กล้าธรรม

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ระทึกขวัญจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าวได้ ซึ่งนอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตซ้ำซ้อน ล่าสุด กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ที่กำลังแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาล เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล กระทรวงสาธารณสุข และสภาทนายความ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 2 ครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วยชาวไทยและชาวลาว ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ แต่กลับต้องมาแบกรับภาระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนร่วมกว่า 500,000 บาท เนื่องจากวงเงินประกันภัยของผู้ประกอบการหมดลง

แนวทางการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างบูรณาการ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเมื่อ กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ครั้งนี้ ได้มีการวางกรอบการช่วยเหลือที่ชัดเจนไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การรักษาพยาบาล: กระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิ์การรักษาพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่สะสมมานาน
  • การเยียวยาเบื้องต้น: ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรมและมูลนิธิธรรมนัส จะเร่งเจรจากับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเงินเยียวยามาบรรเทาทุกข์โดยเร็ว
  • การดำเนินคดีทางกฎหมาย: สภาทนายความจะเข้ามาดูแลสิทธิ์และดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ได้ย้ำชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบการจะเพิกเฉยไม่ได้ ทีมงานจะติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียหายทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียหายผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าความปลอดภัยของชีวิตประชาชนต้องมาก่อนผลกำไรทางธุรกิจเสมอ

ที่มา – กธ. จับมือ “มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ” ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การขยับตัวของพรรคการเมืองต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดทางพรรคกล้าธรรมได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติในระยะยาว

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. อย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางของพรรคหลังจากที่มีการประชุมภายใน โดยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับเสียงของประชาชน ดังนั้นแนวทางการขับเคลื่อนทุกอย่างจะต้องยึดโยงไปที่การเคารพผลประชามติเป็นหลัก เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากคนทุกกลุ่มในสังคม

เปิดมุมมองพรรคกล้าธรรมกับการตั้ง สสร. เพื่ออนาคตไทย

สำหรับประเด็นเรื่องการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้น พรรคกล้าธรรมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองมีความเป็นธรรมและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การสนับสนุนการตั้ง สสร. จึงเป็นคำตอบที่พรรคเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในอดีตได้ โดยพรรคเน้นย้ำว่า:

  • การแก้ไขต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
  • ต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบจากหลายฝ่าย
  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ทางพรรคได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน พบว่าทุกฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันในแง่ของความระมัดระวังเกี่ยวกับช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมที่กระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ

หากถามว่าพรรคกล้าธรรมมีแนวทางอย่างไรต่อจากนี้ คำตอบคือทางพรรคพร้อมที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขไม่ว่าจะมาจากทางใดก็ตาม หากข้อเสนอนั้นพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อประชาชนและเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราจะได้เห็นการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และคนทุกรุ่นในสังคมไทยไปพร้อมๆ กัน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกสภาฯ อย่างสร้างสรรค์ การยึดถือผลประชามติเป็นเข็มทิศจะทำให้กระบวนการนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่นและลดความระแวงลงไปได้มาก และนี่คือหัวใจของการเมืองที่ดีที่ต้องรู้จักรับฟังและร่วมมือกันเพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคตครับ

ที่มา – พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร คว่ำกมธ.พืชผล

ในสถานการณ์ที่พี่น้องเกษตรกรไทยกำลังเผชิญความเดือดร้อนหนักจากราคาพืชผลตกต่ำและต้นทุนผลิตสูงลิ่ว ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร เมื่อฝ่ายรัฐบาลลงมติคว่ำญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร นี่คือการกระทำที่ปิดกั้นโอกาสในการแก้ปัญหาจากต้นตออย่างแท้จริง

กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร คว่ำตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ได้แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นเวทีสะท้อนปัญหาประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบ ปัญหาเกษตรกรในปัจจุบันรุนแรงมาก ราคาข้าวยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ต่างๆ ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาปุ๋ย น้ำมันดีเซล และยาฆ่าแมลงพุ่งสูง ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ หลายรายต้องทิ้งนา ทิ้งสวน

