กองทัพกัมพูชา

ไทยคุมปราสาทคนาเบ็ดเสร็จ! ทหารเขมรดับ 221

รองโฆษกกองทัพบก ยืนยัน ไทยควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว ซัดกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ผิดหลักสากลชัดเจน คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภาพรวมการปฏิบัติการในจุดที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เราได้ควบคุมไว้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง เราใช้การขยายผลในที่หมายที่ควบคุมไว้แล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ปราสาทคนา และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร โดยฝ่ายกัมพูชา

ส่วนพื้นที่ปราสาทคนาก็ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ยังตรวจพบพื้นที่ปราสาทคนา ฉากด้านหลังเป็นกำแพงโบราณสถาน มีภาพการขุดคูหลบที่ใช้ในการหลบ บ่งชี้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ดินแดนไทยบริเวณโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากลอย่างมากและเราพยายามอย่างมากในการยึดพื้นที่คืน ซึ่งทำสำเร็จแล้ว ภาพนี้ยืนยันชัดเจนกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย

  • ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง
  • BM 21 1 ระบบ
  • รถถัง 10 คัน
  • ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน
  • ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ
  • ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก
  • แอนตี้โดรน 5 ชุด
  • โดรน 68 ลำ
  • เสาสื่อสาร 3 จุด
  • ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ทั้งนี้ กองทัพบก ดำรงความมุ่งหมายในการปฏิบัติ 2 ประการคือ จะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่ชัดเจนแล้วว่าเข้าโจมตีและเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชนให้หมดสิ้นสภาพทั้งกำลังพลยุทโธปกรณ์ที่ตั้งทางทหารและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักสากล

ไทยยึดคืนปราสาทคนา

การที่ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งหากเป็นความจริง จะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ข้อมูลที่เปิดเผยเกี่ยวกับการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีทหารเสียชีวิตถึง 221 ราย และความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปะทะกันในพื้นที่ชายแดน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและเคารพหลักสากลก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การดำเนินการของกองทัพไทยในการสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมา และการทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

ไทยโต้! **โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดรัฐบาลไทยออกมาตอบโต้กัมพูชาอย่างหนัก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด และการยิงปะทะบริเวณชายแดน โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาเป็นข้อมูลเท็จและไม่มีหลักฐานสนับสนุน

**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์**

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงย้ำว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่องเพื่อใส่ร้ายประเทศไทย

“ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ปล่อยข่าวเท็จซ้ำๆ เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นฝ่ายวางทุ่นระเบิดเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง” โฆษกรัฐบาลกล่าว

โฆษกรัฐบาลยังกล่าวถึงกรณีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาใช้ และมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการนำมาวางใหม่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตัดลวดหนาม ซึ่งสอดคล้องกับการลักลอบเข้ามาในเขตไทยของทหารกัมพูชา การกล่าวหาว่าไทยวางทุ่นระเบิดเองจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลจากกองทัพบก กรณี**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

โฆษกกองทัพบกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องประชาชน ทิศทางการยิงของฝ่ายไทยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน การที่กัมพูชาอ้างว่าพลเรือนได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และนำกำลังทหารเข้าไปปะปนกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงถึงกรณีภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนว่าเป็น “ศพเชลยศึกที่ถูกส่งคืน” ว่า แท้จริงแล้วเป็นประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งศพกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้สร้างข่าวปลอมอย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ดำเนินการทางการทูตและการทหารอย่างโปร่งใส โดยได้ประท้วงผ่านรัฐบาลญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประธานอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด) และส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ รัฐบาลไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข่าวปลอมมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การตัดสินใจที่จะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแสวงหาความจริงและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม! ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและส่งต่อเฉพาะข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม นี่คือสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรา

ที่มา – โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความคืบหน้าล่าสุด! สื่อกัมพูชารายงานว่า กองทัพกัมพูชาได้เริ่ม ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการนี้ด้วย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าว TVK ของกัมพูชา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 ตุลาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์วิดีโอสดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพการถอนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ พร้อมข้อความที่ระบุถึงการปรับกำลังยุทโธปกรณ์และอาวุธหนักในระยะแรก โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เป็นสักขีพยาน

การตัดสินใจ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมเป็นสักขีพยานในข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหารถึงสำคัญ

  • ลดความตึงเครียด: การลดจำนวนอาวุธหนักในพื้นที่ชายแดนช่วยลดโอกาสของการเผชิญหน้าและการกระทบกระทั่ง
  • สร้างความไว้ใจ: การดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การลดความตึงเครียดจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว
  • เสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค: ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การถอนอาวุธในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ แต่มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล และสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น หวังว่าการเริ่มต้นที่ดีนี้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไปในอนาคต

การ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงและดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระยะยาว การมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมในกระบวนการนี้ ยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาแข็งแกร่งและยั่งยืน แต่การถอนอาวุธในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – สื่อกัมพูชาเผย กองทัพเริ่มถอนอาวุธหนัก ออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดและสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

วันที่ 28 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยณ เวลา 14.00 น. พบว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนตรวจการณ์จำนวน 2 ครั้ง ในพื้นที่ช่องอานม้า 2 ลำ และพื้นที่ภูมะเขือ 1 ลำ ซึ่งช่องอานม้าและภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

การตรวจพบโดรนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสอดแนมของฝ่ายตรงข้าม กองทัพไทยจึงได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความสำคัญของการตรวจพบโดรนตรวจการณ์จากกัมพูชา

โดรนตรวจการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะสามารถใช้เก็บข้อมูลทางทหาร สภาพภูมิประเทศ และการเคลื่อนไหวของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ จึงเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการติดตามอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ การใช้เทคโนโลยีโดรนในสงครามสมัยใหม่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก และไทยเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีเหล่านี้

นอกจากนี้ ในด้านการช่วยเหลือประชาชน ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน อำเภอเมืองสุรินทร์ ได้ดูแลประชาชนผู้ที่ต้องอพยพจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลด่าน ส่วนราชการในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม พระครูศรีสุนทรสรกิจ ในการดูแลเรื่องที่พักพิงและอาหารของประชาชนผู้ลี้ภัย ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านตะตึงไถง หมู่ที่ 5 ตำบลนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์

การดำเนินงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับวิกฤตชายแดน ไม่เพียงแต่ด้านทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ประวัติศาสตร์และปัจจุบัน

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่มีรากฐานมาจากข้อพิพาทด้านเขตแดนมานาน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ในอดีตเคยมีการปะทะกันหลายครั้ง ทำให้ประชาชนในพื้นที่อย่างจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ปัจจุบัน แม้จะมีการเจรจาผ่านกลไกอาเซียน แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์อย่าง กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ ซึ่งอาจจุดชนวนให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

กองทัพไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพ แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดขาด ขณะที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

  • เพิ่มการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยี เช่น เรดาร์ตรวจจับโดรน
  • เสริมสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการแจ้งเบาะแส
  • ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข่าวลือ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การใช้โดรนในพื้นที่ชายแดนเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น และไทยควรลงทุนในระบบป้องกันทางอากาศที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้

สุดท้ายนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนกองทัพในการรักษาความมั่นคง และเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อกังวล โปรดแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

Scroll to top