กลุ่มเปราะบาง

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาชนหลายคนเริ่มกังวลใจกันถ้วนหน้า วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันครับ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลของสังคม

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายธนกรได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักนิด แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการตัดสินใจบางเรื่อง แต่ก็กำลังดำเนินการหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น การให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่สำคัญกว่านั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจน หากพบการกักตุนน้ำมันหรือพลังงาน รัฐบาลพร้อมดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหานี้มากแค่ไหน

ทำไมรัฐบาลรักษาการถึงมีข้อจำกัด?

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลทำไมออกมาตรการช้า หรือทำไมไม่คล่องตัวเหมือนรัฐบาลปกติ คำตอบคือเพราะเป็นช่วงรักษาการ รัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักได้ง่าย ๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯ ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เรียกประชุมด่วน โทรหาผู้รับผิดชอบ และกำชับ ส.ส. ลงพื้นที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ แม้จะไม่ประกาศใหญ่โต แต่การทำงานเบื้องหลังนี้มีจริง

  • ลดภาษีสรรพสามิต: ครม.เห็นชอบให้คลังศึกษาวิธีลดและระยะเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ช่วยเหลือเปราะบาง: ใช้บัตรสวัสดิการและกลไกอื่น ๆ สนับสนุนค่าพลังงาน
  • ปราบกักตุน: ดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย
  • ติดตามใกล้ชิด: นายกฯ สอบถามสถานการณ์ทุกวัน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในยูเครน การลดผลิตน้ำมันของ OPEC และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง กระทบไทยโดยตรงเพราะนำเข้ามาก รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงหรือขาดแคลน

ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลมีคำตอบ

ฝ่ายค้านบางคนบอกว่ารัฐบาลช้าเกินไป ไม่ช่วยประชาชนทันท่วงที แต่ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน โดยชี้ว่าการโจมตีแบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเปล่า ๆ แทนที่จะเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ นายธนกรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมหากินทางการเมือง เพราะในที่สุด ประชาชนต่างหากที่เดือดร้อน

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเจอวิกฤตน้ำมันปี 2542 และ 2551 รัฐบาลสมัยนั้นก็ใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือ ถ้าวันนี้เรายังสาดโคลนใส่กัน สังคมจะกลายเป็นวาทกรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เลย

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างข้อมูล แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดภาษีและปราบกักตุนเป็นก้าวแรกที่ดี ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจะมีช่องว่างจัดการได้มากขึ้น เช่น ใช้รถสาธารณะ ลดใช้เครื่องปรับอากาศ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างประหยัด

สุดท้ายนี้ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยังทำงานอยู่ เราในฐานะประชาชนควรให้กำลังใจและร่วมมือกัน คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งใน 3 วัน รวมกว่า 8 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะเข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องปรับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงต้นทุนจริง แต่สิ่งที่ติดใจคือ วิธีการดำเนินการที่ยังไม่โปร่งใส เธอย้อนถามตรงๆ ว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่? โดยเฉพาะการไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนประกาศขึ้นราคา ซึ่งอาจเปิดช่องให้นายทุนขูดรีดประชาชน

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในโพสต์ของหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องหลายประการในการบริหารจัดการราคาน้ำมันครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงกระทบค่าครองชีพ แต่ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม

1. ทำไมไม่ลดภาษีและค่าการตลาดก่อน?

ก่อนขึ้นราคา รัฐบาลควรพิจารณางดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดค่าการตลาดก่อน ซึ่งรวมกันกว่า 10 บาทต่อลิตร หากทำได้ ประชาชนจะได้ค่าน้ำมันถูกลงทันที โดยไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดมาที่ผู้บริโภค การใช้น้ำมันกองทุนฯ อุ้มราคาในระยะสั้น กลับกลายเป็นการกู้เงินอนาคตของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันโลกลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายแพงเพื่อชดเชยกองทุน สุดท้ายใครได้ประโยชน์?

2. ไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนขึ้นราคา?

