤติตัวให้เหมาะสม”

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่อิสราเอลอ้างว่าได้เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังจากการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความยากลำบากในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน

ความขัดแย้งที่ยังไม่จบสิ้น: อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซา

การที่อิสราเอลและฮามาสต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงรอบใหม่ การที่สหรัฐฯ พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ อาจสะท้อนถึงความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย และผลักดันให้มีการเจรจาต่อไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงความต้องการและความกังวลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

การที่ทหารอิสราเอลอ้างว่าเริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้หรือไม่? สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ?

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งในฉนวนกาซาอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบและความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่มา – อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

กรมวิทย์ฯ เผยโควิด XFG พบในไทย 33 ราย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ สายพันธุ์ XFG หรือที่รู้จักในชื่อ สเตรตัส (Stratus) กำลังกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายทั่วโลก โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่พบอาการรุนแรง แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

จากรายงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 พบว่าสายพันธุ์ XFG กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก ประเทศไทยตรวจพบครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 และจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2568 มีผู้ป่วยสะสม 33 ราย ส่วนใหญ่พบในเขตสุขภาพที่ 13 จำนวน 23 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล และปวดศีรษะ โดยยังไม่มีรายใดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1 เมษายน ถึง 24 กันยายน 2568 ได้ตรวจวิเคราะห์ 608 ตัวอย่าง พบการกระจายของสายพันธุ์ดังนี้

  • สายพันธุ์ NB.1.8.1* ร้อยละ 73.7
  • สายพันธุ์ XEC* ร้อยละ 8.7
  • สายพันธุ์ JN.1* ร้อยละ 6.4
  • สายพันธุ์ XFG* ร้อยละ 5.4
  • สายพันธุ์อื่น ๆ รวมร้อยละ 5.7

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ XFG ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักในไทย แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน หากเทียบกับข้อมูลสากล นับตั้งแต่เริ่มการระบาดในเดือนมกราคม 2563 ประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อมูลจีโนมเชื้อโควิด-19 เข้าสู่ฐานข้อมูล GISAID แล้วกว่า 48,865 ราย ซึ่งช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังโรคระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มและการป้องกันสายพันธุ์ XFG ในไทย

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เน้นย้ำว่า แม้ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย จะยังไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง แต่ประชาชนควรป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม และฉีดวัคซีนตามกำหนด เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจและรักษาที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สายพันธุ์โควิด-19 ยังคงมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ ดังนั้นการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สถานการณ์ในไทยยังคงควบคุมได้ดี แต่การเตรียมความพร้อม เช่น การสต็อกยารักษาและเพิ่มจุดตรวจคัดกรอง จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมของสายพันธุ์ XFG ยังช่วยให้เราเข้าใจการแพร่กระจายได้ดีขึ้น โดยพบว่ามันแพร่เชื้อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและคนรอบข้าง

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือติดตามข่าวจากสื่อที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุด

สุดท้ายนี้ แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง แต่การเฝ้าระวังยังคงสำคัญ หากคุณมีอาการน่าสงสัย อย่าลังเลที่จะไปตรวจและปรึกษาแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวล่าสุดจากผู้นำรัฐบาลได้สร้างกระแสให้กับนโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่อง “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นโยบายฟอกไตฟรีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

“พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงและย้ำถึงนโยบายฟอกไตฟรีที่เคยเป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าหมาย KPI ชัดเจนว่าต้องทำให้เห็นผลภายใน 2 เดือน หากไม่สำเร็จก็จะกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเอง คำพูดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความคึกคักในสภา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในด้านนี้ ทว่าท่านเพียงหันมายิ้มและไม่ตอบคำถามใดๆ รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้ง KPI ที่อาจกดดันการทำงาน หรือนโยบาย Quick Win ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในหมู่สื่อมวลชนและประชาชนว่าการไม่ตอบสนองนี้สะท้อนถึงอะไร