ทำไมกล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกรถึงเป็นปัญหาใหญ่

การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นกลไกสำคัญของสภาในการศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ฟังความเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และหน่วยงานรัฐ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แจกเงินเยียวยาชั่วคราว แต่รัฐบาลเลือกคว่ำญัตติ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกลัวการตรวจสอบหรือมีอะไรปิดบัง พรรคกล้าธรรมซึ่งก่อตั้งมาเพื่อเกษตรกร ยืนยันสนับสนุนฝ่ายค้านเต็มที่ เพราะเราเห็นความเดือดร้อนจริงๆ ของพี่น้องชาวนาชาวสวน

ปัญหาราคาพืชผลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ผลผลิตลดลง การแข่งขันในตลาดโลกที่ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย รวมถึงนโยบายรัฐที่ยังไม่ช่วยเหลือตรงจุด เช่น การขาดการควบคุมราคาปุ๋ยผูกขาด หรือการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง

  • ราคาข้าวโพดและข้าวเปลือกตกต่ำต่ำกว่า 10 บาท/กก.
  • ยางพาราราคาต่ำกว่า 60 บาท/กก. ขาดทุนสะสม
  • ทุเรียน มังคุด ลำไย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่งเหว
  • ต้นทุนผลิตเพิ่ม 30-50% จากราคาน้ำมันและปุ๋ย

นายปิยวัฒน์ย้ำว่า แม้เสียงข้างมากจะชนะ แต่พรรคกล้าธรรมจะไม่ยอมแพ้ เราจะเดินหน้าสะท้อนปัญหาในสภาและนอกสภา รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ กมธ.วิสามัญทำงาน เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมให้เกษตรกร

แนวทางแก้ปัญหาที่พรรคกล้าธรรมเสนอ

นอกจากการตั้ง กมธ.วิสามัญ พรรคกล้าธรรมมีนโยบายชัดเจน เช่น สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ สร้างตลาดรับซื้อที่มั่นคง และพัฒนาการส่งออกให้แข่งขันได้ หากรัฐบาลเปิดใจ ไทยจะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก

เหตุการณ์ กล้าธรรมเดือด รัฐบาลปิดประตูเกษตรกร นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐต้องรับฟังประชาชน สภาต้องทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เกมการเมือง

ในฐานะนักข่าวการเมืองและผู้สนใจปัญหาเกษตร เรามองว่าการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่เกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของประเทศ หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลุกลามไปสู่ความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจฐานราก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? หากเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อช่วยเกษตรกร แชร์บทความนี้ สนับสนุนพรรคที่ยืนเคียงข้างชาวนา และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ปัญหาถูกปิดประตูอีก

ที่มา – กล้าธรรม เดือด รัฐบาลปิดประตูใส่ความทุกข์เกษตรกร คว่ำตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมโหวตประธานสภาฯ

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวานที่ 14 มีนาคม ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วเกี่ยวกับแนวทางการทำงาน

เมื่อสื่อถามถึงแนวทางโหวตว่าจะงดออกเสียง ไม่เห็นชอบ หรือเห็นชอบ นายอรรถกรตอบแบบขำๆ ว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ” และย้ำว่าขอเวลาสรุปก่อนประชุม โดยมั่นใจว่ามติพรรคจะออกมาเป็นเอกภาพแน่นอน

จากข้อมูลเบื้องต้น ทิศทางของ ส.ส.พรรคกล้าธรรมยัง “กลางๆ” ไม่ชัดเจนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ มีความเห็นหลากหลายจากสมาชิกพรรค จึงให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้บังคับลูกพรรคเรื่องการลงคะแนน แต่เน้นย้ำตั้งแต่แรกว่าอยากให้ทุกคนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของพรรค

ทิศทาง “กลางๆ” ของพรรคกล้าธรรมหมายถึงอะไร

คำว่า “กลางๆ” ที่นายอรรถกรใช้ อาจตีความได้หลายแบบ บางคนมองว่างดออกเสียง บางคนว่ายังไม่ตัดสินใจชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือพรรคกล้าธรรมซึ่งมี ส.ส. จำนวนไม่น้อย กำลังพยายามรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคและบทบาทในสภาฯ ต่อไป

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบุคลากรชั้นนำอย่าง ร.อ.ธรรมนัส และนฤมลภิญโญ ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ทั้งสองท่านเคยผ่านการทำงานในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน และย้ายมาสร้างพรรคใหม่นี้เพื่อตอบโจทย์ประชาชนในประเด็นต่างๆ เช่น เกษตรกรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกระทรวงที่ทั้งคูรับผิดชอบ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตร เน้นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร
  • นฤมล ภิญโญสินวัฒน์: หัวหน้าพรรค สายการศึกษา ผลักดัน改革การเรียนการสอน
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร: นายทะเบียนพรรค ดูแลการท่องเที่ยว

การที่ “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ แสดงให้เห็นถึงหลักการนำพรรคที่ให้อิสระแก่ ส.ส. แต่ยึดมั่นในความสามัคคี ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในเวทีการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรอง

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การโหวตประธานสภาฯ ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะกำหนดทิศทางของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายและอภิปรายรัฐบาล หากพรรคกล้าธรรมตัดสินใจเห็นชอบ อาจช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล แต่หากงดหรือไม่เห็นชอบ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคเล็กๆ มักถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตใหญ่ๆ ครั้งนี้เช่นกัน นักวิเคราะห์การเมืองคาดการณ์ว่าพรรคกล้าธรรมน่าจะเลือกทางที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายหลักของพรรค เช่น การสนับสนุนเกษตรกรและการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าพรรคอื่นๆ กำลังเก็บบอลรอผลการโหวตของกล้าธรรม เพื่อปรับกลยุทธ์ของตัวเอง สถานการณ์นี้ทำให้บรรยากาศที่รัฐสภาในวันนี้ตึงเครียดแต่ก็น่าติดตาม

สรุปแล้ว “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นตัวอย่างของการนำพรรคที่สมดุลระหว่างอิสระและความสามัคคี คุณคิดว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

“นิด้าโพล” ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีผลสำรวจสุดร้อนแรงมาฝากกันตรงจาก“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน ผลสำรวจนี้ทำโดยศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลทางโทรศัพท์ ความแม่นยำสูงถึง 97% ค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เลยทีเดียว เพื่อนๆ คิดดูสิว่าประชาชนคิดยังไงกับการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญสุวรรณ จะดึงพรรคอื่นมาร่วม

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเดือดปุดๆ ทุกพรรคต่างแย่งชิงตำแหน่งกันวุ่นวาย นิด้าโพลเลยออกมาสำรวจหัวข้อ “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ถามตรงๆ ว่าประชาชนอยากเห็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประชาชน (ปชน.) และเพื่อไทย (พท.) ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผลออกมาชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรกที่ประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่อยากให้” ร่วมเลย!

“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

มาดูผลกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เริ่มจากพรรคแรกที่โดนหนักสุด

พรรคกล้าธรรม (กธ.): เกินครึ่งไม่เอา

เมื่อถามว่าควรให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม ผลคือ

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 64.35%
  • ควรเข้าร่วม: 34.05%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 1.60%

เห็นมั้ยครับ เกือบ 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย! อาจเพราะกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ภาพลักษณ์ยังไม่ชัด หรือกลัวถูกกลืนโดยพรรคใหญ่?

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับเดอะบลูส์ พรรคเก่าแก่

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 58.24%
  • ควรเข้าร่วม: 40.84%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.92%

ประชาชนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับการจับมือ “เสี่ยหนู” อนุทิน อาจเพราะฐานเสียงใต้ของปชป. ยังมีประเด็นขัดแย้งเก่าๆ กับภูมิใจไทย

พรรคประชาชน (ปชน.): รับไม่ได้เลย

พรรคนี้โดนหนักสุด

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 71.14%
  • ควรเข้าร่วม: 28.55%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.31%

กว่า 70% บอกไม่เอา! คงเพราะปชน.เน้นนโยบายก้าวหน้า แต่ภูมิใจไทยถูกมองว่าติดค้างประเด็นเก่า

พรรคเพื่อไทย (พท.): หนุนเต็มที่

แต่น่าสนใจตรงพรรคเพื่อไทย

  • ควรเข้าร่วม: 54.73%
  • ไม่ควรเข้าร่วม: 44.81%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.46%