น้ำมันที่ขายในตลาดตอนนี้คือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม แต่กลับขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร หากคำนวณจากน้ำมันสำรองการค้า 1,500 ล้านลิตร จะได้ส่วนต่างถึง 12,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋านายทุน! นี่คือการขูดรีดประชาชนชัดๆ หรือไม่? “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

3. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่าช้า

รัฐบาลควรออกมาตรการ Targeted Subsidy ทันที เช่น คูปองส่วนลดน้ำมันให้เกษตรกร ชาวประมง SME รถขนส่ง วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ และแท็กซี่ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพง การช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงจะยั่งยืนกว่าการแจกกระจายแบบเหมาเข่ง

4. ขบวนการกักตุนน้ำมันรอดตัว?

มีข้อสังเกตกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า เมื่อขึ้นราคาทันที การสืบสวนผู้กระทำผิดก็ยากขึ้น นี่คือการปิดจ๊อบให้พวกเขาหรือ? คุณหญิงสุดารัตน์เรียกร้องให้ตรวจสอบให้โปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นเหยื่อ

5. ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคอย่างไร?

ต้นทุนพลังงานพุ่ง รัฐบาลมีแผนชัดเจนแค่ไหนในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค? หากปล่อยไป ราคาอาหาร ของใช้ จะทะยานตาม สร้างข้าวยากหมากแพงหนักขึ้น ต้องมีมาตรการรูปธรรม เช่น ตรวจสอบราคาเข้มงวด

ข้อเสนอทั้งหมดนี้มาจากความห่วงใยประชาชนที่กำลังแบกภาระหนัก หากรัฐบาลปรับปรุงให้โปร่งใสและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามแบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น สุดท้าย ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแพร่กระจายเพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

7 มาตรการช่วยคนเดือดร้อนราคาน้ำมัน บัตรสวัสดิการ

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย รัฐบาลจึงเร่งออก 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน หนึ่งในนั้นคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้นท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น

จากรายงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการขนส่ง และ SME ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการช่วยเหลือโดยตรงที่ประชาชนรอคอยมานาน

7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน “ราคาน้ำมัน” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินเพิ่ม

มาดูรายละเอียดของแต่ละมาตรการกันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่ามาตรการไหนช่วยใครบ้าง และจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่

1. พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ครม. มอบหมายให้กระทรวงการคลังกลับไปศึกษาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้เหมาะสมทั้งวิธีการและระยะเวลา ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันปลายทางได้ทันที สิ่งนี้จะเป็นการลดภาระให้ผู้บริโภคทุกคนโดยตรง โดยไม่ต้องรอมาตรการอื่น

2. เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม

กลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มจากเดือนละ 300 บาท เป็น 400 บาทต่อคน สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าที่ร่วมรายการ มาตรการนี้ช่วยครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยนับล้านคน โดยในช่วงรัฐบาลรักษาการจะดำเนินการก่อน และประเมินต่อยอดหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล

3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง

กลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะได้รับการดูแลจากกระทรวงคมนาคม โดยพิจารณามาตรการเฉพาะ เช่น สนับสนุนน้ำมันหรือลดค่าธรรมเนียม เพื่อไม่ให้ค่าขนส่งปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน

4. สนับสนุนเกษตรกรเรื่องค่าปุ๋ย

เกษตรกรได้รับผลกระทบหนักจากราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น รัฐจึงผลักดันโครงการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ยควบคู่กับบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือทางเลือก ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมี

5. ช่วยเหลือชาวประมงใช้น้ำมัน B20

ชาวประมงจะได้รับการสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนการออกเรือ ทำให้ราคาปลาไม่แพงเกินไปสำหรับผู้บริโภค

6. ช่วยคู่สัญญาภาครัฐและอุตสาหกรรม

กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรม และคู่สัญญารัฐที่ใช้น้ำมันรันเครื่องจักร จะได้รับการขยายเวลาการตรวจรับงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ป้องกันการผิดสัญญาจากปัญหาขาดแคลนน้ำมัน

7. Soft loan สำหรับ SME

กระทรวงการคลังมอบหมายธนาคารออมสินเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ รายละเอียดจะประกาศเร็วๆ นี้

มาตรการทั้ง 7 ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนในยามวิกฤต 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดำเนินการได้รวดเร็วตามแผน ประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็มที่

คุณคิดว่ามาตรการไหนจะช่วยคุณมากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน “ราคาน้ำมัน” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินเพิ่ม

