กลุ่มเปราะบาง

“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐ

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นน่าสนใจในแวดวงการพัฒนาสังคม เมื่อ“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำงบประมาณหรือสิ่งของไปมอบให้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับอย่างเต็มที่

“นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของนายนิกร โสมกลาง ได้มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่ “อยู่ดี มีโอกาส” สำหรับทุกคน โดยเฉพาะการลงพื้นที่จ.พิษณุโลกในครั้งนี้ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การมอบเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ไปจนถึงการสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบางระกำ

สรุปภารกิจสำคัญเมื่อ “นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว มีความช่วยเหลือที่ส่งตรงถึงมือประชาชนที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การมอบหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) ให้กับสมาชิกนิคมสร้างตนเองบางระกำ
  • การมอบบัตรประจำตัวคนพิการและการประเมินความพิการเชิงสังคม
  • การสนับสนุนเงินอุดหนุนโครงการบ้านพอเพียง เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • การมอบเงินสงเคราะห์แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคมและผู้สูงอายุ

นายนิกรได้ย้ำว่า “ที่ดิน” คือฐานรากสำคัญของชีวิต หากประชาชนมีที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีอาชีพ มีรายได้ ก็จะนำไปสู่ครอบครัวที่เข้มแข็ง และท้ายที่สุดชุมชนก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยกระทรวง พม. พร้อมจะเป็น “กำแพงพิงหลัง” และผู้สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

นอกเหนือจากเรื่องที่ดินแล้ว ทางกระทรวงยังได้เยี่ยมชมโมเดลการจัดเก็บรายได้ของนิคมสร้างตนเองบางระกำจากกิจการพลังงาน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในท้องถิ่น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแค่การสงเคราะห์ระยะสั้น แต่เป็นการมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าภาครัฐกำลังปรับตัวเข้าหาประชาชนอย่างจริงจัง การทำงานเชิงรุกแบบนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และรัฐพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นในทุกมิติ เชื่อมั่นว่าหากแนวทางนี้ถูกขยายผลไปทั่วประเทศ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เข้มแข็งได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “นิกร”นำทีม ลงพื้นที่จ.พิษณุโลก มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง

Caregiver บนหมอพร้อม ดูแลผู้สูงอายุผ่าน Digital ID

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวก็ได้รับการยกระดับขึ้นเช่นกัน ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดตัวบริการ Caregiver บนหมอพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ญาติสามารถดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital ID ที่มีความปลอดภัยสูง

การยกระดับสุขภาพด้วย Caregiver บนหมอพร้อม

บริการ Caregiver บนหมอพร้อม ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้งานแอปพลิเคชันด้วยตนเอง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการ แทนที่จะต้องใช้บัญชีหมอพร้อมร่วมกันซึ่งมีความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนตัว ระบบใหม่นี้จะช่วยให้ญาติหรือผู้ดูแลสามารถยืนยันตัวตนและจัดการเรื่องสุขภาพแทนได้โดยตรงผ่านบัญชีของตนเอง

ทำไมคุณต้องใช้ Caregiver บนหมอพร้อม?

การนำ Digital ID มาใช้ในระบบนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบสิทธิ์ได้ง่าย โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นส่วนตัว: ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้าถึงรหัสผ่านร่วมกัน ข้อมูลส่วนบุคคลจึงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย
  • ความสะดวกสบาย: สามารถจัดการนัดหมายแพทย์ ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีน หรือดูผลตรวจแล็บได้ทันที
  • ความถูกต้อง: ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร์เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัว

ในปัจจุบัน Caregiver บนหมอพร้อม กำลังอยู่ในระหว่างการนำร่องที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และในอนาคตกระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะขยายผลให้ครอบคลุมไปถึงผู้ดูแลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อสร้างบริการภาครัฐที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง

บทบาทของผู้ดูแลในยุคดิจิทัลจึงสำคัญมาก การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจวิธีการใช้งานบริการนี้จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และทำให้ผู้สูงอายุในบ้านของคุณได้รับบริการสุขภาพที่รวดเร็วขึ้น หากคุณมีผู้สูงอายุในความดูแล แนะนำให้คอยติดตามประกาศจากทางแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่ออัปเดตสถานะการเปิดให้บริการในโรงพยาบาลใกล้บ้านคุณ ทั้งนี้ นี่คือการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – เดินหน้า “Caregiver บนหมอพร้อม” นำร่องให้ญาติดูแลผู้สูงอายุ–กลุ่มเปราะบางผ่าน Digital ID

การเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการ

ข่าวดีสำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านเป็นของตัวเอง! ล่าสุดการเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการอุ้มผู้มีรายได้น้อย โดยการเคหะแห่งชาติได้เปิดแคมเปญใหญ่ “กคช. ช่วยคนไทย ซื้อง่าย ผ่อนสบาย” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงเป็นของตัวเองในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

การเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการอุ้มผู้มีรายได้น้อย

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การเคหะฯ จึงไม่ได้มีเพียงการลดราคาขายสูงสุดถึง 20% เท่านั้น แต่ยังมีมาตรการสินเชื่อและการเช่าซื้อที่ผ่อนปรนอย่างมาก เพื่อให้การเป็นเจ้าของบ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ปลดล็อกชีวิตคนอยากมีบ้านด้วยมาตรการสุดพิเศษ

นอกจากส่วนลดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการปลดล็อกปัญหาการกู้ไม่ผ่านธนาคาร ซึ่งหากใครเจอปัญหานี้อยู่ สามารถเข้ามาทำสัญญาเช่าซื้อกับการเคหะฯ ได้โดยตรง โดยเฉพาะในโครงการที่กำหนดให้ดอกเบี้ยปีแรกเหลือเพียง 0% ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้จากที่ไหน โดยแคมเปญการเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการอุ้มผู้มีรายได้น้อยนี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

เงื่อนไขการผ่อนปรนที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได เริ่มต้นเพียง 2.50%
  • ยกเว้นการตรวจสอบเครดิตบูโร (สำหรับบางโครงการที่กำหนด)
  • วางเงินมัดจำเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท
  • มีมาตรการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้พร้อมเข้าอยู่ทันที

นี่คือจังหวะเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ตั้งใจอยากจะมีบ้านเป็นสมบัติส่วนตัว การเคหะฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของราคาที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดใจ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ใครที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1615 หรือเว็บไซต์การเคหะแห่งชาติ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทองในครั้งนี้ อย่ารอช้า เพราะการเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการอุ้มผู้มีรายได้น้อยเพื่อคุณโดยเฉพาะ

ที่มา – การเคหะฯ หั่นราคาบ้านลดสูงสุด 20% ครอบคลุม 69 โครงการอุ้มผู้มีรายได้น้อย

พม. CARE ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือได้ง่ายๆ

พม. CARE ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือได้ง่ายๆ

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน! กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ได้ประกาศยกระดับบริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวระบบ พม. CARE ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสวัสดิการและเงินสงเคราะห์ต่างๆ ได้ด้วยตนเองผ่านทางสมาร์ทโฟน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของรัฐได้เพียงไม่กี่คลิก

ทำไมต้องใช้งาน พม. CARE?

ระบบ พม. CARE ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ โดยระบบนี้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชันภาครัฐอย่าง ThaiD และทางรัฐ ทำให้การยืนยันตัวตนและการตรวจสอบสิทธิ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้การจ่ายเงินสงเคราะห์ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับประเภทเงินสงเคราะห์ที่คุณสามารถยื่นผ่านระบบนี้ได้ มีทั้งหมด 6 ประเภทหลัก ดังนี้:

  • เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน
  • เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน
  • เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัว
  • เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
  • เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง
  • เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก

นอกจากนี้ แนวคิดของ พม. CARE ยังยึดหลัก C-A-R-E อย่างชัดเจน ได้แก่ การดูแลใส่ใจ (Care), การเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม (Access), การตอบสนองที่รวดเร็ว (Response) และการยกระดับบริการผ่านระบบดิจิทัล (e-Service) เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน

หากใครกังวลว่าไม่มีทักษะในการใช้มือถือ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทางกระทรวงฯ ได้เตรียมทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ไว้คอยดูแลและให้คำแนะนำถึงบ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง และนี่ถือเป็นก้าวสำคัญของ พม. ในการปรับโฉมบริการภาครัฐให้เป็นมิตรและใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น หวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นครับ

ที่มา – พม. เปิดตัว “พม. CARE” ให้ประชาชนยื่นขอเงินสงเคราะห์ต่างๆ ผ่านมือถือสมาร์ทโฟน

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ต้องจับตามอง เมื่อ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีที่นำเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน มาใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 18,800 ล้านบาท

ทำไมการนำเงินกู้มาใช้แบบนี้ถึงถูกตั้งคำถาม?