กว่าครึ่งเห็นด้วย สะท้อนว่าประชาชนมองว่าพท.กับภท.เข้ากันได้ดีกว่า

กลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ

เพื่อความน่าเชื่อถือ นิด้าโพลแจกแจงกลุ่มตัวอย่างครบถ้วน ดังนี้

  • ภูมิลำเนา: กทม. 8.55%, กลาง 18.70%, เหนือ 17.79%, อีสาน 33.28%, ใต้ 13.82%, ตะวันออก 7.86%
  • เพศ: ชาย 47.94%, หญิง 52.06%
  • อายุ: 18-25 ปี 12.13%, 26-35 17.79%, 36-45 17.94%, 46-59 26.34%, 60+ 25.80%
  • การศึกษา: ไม่เรียน 0.38%, ป.6 20.46%, ม.ปลาย 33.51%, อุปตรี 9.62%, ป.ตรี 29.92%, โทขึ้นไป 6.11%
  • อาชีพ: ขรก. 10.46%, พนักงานเอกชน 16.34%, เจ้าของกิจการ 22.52%, เกษตร 10.69%, รับจ้าง 14.81%, แม่บ้าน/เกษียณ 19.07%, นักเรียน 6.11%
  • รายได้: ไม่มี 21.37%, <5,000 บ. 3.74%, 5k-10k 13.97%, 10k-20k 31.53%, 20k-30k 11.83%, 30k+ ส่วนน้อย

ตัวอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ น่าเชื่อถือสุดๆ

วิเคราะห์ผล: ประชาชนส่งสัญญาณอะไร?

จากผลนี้ เห็นชัดว่าประชาชนยังไม่ค่อยไว้ใจการจับมือระหว่างกธ.-ปชป.-ปชน.กับภูมิใจไทย อาจเพราะนโยบายไม่ลงรอย หรือกลัวรัฐบาลใหญ่เกินไปไม่ยั่งยืน แต่การที่หนุนพท.ร่วม แสดงถึงความหวังในพรรคใหญ่ที่ชัดเจน ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความเห็นฐานเสียง ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ ถ้าทำได้ รัฐบาลใหม่ก็น่าจะแข็งแกร่ง!

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับผลสำรวจนี้? อยากเห็นพรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้าง? มาคอมเมนต์讨论กันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัพเดททุกวันกับเรา!

ที่มา – “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ภท. กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทำให้หลายคนสนใจ นั่นคือ ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” ซึ่งเป็นการยืนยันฐานอำนาจของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) เวลา 10.00 น. โดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค จะเปิดตัวพรรคเล็กอีก 2 พรรคที่มาร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย (2 เสียง) และทางเลือกใหม่ (1 เสียง) ทำให้ได้ส.ส.เพิ่มอีก 3 เสียง รวมกับพรรคที่ประกาศก่อนหน้า รัฐบาลอนุทินจะมีส.ส.ในมือถึง 281 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มั่นคงมากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธข่าวลือดีลลับกับพรรคกล้าธรรม

ขณะที่ข่าวลือในโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดว่าภท. ปิดดีลร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม โดยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 กระทรวงใหญ่ ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากภท. ออกโรงปฏิเสธทันทีว่า “ไม่เป็นความจริง” พรรคยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้จบก่อน แล้วค่อยคุยสัดส่วนรัฐมนตรี

ฝั่งพรรคกล้าธรรมก็ยืนยันสอดคล้องกันว่า ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ยังไม่เคยติดต่อหรือพบปะกับนายอนุทินหรือแกนนำภท. เลย สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมติพรรคกล้าธรรมในวันพรุ่งนี้ว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงินอย่างไร

บริบทการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของภท. สะท้อนถึงกลยุทธ์ในการรวบรวมพรรคเล็กเพื่อเสริมกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบพรรคการเมืองไทยที่กระจัดกระจาย การได้พรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่มาร่วม ทำให้ภท. มีฐานเสียงที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น สุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจฐานราก

  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 เสียง – เน้นนโยบายสร้างสรรค์เพื่อคนไทย
  • ทางเลือกใหม่: 1 เสียง – มุ่งทางเลือกใหม่ในการพัฒนาประเทศ
  • รวมส.ส. ภท. และพันธมิตร: 281 เสียง – มั่นคงสำหรับโหวตนายกฯ