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบาก รัฐบาลกลับประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกประเภทพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร สร้างความเดือดร้อนให้กับคนทั้งประเทศ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ออกมาไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรอย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามว่า “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแบบใด” ที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักหน่วงแบบนี้

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ไอติมโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจของตัวเอง หลังจากราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับขึ้นสูงสุด 6 บาทต่อลิตร เขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำตอบชัดเจนในหลายประเด็นสำคัญ เช่น ใครเป็นผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เรื่องภาษีลาภลอยยังไม่มีความคืบหน้า มาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ยังไม่เริ่มต้น และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีไม่เคยชี้แจงในสภาแม้แต่คำเดียวตลอดวัน

สถานการณ์ตอนกลางดึกที่ปั๊มน้ำมันย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ คิวยาวเหยียดนาน 15 นาที แสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกของประชาชน นอกจากนี้ ไอติมยังตั้งข้อสังเกตว่าทำไมสัปดาห์นี้สภาเปิดประชุมแค่วันเดียว โดยไม่ประชุมวันพฤหัสบดีตามปกติ เหมือนหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจาก ส.ส.

ไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือ

ขณะเดียวกัน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ก็โพสต์วิจารณ์เช่นกัน โดยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลเหมือนปล่อยน้ำจากเขื่อนท่วมบ้านประชาชนโดยไม่ช่วยเหลือ รัฐบาลแถลงมาตรการช่วยเหลือ 5 กลุ่ม แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง

  • กลุ่มเปราะบาง: เติมเงินบัตรสวัสดิการจากงบกลาง แต่ยังไม่อนุมัติทั้งที่เร่งด่วน
  • กลุ่มขนส่ง: รอกระทรวงค้อนรวบรวมข้อมูล กว่าจะเสร็จราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 50 บาท
  • กลุ่มเกษตรกร: ช่วยเรื่องราคาปุ๋ยแทนน้ำมัน แต่ปุ๋ยขึ้นราคาอยู่แล้ว เช่น ปุ๋ย 40-0-0 จาก 1,065 เป็น 1,140 บาท
  • กลุ่มประมง: ใช้ B20 ราคาถูกกว่า 5 บาท แต่ยังไม่มีเรือประมงได้รับจริง
  • กลุ่มผู้รับเหมาและอุตสาหกรรม: ปรับค่า K และซอฟต์โลน แต่ไร้รายละเอียด

การตัดสินใจขึ้นราคาหลังปิดสภา แสดงถึงการหนีการตรวจสอบ รัฐบาลนายอนุทินจัดการวิกฤตโดยไม่มีประชาชนในสมการ ผู้นำที่ดีต้องลดผลกระทบให้ประชาชน ไม่ปล่อยให้เผชิญปัญหาลำพัง

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่งสินค้า สุดท้ายราคาสินค้าทุกอย่างจะแพงขึ้น เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อนหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องปรับลดรายจ่ายเพื่อรับมือ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกักตุนน้ำมันและภาษีนำเข้าน้ำมันที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข หากไม่ทำ วิกฤตจะยิ่งลุกลาม ส.ส.ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงและออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วน

ในมุมมองของเรา การไอติม ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรนี้เป็นการสะท้อนความไม่ไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลต้องรับผิดชอบและแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา

คุณคิดอย่างไรกับการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้? รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อช่วยประชาชน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ไอติม” ซัดรัฐบาลกระชากราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแบบใด

14 องค์กรเรียกร้องแก้วิกฤตพลังงาน น้ำมันเลือด

14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด” เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์โลกไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนชีวิตของคนไทยแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด”

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนจาก 14 องค์กรภาคประชาสังคมได้รวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนแก้ไขวิกฤตพลังงานที่กำลังกดดันประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน เกษตรกร และไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

14 องค์กรภาคประชาสังคมยื่นหนังสือที่ทำเนียบ

องค์กรที่เข้าร่วมการเรียกร้อง

  • กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
  • กลุ่มนนทรีก้าวหน้า
  • กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์
  • กลุ่ม FemTonsai
  • เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย
  • สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • สหภาพคนทำงาน
  • สหภาพคนทำงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ รังสิต
  • สหภาพไรเดอร์
  • สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย (สพพท.)
  • สมาคมไรเดอร์ภาคใต้
  • พรรคศรัทธาธรรม
  • ไรเดอร์ไทยเข้มแข็ง
  • MYHR