ปัญหาสำคัญที่คุณศิริกัญญาเน้นย้ำ คือเรื่องของวินัยการเงินการคลัง โดยระบุว่าการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน นั้น มองว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยเงินในส่วนนี้ควรเป็นงบประมาณรายจ่ายปกติ ไม่ใช่เงินที่จะนำมาจากเงินกู้ในสถานการณ์พิเศษ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • ขัดหลักกฎหมาย: พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานเท่านั้น
  • ไม่ใช่มาตรการใหม่: โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นสวัสดิการดั้งเดิมที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้อยู่แล้ว
  • เสี่ยงหนี้สาธารณะพุ่ง: การสร้างบรรทัดฐานที่นำเงินกู้มาหมุนใช้ในโครงการปกติ จะส่งผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว

คุณศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการงบประมาณ เช่น การใช้งบกลางสำรองจ่ายสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่าการนำเงินกู้ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงมาใช้อย่างไม่รัดกุม

ผลกระทบและสิ่งที่เราต้องเฝ้าระวัง

สิ่งที่สังคมต้องกังวลจากการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน คือบรรทัดฐานที่จะเกิดขึ้นว่ารัฐสามารถนำเงินกู้มาใช้กับโครงการทั่วไปได้เรื่อยๆ ซึ่งหากเรื่องนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุด การตรวจสอบนี้ไม่ใช่การขัดขวางการช่วยเหลือประชาชน เพราะรัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งเงินให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยการคลังได้ทันที สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการทำตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของคนทั้งประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมที่สุด

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการบริหารงบประมาณของภาครัฐในครั้งนี้? การนำเงินกู้วิกฤตมาใช้ในโครงการสวัสดิการปกติ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือเป็นการสร้างหนี้ในอนาคตกันแน่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสังคมที่ตั้งคำถามด้วยเหตุผลไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

“อัครนันท์” ระดมแนวคิด วางอนาคตการศึกษา มุ่งลดภาระงานครู ขยายโอกาสการศึกษาเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีในวงการการศึกษาไทยมาฝากกัน หลังจากที่นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินหน้าเรียกประชุมทีมที่ปรึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาการศึกษาไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญคือเรื่อง “อัครนันท์” ระดมแนวคิด วางอนาคตการศึกษา มุ่งลดภาระงานครู ขยายโอกาสการศึกษาเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริงครับ

“อัครนันท์” ระดมแนวคิด วางอนาคตการศึกษา มุ่งลดภาระงานครู ขยายโอกาสการศึกษาเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง

ปัญหาภาระงานเอกสารที่ทับถมครูเป็นประเด็นที่พูดคุยกันมานาน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางกระทรวงฯ จะเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้ครูมีเวลาไปโฟกัสกับการสอนและการดูแลนักเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพ มากกว่าจะจมอยู่กับงานธุรการครับ

การศึกษาต้องเข้าถึงทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง “อัครนันท์” ระดมแนวคิด วางอนาคตการศึกษา มุ่งลดภาระงานครู ขยายโอกาสการศึกษาเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง ยังเน้นการขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปไกลกว่าห้องเรียนปกติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • พี่น้องทหารเกณฑ์ที่ต้องการวุฒิการศึกษาเพิ่ม
  • พระภิกษุและสามเณรในวัด
  • ผู้ต้องขังในเรือนจำที่ต้องการโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่

ความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาในอนาคตจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าสถานะใดในสังคมก็ตาม เพราะการศึกษาไม่ควรมีข้อจำกัดด้านสถานที่หรือบริบทชีวิตครับ

เราในฐานะประชาชนคนไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นโยบายที่หยิบยกมาปรึกษาหารือกันในครั้งนี้จะถูกยกระดับสู่การปฏิบัติจริงให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเปราะบาง คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนครับ หากทำได้สำเร็จ เชื่อมั่นได้เลยว่าคุณภาพชีวิตของทั้งครูและนักเรียนจะดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

ที่มา – “อัครนันท์” ระดมแนวคิด วางอนาคตการศึกษา มุ่งลดภาระงานครู ขยายโอกาสการศึกษาเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง

“นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ล่าสุด นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกนโยบายเร่งด่วน โดยการ “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับสิทธิสวัสดิการอย่างครบถ้วนและไม่มีใครต้องตกหล่นจากฐานข้อมูลสำคัญ

บทบาทสำคัญของกระทรวง พม. ในการขับเคลื่อนสวัสดิการแห่งรัฐ

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้มีรายได้น้อย โดยนายนิกร โสมกลาง ได้กำชับให้หน่วยงาน พม. จังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับมือและอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ทั้งช่องทางปกติและระบบออนไลน์ เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด

นอกเหนือจากการลงทะเบียนแล้ว ยังมีการนำระบบ MSO-LOGBOOK (สมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบข้อมูล ประสานความร่วมมือกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนและป้องกันไม่ให้เกิดการตกหล่นของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง โดย “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