ผลกระทบของนโยบายฟอกไตฟรีต่อประชาชน

นโยบายฟอกไตฟรีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมีจำกัด หากสามารถฟื้นฟูระบบฟอกไตฟรีได้จริงภายใน 2 เดือนตามที่ตั้ง KPI จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยได้มหาศาล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไต

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปีละมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายใหม่กว่า 20,000 ราย และการฟอกไตแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็น Quick Win ที่แท้จริงสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตั้งเป้าภายใน 2 เดือนอาจเป็นความท้าทายใหญ่ เนื่องจากต้องปรับโครงสร้างระบบโรงพยาบาล เพิ่มบุคลากร และจัดสรรงบประมาณอย่างรวดเร็ว

  • ข้อดีของนโยบาย: ลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย สร้างความเท่าเทียมในการรักษา
  • ความท้าทาย: เวลาจำกัด 2 เดือน ต้องประสานงานข้ามกระทรวง
  • ผลกระทบทางสังคม: เสริมภาพลักษณ์รัฐบาลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ยังเชื่อมโยงกับการอภิปรายอื่นๆ ในสภา เช่น การยืมคำพูดของทักษิณ ชินวัตร เพื่อเหน็บแนมฝ่ายค้าน และกำหนดกรอบเวลา 4 เดือนสำหรับนโยบายสำคัญ ซึ่งรวมถึงการยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผสมผสานระหว่างนโยบายประชานิยมและการบริหารจัดการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวหากทำได้จริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพบริการที่อาจลดลงหากรีบร้อนเกินไป ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในสภา

สุดท้ายแล้ว การที่นายพัฒนาเลือกที่จะไม่ให้ความเห็น อาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน มันก็กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในสังคมมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ป่วยไตหรือมีญาติที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดตามข่าวสารและแสดงความเห็นผ่านช่องทางของรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลจริง

ที่มา – “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน​ 2 เดือน​ ขู่ยึดเก้าอี้

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

“วุฒิสภา” ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 มติ 151 ต่อ 1 เสียง “หมอวี” ฉะตั้งงบฯ สธ. ต้อนรับ “รมว.-รมช.” ลงพื้นที่ครั้งละ 1 ล้าน กระตุกสำนึกใช้ภาษีประชาชน ไม่ให้ผ่าน ด้าน “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนที่ สว. จะลงมติในช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณที่มองว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

โดยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. อภิปรายงบประมาณด้านสาธารณสุข ว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เงินเดือน ขณะที่งบสาธารณสุขของไทยคิดเป็น 2% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี 5% ของจีดีพี ดังนั้นของไทยจำเป็นต้องเพิ่มเกือบ 100% ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้งบเพิ่มขึ้น 15% แต่อัตราเงินเฟ้อพบว่า เพิ่มขึ้น 15% เท่ากับไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า งบฯ รักษาของผู้ป่วยใน เพียง 3% ขณะที่ 70% เป็นงบฯ นวัตกรรม บริการที่จำเป็นน้อย การให้งบประมาณดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่โรงพยาบาลของรัฐให้บริการประชาชนติดลบ และบุคลากรยิ่งลาออก ซ้ำยังพบว่า มีงบฯ ต้อนรับรัฐมนตรี กรณีเมื่อรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย ไปโรงพยาบาลใดก็ตามต้องมีเงินเอาไว้ต้อนรับ เงินบำรุงโรงพยาบาล ประมาณ 1 ล้านบาทต่อครั้ง บางครั้งไปโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไม่สามารถต้อนรับได้ด้วยงบดังกล่าว จึงต้องไปประสานงานขอจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อออกเงิน รพ. ละ 5 แสนบาท เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ใช้ต้อนรับ รมว. และ รมช. สาธารณสุข