องค์กรเหล่านี้มาจากหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มนักศึกษา แรงงานแพลตฟอร์ม ไปจนถึงเกษตรกร ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอค่าครองชีพ

ตัวแทนองค์กรยื่นหนังสือ

3 ข้อเรียกร้องหลักเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ มีข้อเรียกร้องชัดเจน 3 ข้อที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการทันที ได้แก่

  • ปรับลดราคาน้ำมัน ลิตรละ 11 บาท เป็นเวลา 1 ปี โดยยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันและปรับลดค่ากลั่น เพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • ลดค่าไฟฟ้า ให้เหลือหน่วยละ 3 บาท ช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังล้มละลายจากต้นทุนสูง
  • ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาตามน้ำมันและค่าไฟ

การจำลองเหตุการณ์น้ำมันเลือด

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สุดสะเทือนใจ

นอกจากยื่นหนังสือแล้ว กลุ่มผู้ประสานงานยังจัดแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยจำลองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันที่หน้าปั๊มน้ำมัน กลุ่มไรเดอร์และเกษตรกรแห่กันไปเติมน้ำมัน แต่สุดท้ายได้ “น้ำมันเลือด” แทน ซึ่งเป็นการเสียดสีรัฐบาลที่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา จนประชาชนต้อง “เสียเลือดเสียเนื้อ” จากราคาพลังงานแพง

น้ำมันเลือด สัญลักษณ์วิกฤตพลังงาน

การแสดงนี้ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนจำนวนมาก สะท้อนถึงความสิ้นหวังของคนตัวเล็กที่ต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด

กลุ่มผู้ชุมนุมจำลองสถานการณ์

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย เธอมองว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคเกษตรและแรงงานที่ต้นทุนพุ่งสูง รัฐบาลควรออกมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบาง และเปิดพื้นที่ในสภาฯ เพื่อหารืออย่างโปร่งใส

แก้วตา ร่วมสังเกตการณ์

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าทุกอย่างแพงตาม เกษตรกรส่งผลผลิตไม่ได้เพราะน้ำมันดีเซลแพง ไรเดอร์วิ่งส่งอาหารต้นทุนสูงจนขาดทุน แรงงานโรงงานค่าไฟแพงจนบริษัทลดคนงาน สถานการณ์แบบนี้หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมใหญ่หลวง

ในมุมมองของผู้เขียน การเรียกร้องของ 14 องค์กรภาคประชาสังคมนี้เป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ควรนำข้อเสนอเหล่านี้มาพิจารณาดำเนินการจริง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตพลังงานนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที!

ที่มา – 14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด”

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน รร.เอกชน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน ถือเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัวยากจนและโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เมื่อ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

ที่ประชุมมีมติอนุมัติร่างระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน โดยเพิ่มเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนอีก 1 ชุด สำหรับนักเรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ทำให้เด็กๆ สามารถมาโรงเรียนได้อย่างมั่นใจ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเสนอร่างประกาศวิธีการขอรับเงินอุดหนุนและเบิกจ่ายให้ รมว.ศธ. ลงนามต่อไป

รายละเอียดมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือตรงจุด ครอบคลุมค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับศักยภาพสถานศึกษาเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบครัวที่มีรายได้น้อยจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดปัญหาการขาดเรียนเนื่องจากไม่มีชุดนักเรียน

ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชน

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. … ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและบริบทสังคมโลกปัจจุบัน ร่างนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และตรวจสอบจากสำนักจุฬาราชมนตรีแล้ว เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้และคุณธรรมตามมาตรฐานสากล จะเริ่มใช้ปีการศึกษา 2569 เช่นกัน

ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลางและมาตรการอื่นๆ

เห็นชอบร่างระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักเรียนโรงเรียนเอกชน พ.ศ. … เพื่อเปลี่ยนสู่ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง สอดคล้องยุคดิจิทัล เน้นความมั่นคงข้อมูลตาม PDPA ลดภาระเอกสารครู และยกระดับการบริหารจัดการให้รวดเร็วทันสมัย นอกจากนี้ ยังยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี แม้ไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒินักธรรมชั้นเอก เพื่อให้โรงเรียนดำเนินการต่อเนื่อง

รับทราบรายงานกองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลครูเอกชนที่ปรับสู่เรียลไทม์ตามข้อเรียกร้องโรงพยาบาล สปสช. พร้อมแล้ว ดีเดย์เฟสแรก 1 พฤษภาคม 2569 นำร่องโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เป็นของขวัญวันเปิดเทอมใหม่

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนการศึกษาเอกชนให้เท่าเทียมและทันสมัย คุณคิดอย่างไรกับบอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการศึกษาล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 ช่วย 3 กลุ่ม

เตรียมตัวให้พร้อม! ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 เงินช่วยเหลือเยียวยา 3 กลุ่มเปราะบาง ทั้งเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินเบี้ยผู้พิการ จะถูกโอนเข้าบัญชีในวันเดียวกัน

อ้างอิงจากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นที่คาดการณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่าครองชีพของ 3 กลุ่มเปราะบาง ประจำเดือนมกราคม 2569 จะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 นี้ ซึ่งประกอบด้วย เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินเบี้ยผู้พิการ สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ใหม่ ก็ยังสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิการช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 โอนช่วย 3 กลุ่มเปราะบาง

มาดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างสำหรับเงินช่วยเหลือในแต่ละกลุ่ม:

  1. เงินอุดหนุนบุตร หรือ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เตรียมพร้อมสำหรับการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 600 บาท ประจำเดือนมกราคม 2569 ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 โดยผู้ปกครองสามารถตรวจสอบสถานะการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ดังนี้:

  • เว็บไซต์กรมกิจการเด็กและเยาวชน: http://csgcheck.dcy.go.th
  • แอปพลิเคชัน “เงินเด็ก”
  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ตรวจสอบให้ดีว่าข้อมูลถูกต้องและบัญชีพร้อมรับเงินนะครับ

  1. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือ เบี้ยผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด (สัญชาติไทย และไม่ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จะได้รับการช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนตลอดชีพ โดยจำนวนเงินจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาทต่อเดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาทต่อเดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาทต่อเดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาทต่อเดือน
  1. เบี้ยผู้พิการ

ผู้พิการทุกคนที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อขอรับ “เบี้ยความพิการ” ซึ่งมีอัตรา 800-1,000 บาทต่อเดือน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • ผู้พิการที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี: 1,000 บาทต่อเดือน
  • ผู้พิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป: 800 บาทต่อเดือน

สำหรับผู้พิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่มจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 200 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือน

หากท่านต้องการลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยผู้พิการ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด) หรือในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถติดต่อได้ที่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569: สิ่งที่คุณต้องรู้

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 อย่าลืมเตรียมข้อมูลส่วนตัวและตรวจสอบช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์ให้พร้อม นอกจากนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิ ก็อย่ารอช้า รีบตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการลงทะเบียนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

การตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ อย่าลืมตรวจสอบและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันเวลา

ที่มา – ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 โอนช่วย 3 กลุ่มเปราะบาง

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ยังคงน่าเป็นห่วง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิด น้ำท่วมปัตตานี ฉับพลันในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การสัญจรถูกตัดขาด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มอบหมายให้ นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

น้ำท่วมปัตตานี: บิ๊กป้อมสั่งเร่งช่วยเหลือ

หลังได้รับคำสั่งการ ทีมงานของพรรคพลังประชารัฐได้เร่งดำเนินการจัดตั้งและขยายจุดครัวพลังประชารัฐในพื้นที่ประสบภัย เพื่อจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่มสะอาด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอยะรัง อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอแม่ลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมปัตตานี อย่างรุนแรงที่สุด

ความช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมปัตตานี

ทีมช่วยเหลือของพรรคพลังประชารัฐยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือครอบคลุมทุกครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง พลเอกประวิตรได้ย้ำว่า ทีมงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลง และประชาชนทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า นอกจากนี้ ยังมีการให้ความช่วยเหลือด้านการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป การวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบระบายน้ำที่ดี และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคต

นอกจากความช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ แล้ว การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชนในชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน การแบ่งปันสิ่งของจำเป็น และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ชุมชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ น้ำท่วมปัตตานี ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การมีอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็น และการมีความรู้ในการเอาตัวรอด จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – น้ำท่วมปัตตานี “บิ๊กป้อม” สั่งทีมงานลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบาง

UK รับมือโควิดช้า ทำคนตายเพิ่มนับหมื่น!