นอกจากนี้ การปัดข่าวลือดีลกับกล้าธรรม ช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านและสาธารณชนที่จับตาการแบ่งสรรอำนาจ ภท. ต้องการภาพลักษณ์ที่โปร่งใส โดยย้ำว่าการเจรจาจะเกิดหลังโหวตนายกฯ เท่านั้น

ผลกระทบต่อสถานการณ์การเมือง

หากภท. สามารถรวบรวมเสียงได้ครบตามเป้า รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูง สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ก็ต้องระวังการเมืองภายในที่อาจเกิดจากการแข่งขันเก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่นำโดยร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูป มติพรุ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล อาจกลายเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง

สรุปแล้ว ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” เป็นข่าวที่แสดงถึงความชาญฉลาดในการเมืองของอนุทินและทีมงาน ผู้สนใจควรติดตามแถลงพรุ่งนี้เพื่ออัพเดทเพิ่มเติม

คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส พรรคกล้าธรรมนำ 3 เขต

สวัสดีครับชาวบล็อก! วันนี้เรามีอัพเดทสุดร้อนแรงจากแวดวงการเมืองภาคใต้กันเลยทีเดียว นั่นคือ ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส “พรรคกล้าธรรม” ปักธงเขียว 3 เขต นับแล้ว 95% เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00.30 น. คะแนนอย่างไม่เป็นทางการนับไปแล้วถึง 95% พรรคกล้าธรรมที่ใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ สามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้ 3 เขตจากทั้งหมด 5 เขตในจังหวัดนราธิวาส ส่วนที่เหลือตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชาติ 1 เขต นี่ถือเป็นชัยชนะที่สะท้อนถึงกระแสความนิยมของพรรคท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนใต้เลยนะครับ

ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส “พรรคกล้าธรรม” ปักธงเขียว 3 เขต นับแล้ว 95%

การเลือกตั้งครั้งนี้ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นตัววัดความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ที่การเมืองมีความซับซ้อน ทั้งประเด็นความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายใกล้ชิดประชาชน สามารถคว้าคะแนนนำในเขต 1, 2 และ 3 ได้อย่างขาดลอย ขณะที่เขต 4 และ 5 มีเซอร์ไพรส์จากพรรคใหญ่เข้ามาชิงชัย

ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส รายเขตละเอียดยิบ

  • เขต 1: นายลุตฟี หะยีอีแต เบอร์ 4 พรรคกล้าธรรม ได้คะแนน 37,621 โหวต คิดเป็น 95% ของการนับ นำแบบไม่มีลุ้น!
  • เขต 2: นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ เบอร์ 2 พรรคกล้าธรรม 40,265 คะแนน (95%) คะแนนสูงสุดในบรรดาทั้ง 5 เขตเลยครับ
  • เขต 3: นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ เบอร์ 2 พรรคกล้าธรรม 36,053 คะแนน (95%) ยืนยันปักธงเขียวเขตนี้ได้แน่นอน
  • เขต 4: นายซาการียา สะอิ เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย 42,262 คะแนน (95%) พรรคสีเหลืองบุกมาแซงโค้งที่นี่
  • เขต 5: นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เบอร์ 1 พรรคประชาชาติ 43,282 คะแนน (95%) คะแนนสูงสุดของวัน ปิดท้ายด้วยพรรคสีน้ำเงิน

จากผลที่ออกมาจะเห็นได้ชัดว่าพรรคกล้าธรรมครองใจชาวนราธิวาสได้ดีในเขตหลักๆ ซึ่งอาจมาจากนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาท้องถิ่น เช่น การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมอาชีพฮาลาล นอกจากนี้ ยังมีการลงประชามติควบคู่ไปด้วย แต่ผลยังไม่สรุปชัดเจนครับ