“ผมไม่อยากให้ สิ่งที่พูดเป็นจริง แต่หากเป็นจริง ขอให้แก้ไข เพราะเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง หากรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย อยากลงไปดูงานหรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ควรลงไปโดยสำนึกในภาษีของประชาชน และจากการอภิปรายของ สว. พบความเห็นข้อเสนอแนะที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในงบสาธารณสุขที่ดูละเอียดแล้ว งบนี้ไม่สามารถดูแลคนไทยให้มีความสุขขึ้น งบนี้ไม่สามารถให้บุคลากรสาธารณสุขมีความสุขได้ ดังนั้นความคิดของผม งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนตัวผมไม่สามารถให้ผ่านไปได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กระทั่งช่วงบ่าย ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สองเป็นประธานการประชุม หลังจากที่ สว. ได้อภิปรายต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเสร็จ ได้ลงมติว่า จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบด้วยมติ 151 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

“พิชัย” ขอบคุณ สว. หลัง สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สว. ที่พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจยั่งยืน สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอและความห่วงใยที่เสนอแนะรัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ ประกอบกับจะนำการพิจารณาไปปรับปรุงหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอให้ความมั่นใจว่านโยบายและงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาใช้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ รัฐบาลใช้งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.53 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ส่งให้รัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การพิจารณาอย่างรอบคอบของสว. และการรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – สว. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุมีงานก่อนแล้ว

“สมศักดิ์” เปิดงานตรวจสุขภาพ อสม. สุโขทัย หลังช่วยรณรงค์นับคาร์บ ขอบคุณที่ช่วยยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ เผย“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส. สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และ อสม. เข้าร่วมงาน

นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า อสม. เป็น “หมอคนที่หนึ่ง” ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ตนมีความยินดีที่ได้ทราบว่า มีประชาชนได้รับถ่ายทอดความรู้เรื่องการนับคาร์บแล้ว กว่า 41 ล้านคน ทำให้มีคนหายป่วย ลดการใช้ยา ลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้เป็นอย่างมาก และด้วยพลังที่เข้มแข็งของพี่น้อง อสม. เชื่อมั่นว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เราจะทำได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน ตามเป้าหมาย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พี่น้อง อสม. ในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเพิ่มรายการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับ อสม. อีก 4 รายการ ได้แก่ การเอกซเรย์ปอด ตรวจปัสสาวะทั่วไป ตรวจไขมันในเลือด และตรวจค่าไต มีมูลค่ากว่า 2 เท่าของสิทธิแบบเดิม ผู้ชายจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 335 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 855 บาท ผู้หญิงจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 585 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 1,105 บาท ทั้งนี้ ก็เพื่อให้พี่น้อง อสม. มีสุขภาพที่ดีขึ้น สมกับความทุ่มเทในการทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้มี พ.ร.บ. อสม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ สร้างความมั่นคงในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

“ขอขอบคุณ อสม. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน และยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์เปิดเผยด้วยว่า วันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งตนลาประชุมแล้วเนื่องจากต้องมาเปิดงานวันนี้และพบปะพี่น้อง อสม. ซึ่งมีกำหนดการล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว จึงไม่อยากให้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

เหตุผลที่ “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ

จากกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เนื่องจากติดภารกิจเปิดงานโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ทำให้เกิดข้อสงสัยในหลายฝ่าย วันนี้จึงขอสรุปเหตุผลที่รัฐมนตรีสมศักดิ์ต้อง“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ ดังนี้

  • ภารกิจสำคัญที่กำหนดไว้ล่วงหน้า: งานเปิดโครงการดังกล่าวได้ถูกกำหนดวันและเวลาไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับชุมชน
  • ความสำคัญของ อสม. ต่อระบบสาธารณสุข: รัฐมนตรีสมศักดิ์ให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน การเข้าร่วมงานนี้เป็นการแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน
  • ไม่อยากให้เกิดการตีความผิด: เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการนำไปตีความในประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ นายสมศักดิ์จึงได้ชี้แจงเหตุผลของการลาประชุม ครม. อย่างชัดเจน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขและการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในระดับชุมชน การที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญกับ อสม. แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของพวกเขาในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับฐานราก

ดังนั้น แม้จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่การที่รัฐมนตรีเลือกที่จะไปปฏิบัติภารกิจที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า และมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับ อสม. ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ การที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของ อสม. อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนในระดับชุมชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

Scroll to top