ผลสืบสวนชี้ว่า รัฐบาล UK ลงมือทำน้อยและช้าเกินไป จนส่งผลให้ไวรัสโควิด-19 คร่าชีวิตคนเพิ่มขึ้นจากที่ควรจะเป็นอีกหลายหมื่นศพในช่วงการระบาดระลอกแรก นี่คือข้อสรุปจากรายงานการสืบสวนล่าสุดที่สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนทั่วโลก

รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การตอบสนองต่อโควิดของสหราชอาณาจักรนั้น “น้อยเกินไปและช้าเกินไป” นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคนในช่วงระลอกแรกของการระบาด

รายงานระบุด้วยว่า รัฐบาลอาจสามารถหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการล็อกดาวน์ได้ หากมาตรการอาสาอย่างเช่น การเว้นระยะห่างในสังคม และการแยกเดี่ยวผู้มีอาการป่วยร่วมกับสมาชิกในครัวเรือน ถูกนำมาใช้ก่อนหน้าวันที่ 16 มีนาคม 2563

แต่เมื่อถึงตอนที่เหล่ารัฐมนตรีเริ่มเคลื่อนไหวมันก็สายเกินไปแล้ว และมาตรการล็อกดาวน์ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป การใช้มาตรการที่ล่าช้าไป 1 สัปดาห์ นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนในอังกฤษมากกว่าที่ควรจะเป็นอีก 23,000 ศพในการระบาดระลอกแรก

รายงานฉบับนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลของทั้งอังกฤษ, เวลส์, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ รวมถึง นี่เป็นวัฒนธรรมที่วุ่นวายในรัฐบาลสหราชอาณาจักร

บารอนเนส ฮัลเลตต์ ประธานคณะกรรมการสืบสวนกล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากภายใต้ความกดดันอย่างยิ่งยวด แต่รัฐบาลทั้งสี่แห่งล้มเหลวในการตระหนักถึงขอบเขตของภัยคุกคาม หรือความเร่งด่วนของการตอบสนองที่จำเป็นในช่วงต้นปี 2563 รัฐมนตรีหลายคนเชื่อในการรับประกันผิดๆ ว่า สหราชอาณาจักรเตรียมพร้อมแล้ว

เลดี้ ฮัลเลตต์ กล่าวเสริมว่า นักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลประเมินการแพร่ระบาดของไวรัสต่ำเกินไป และในช่วงแรกได้แนะนำว่าไม่ควรนำมาตรการจำกัดต่างๆ มาใช้ จนกว่าการแพร่กระจายของไวรัสจะใกล้ถึงจุดสูงสุด เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity)

รายงานซึ่งมีความยาวเกือบ 800 หน้าฉบับนี้ ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 10 ฉบับ ที่คณะกรรมการสืบสวนวางแผนจะจัดทำ ยังได้ระบุถึงความล้มเหลวอื่น ๆ อีกหลายประการรวมถึง

ในช่วงเริ่มต้นของระบาดระลอกที่ 2 ช่วงฤดูใบไม้ร่วง รัฐบาลทำความผิดพลาดแบบเดียวกันกับการระบาดระลอกแรกในฤดูใบไม้ผลิปี 2563 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถให้อภัยได้ และนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็เปลี่ยนใจเรื่องการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายความว่ามาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 ถูกประกาศใช้หลังสถานการณ์อยู่เหนือการควบคุมไปแล้วในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีการทำผิดกฎระเบียบของนักการเมืองและที่ปรึกษาของพวกเขา เช่น นายโดมินิก คัมมิงส์ ที่เดินทางไปเมืองเดอแรมและบาร์นาร์ด คาสเซิล ในเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งทั้งทำลายความเชื่อมั่นที่สาธารณชนมีต่อการตัดสินใจของรัฐ และเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากที่ผู้คนจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มงวด