วิเคราะห์กระแสผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงปักธงเขียวได้ 3 เขต? ในมุมมองของผม นี่คือผลจากฐานเสียงที่เหนียวแน่นของผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายมัสยิดในพื้นที่ นราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ประชากรชาวมลายูมุสลิมเป็นหลัก ทำให้พรรคที่เข้าใจบริบทท้องถิ่นได้เปรียบ พรรคภูมิใจไทยและประชาชาติที่ได้เขต 4-5 แสดงให้เห็นว่าพรรคใหญ่ยังมีบทบาทในเขตที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะเขต 5 ที่คะแนนทะลุ 43,000 โหวต ถือเป็นสัญญาณว่าการเมืองภาคใต้อาจมีการกระจายอำนาจมากขึ้น ไม่ใช่พรรคใหญ่ครองหมด

นอกจากนี้ ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส “พรรคกล้าธรรม” ปักธงเขียว 3 เขต นับแล้ว 95% ยังสะท้อนถึงอัตราการเลือกตั้งที่สูงในพื้นที่ แม้จะมีปัญหาความไม่สงบในอดีต แต่ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการเมืองระดับชาติ หากนับคะแนนเสร็จ 100% เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เช่น พรรคกล้าธรรมอาจกลายเป็นคีย์แมนในการจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคต

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองภาคใต้ ลองคิดดูนะครับว่าผลนี้จะส่งผลต่อนโยบายชายแดนใต้อย่างไรบ้าง? การชนะของพรรคท้องถิ่นแบบนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการตัวแทนที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ชื่อดังจากส่วนกลาง

ติดตามอัพเดทผลอย่างเป็นทางการและข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาสนี้ครับ! ความเห็นของคุณสำคัญมากเลยนะ

ที่มา – ผลเลือกตั้ง 2569 นราธิวาส “พรรคกล้าธรรม” ปักธงเขียว 3 เขต นับแล้ว 95%

“กล้าธรรม” ขอปักธงเขียวปทุม “บิ๊กแจ๊ส” พูดจริง

“กล้าธรรม” ขอปักธงเขียวปทุม-“บิ๊กแจ๊ส” ลั่นไม่โกรธคนพาดพิง แต่ขอพูดความจริง เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองปทุมธานีเลยครับ เมื่อพรรคกล้าธรรมยกทัพใหญ่บุกปราศรัยหาเสียงที่ลานตลาดกินซ่า ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เรียกคนมาร่วมฟังเพียบ เพื่อขอคะแนนปักธงเขียวทั้งจังหวัด!

“กล้าธรรม” ขอปักธงเขียวปทุม-“บิ๊กแจ๊ส” ลั่นไม่โกรธคนพาดพิง แต่ขอพูดความจริง

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) เวลา 18.30 น. บรรยากาศคึกคักมาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกฯ, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค, และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจาง (บิ๊กแจ๊ส) นายก อบจ.ปทุมธานี ร่วมเวทีปราศรัยให้ผู้สมัคร ส.ส. ปทุมธานี 5 เขตของพรรคกล้าธรรม พวกเขามาเพื่อแก้ปัญหาจริงจังของชาวปทุม ไม่ว่าจะน้ำท่วม จราจรติดขัด หรือเศรษฐกิจปากท้อง

ผู้สมัคร ส.ส. พรรคกล้าธรรม เขตปทุมธานี

  • เขต 1: นายนพพร ขาวขำ เบอร์ 2
  • เขต 2: นายชัยอนันต์ สิริเบญสานนท์ เบอร์ 9
  • เขต 4: นายชยุต สินพูนภักดิ์ เบอร์ 7
  • เขต 5: นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เบอร์ 8
  • เขต 6: นางสาวพัชร์ชิสา พชิระธารีรัตน์ เบอร์ 4

นางนฤมล กล่าวอย่างหนักแน่นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชาติ พรรคกล้าธรรมยึดหลักการเมืองสุจริต ไม่โจมตีกัน แต่เสนอทางออกจริง เช่น แก้ปากท้องประชาชนให้ยั่งยืน

กล้าธรรม ขอปักธงเขียวปทุม บิ๊กแจ๊ส ลั่นไม่โกรธคนพาดพิง แต่ขอพูดความจริง

ร.อ.ธรรมนัส ชูวิชันแก้ปัญหาโครงสร้างปทุมธานี

ร.อ.ธรรมนัส ชี้ปัญหาหลักของปทุมฯ คือ น้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้ง จราจร และการเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ-ท้องถิ่นที่ล้มเหลว พรรคจะแก้แบบบูรณาการ ใช้จุดแข็งทำงานท้องถิ่นจริง ประสานงบฯ เร็ว แก้ระบบระบายน้ำ ถนนเชื่อมชุมชน