แนวทางการปฏิบัติงานเพื่อกลุ่มเปราะบาง

  • เพิ่มศักยภาพศูนย์ พมจ. ในการรับลงทะเบียนและยืนยันตัวตน
  • ใช้ระบบ MSO-LOGBOOK ในการบันทึกข้อมูลครัวเรือนอย่างแม่นยำ
  • อำนวยความสะดวกกรณีประชาชนมีปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิออนไลน์
  • ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ความตั้งใจจริงของกระทรวง พม. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่เคยนิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน และด้วยการที่ “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างจริงจังเช่นนี้ เชื่อมั่นได้เลยว่า พี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานจากภาครัฐได้อย่างเท่าเทียมกันแน่นอนครับ

เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ พม. ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ใครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ อย่าลืมตรวจสอบช่องทางและระยะเวลาการลงทะเบียนให้ดี เพื่อรักษาสิทธิของตนเองนะครับ

ที่มา – “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ดูแลผู้สูงอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับแวดวงสาธารณสุขไทยกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดมีประกาศว่า รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมครับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะจะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอาสาพยาบาลชุมชน หรือ “อสพ.” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าเชิงรุกที่เข้าไปดูแลถึงบ้านผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งการทำงานจะประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ

รายละเอียดการทำงานของ อสพ. 10,000 คน

การเข้ามามีบทบาทของ อสพ. ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวชหรือยาเสพติด โดยอาสาสมัคร 1 คน จะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยประมาณ 24 ราย มีแผนการเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ ทำแผล และติดตามอาการเบื้องต้น ซึ่งโครงการ รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้มากขึ้นครับ

  • คัดกรองโรคเบื้องต้น: ตรวจวัดอาการและประเมินสุขภาพ
  • หัตถการพื้นฐาน: ทำแผลและป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • ติดตามยา: ดูแลเรื่องการกินยาอย่างเคร่งครัดในกลุ่ม NCDs
  • ประสานงาน: ส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ ทางภาครัฐจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 ผ่านช่องทางแอปฯ หมอพร้อม โดยเปิดโอกาสทั้งผู้ที่จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ สาขาอื่นๆ และพยาบาลเกษียณอายุไม่เกิน 70 ปี เพื่อเข้ารับการอบรมให้พร้อมทำหน้าที่ดูแลคนในชุมชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าการจ้างงานครั้งนี้จะไม่กระทบต่อ Care Giver เดิมอย่างแน่นอนครับ

ในความคิดเห็นของผม นี่ถือเป็นกลไกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนมีทักษะติดตัวไปตลอด หากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี สังคมผู้สูงอายุไทยเราจะมีความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก หรือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ที่ได้ริเริ่มจัดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาลในเย็นวันเดียวกัน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่าภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะที่พร้อมนำเสนออยู่แล้ว เพื่อช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างตรงจุด

ในทำนองเดียวกัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ประสานเสียงชื่นชมรัฐบาล โดยบอกว่า ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ในการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วม แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้งหมด แต่ยืนยันว่ามีหลายประเด็นที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอสำคัญที่ภาคเอกชนเตรียมนำเสนอ

จากที่ได้สัมภาษณ์ ทั้งสองท่านเน้นย้ำถึงประเด็นหลักที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายแอนตี้คอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการทำงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก โดยมองว่าเป็น quick win ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ทันที

  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดขั้นตอนราชการ และการสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมหลัก
  • ผลักดันแอนตี้คอร์รัปชัน: สร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริต
  • ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น สนับสนุน SME และแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
  • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน: รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านนโยบาย ขณะที่เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

นายพจน์ ยังเสริมว่าการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะรับฟังตรงจาก CEO และตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการถ่ายทอดปัญหาและข้อเสนอแนะที่มาจากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ โดยการติดต่อเชิญเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและจริงจังของรัฐบาล

นิมิตหมายดีต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

ทั้งนางพิมพ์ใจและนายพจน์ ต่างย้ำว่าการจัดเวทีเช่นนี้เป็นนิมิตหมายดีมาก โดยนางพิมพ์ใจบอกว่า “ดีมาก” และนายพจน์เสริมว่า “เยี่ยมเลย” เพราะในอดีต รัฐและเอกชนมักทำงานแยกกัน แต่ครั้งนี้แสดงถึงการ synergy ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุด เช่น GDP ที่เติบโตช้า อัตราการว่างงานสูง และการลงทุนที่ชะลอตัว

จากข้อมูลของธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยต้องการการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย การที่รัฐบาลเปิดรับฟังจึงเป็นก้าวสำคัญ หากข้อเสนอเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติ จะช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นต่อเนื่อง

คุณคิดอย่างไรกับการร่วมมือครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม จัดเวทีรับฟังภาคเอกชน ชี้เป็นนิมิตหมายดี

Scroll to top