รายงานยังอธิบายถึงวัฒนธรรมที่ “เป็นพิษและวุ่นวาย” ในรัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักรระหว่างการตอบสนองต่อการระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งรายงานระบุว่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคำแนะนำและการตัดสินใจ และรัฐบาลของทั้งสี่ประเทศถูกวิจารณ์เรื่องการวางแผนและการตัดสินใจ ซึ่งถูกขัดขวางโดยความไม่ไว้วางใจกันระหว่างนายจอห์นสัน กับผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหราชอาณาจักรอื่นๆ

โครงการ Eat Out to Help Out (ทานอาหารนอกบ้านช่วยชาติ) ซึ่งเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ริชี ซูนัค และได้รับการอนุมัติโดย จอห์นสัน เพื่อสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 นั้น “ถูกออกแบบขึ้นโดยไม่มีคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ” และ “บ่อนทำลายการสื่อสารข้อมูลด้านสาธารณสุข”

รัฐบาลยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบของการระบาดที่มีต่อกลุ่มเปราะบางซึ่งได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยบางกลุ่ม อย่างดีพอ ในการตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อไวรัสอย่างไร แม้ว่าอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาจะเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้

ไม่เพียงเท่านั้น รายงานยังระบุว่า เด็ก ๆ ไม่ได้รับการให้ความสำคัญเพียงพอ โดยรัฐมนตรีล้มเหลวในการพิจารณาถึงผลที่ตามมาของการปิดโรงเรียนอย่างเหมาะสม

รายงานระบุว่า การล็อกดาวน์แม้จะช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นที่คงอยู่ยาวนานต่อสังคม โดยทำให้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติหยุดชะงัก ชะลอการรักษาอาการป่วยที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแย่ลง

แบบจำลองสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึง 23,000 คน หากมีการล็อกดาวน์เร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2563 ซึ่งเท่ากับลดจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงการระบาดระลอกแรกซึ่งนับจนถึง 1 กรกฎาคม 2563 ลงถึง 48%

แต่รายงานไม่ได้บ่งชี้ว่า ยอดรวมผู้เสียชีวิตตลอดการระบาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ที่ 227,000 ศพ ณ เวลาที่ประกาศว่าการระบาดสิ้นสุดในปี 2023 จะลดลงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งอาจลดหรือเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงการระบาดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสืบสวนชื่นชมรัฐบาลสำหรับการดำเนินโครงการฉีดวัคซีนที่ “น่าทึ่ง” และการที่พวกเขายกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับวัคซีน ซึ่งคณะกรรมการฯ มองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนของสหราชอาณาจักร

รายงานได้เสนอแนะข้อเสนอแนะที่แตกต่างกันหลายประการ ซึ่งรวมถึง รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่การตัดสินใจอาจมีต่อ กลุ่มเสี่ยงที่สุด อย่างรอบด้านมากขึ้น ทั้งจากตัวโรคเองและจากมาตรการที่นำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อโรค

ควรขยายการมีส่วนร่วมในกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่ากลุ่ม “Sage” ซึ่งรวมถึงผู้แทนจากรัฐบาลท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

คณะกรรมการฯ ยังแนะนำให้รัฐบาลปฏิรูปและชี้แจงโครงสร้างการตัดสินใจในช่วงภาวะฉุกเฉินของแต่ละประเทศภายในสหราชอาณาจักร และปรับปรุงการสื่อสารระหว่างสี่ประเทศในช่วงภาวะฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้น

ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น

ทำไมผลสืบสวนเรื่อง UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่นถึงสำคัญ?

ผลสืบสวนนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลกในการรับมือกับการแพร่ระบาดในอนาคต การเตรียมพร้อมและการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องชีวิตประชาชน

ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตัดสินใจที่รวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤตเช่นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

การพิจารณาถึงผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในรายงานนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ UK แสดงให้เห็นว่า การประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปและการไม่ดำเนินการอย่างทันท่วงทีสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าเศร้าได้อย่างไร ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่าการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว เด็ดขาด และคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากเราละเลยการเตรียมตัวและการวางแผน

ที่มา – ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น

Scroll to top