“เป้าหมายของพรรคกล้าธรรมไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้ง แต่ยกระดับชีวิตชาวปทุมทั้งจังหวัด ให้มีเศรษฐกิจแข็ง พื้นฐานดี การบริหารตอบโจทย์ประชาชน”

ธรรมนัส ปราศรัยปทุมธานี พรรคกล้าธรรม

“บิ๊กแจ๊ส” ชี้แจงดราม่าพาดพิงแบบไม่ถือสา

บิ๊กแจ๊สขึ้นเวทีซัดกลับคนพาดพิงจากเวทีอื่น โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เคยสนิทแต่ตอนนี้พูดจาแบบนั้น “ไม่โกรธ แต่ขอพูดความจริงต่อพี่น้องประชาชน” เขาย้ำมิตรภาพสำคัญ การเมืองควรแข่งผลงาน

กรณี เชตวัน เตือประโคน พาดพิงเรื่องที่ดินกองทัพอากาศสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ บิ๊กแจ๊สชี้ เป็นแนวคิดขอใช้บางส่วนทำศูนย์การแพทย์ปฐมภูมิ คูคต-รังสิต เริ่มก่อนเชตวันเป็น ส.ส. เพื่อสุขภาพชุมชนหนาแน่น ยกเอกสารยืนยัน เกิดช่วงโควิด

ยังยกตัวอย่างวิกฤตน้ำท่วมปทุม บิ๊กแจ๊สทำงานแข่งเวลา ประสานหน่วยงาน และร.อ.ธรรมนัสช่วยเรียกทุกฝ่ายหารือกับ กทม. จนลดผลกระทบได้ แสดงถึงลงมือทำจริง

บิ๊กแจ๊ส ชี้แจงปทุมธานี กล้าธรรม

ธรรมนัส มั่นใจปักธงเขียวปทุม ย้ำคนไทยรักชาติ

หลังเวที ร.อ.ธรรมนัส มั่นใจพรรคปักธงปทุมได้ จะร่วมบิ๊กแจ๊สแก้โจทย์น้ำท่วม น้ำแล้ง คูคลอง จุดแข็งคือเชื่อมชาติ-ท้องถิ่น ผลักดันงบฯ เร็ว พัฒนายั่งยืน

ถามวาทกรรมรักชาติ ตอบ “คนไทยทุกคนรักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ยกเว้นคนคิดร้ายแผ่นดิน”

ธรรมนัส สัมภาษณ์หลังปราศรัยปทุม

บิ๊กแจ๊สย้ำ เข้าร่วมพรรคเพราะธรรมนัสช่วยจริงช่วงโควิด น้ำท่วม ไม่มี ส.ส.พรรคอื่นช่วย วางแผนป้องกันไม่ใช่เยียวยา ปทุมก้าวกระโดด ส.ส.เพิ่มจาก 7 เป็น 8 เขต ประชากรเพิ่ม ปัญหาต้องแก้ใหญ่ ร่วมธรรมนัสพัฒนาได้แน่

บิ๊กแจ๊ส ปทุมธานี พรรคกล้าธรรม
ภาพปราศรัยกล้าธรรม ปทุม
เวทีหาเสียงปทุมธานี

เห็นไหมครับว่า “กล้าธรรม” ขอปักธงเขียวปทุม-“บิ๊กแจ๊ส” ลั่นไม่โกรธคนพาดพิง แต่ขอพูดความจริง นี่คือการเมืองที่เน้นผลงานจริง ชาวปทุมพร้อมสนับสนุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าไหม? มาลงคะแนนให้ผู้สมัครกล้าธรรมกันเถอะ จะได้แก้ปัญหาน้ำท่วม จราจร เศรษฐกิจได้จริง!

ที่มา – “กล้าธรรม” ขอปักธงเขียวปทุม-“บิ๊กแจ๊ส” ลั่นไม่โกรธคนพาดพิง แต่ขอพูดความจริง

Scroll to top