กัมพูชา

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม คาดโยงแก๊งคอล

สถานการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อมีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่าคดีนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยศพถูกพบในบริเวณใกล้เคียงกับชายแดนประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตและแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

สถานีตำรวจเขตฮเยฮวาในกรุงโซลเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาววัย 30 ปี ถูกพบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจท้องถิ่นกำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง แม้ว่ารายงานชันสูตรเบื้องต้นจะไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายก็ตาม ร่างของผู้เสียชีวิตได้ถูกส่งมอบให้แก่ครอบครัวเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว

ตำรวจสงสัยโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มการสืบสวนภายใน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยมุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่หญิงสาวรายนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้คดีนี้ซับซ้อนและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ตำรวจได้รับข้อมูลจากชาวเกาหลีใต้ที่หลบหนีออกมาจากกัมพูชา หลังจากที่เคยทำงานเป็นผู้ถือบัญชีม้า โดยให้การว่าผู้เสียชีวิต “ถูกกักขังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งเป็นเวลานาน” ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตของเธอได้

สถานการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงจ้างงาน หรือการบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในเกาหลีใต้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือและนำตัวชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คนที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็วที่สุด

การพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเสนอการทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงต่างๆ นอกจากนี้ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจของแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานอย่างละเอียด
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลเพื่อขอคำแนะนำ
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

กรณีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยของตนเองเสมอ

ที่มา – พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาแจง! เกาหลีใต้ 80 คน ปฏิเสธกลับประเทศ

กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกมาชี้แจงกรณีมีชาวเกาหลีใต้ 80 คนถูกควบคุมตัว โดยอ้างว่าคนเหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเอง พร้อมทั้งเผยแพร่คลิปวิดีโอของหญิงชาวเกาหลีใต้ที่ยืนยันว่าพวกเธออาศัยอยู่ในกัมพูชาอย่างมีความสุข เรื่องราวนี้มีความเป็นมาอย่างไร และมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาติดตามกันค่ะ

กัมพูชาแจงกรณี เกาหลีใต้ 80 คน ปฏิเสธกลับประเทศ

หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความกังวลเกี่ยวกับพลเมืองของตนที่อาจถูกหลอกลวงเข้าไปในกัมพูชา และยังคงมีผู้สูญหายอีกราว 80 ราย กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาจึงออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว โดยมีการโพสต์ข้อความและวิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊ก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา นายทัช สุขะ ได้ออกมาแถลงว่ามีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 คนที่ถูกกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวไว้ แต่บุคคลเหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จะได้ติดต่อพวกเขาแล้วก็ตาม เขายังระบุอีกว่าไม่แน่ใจว่าผู้สูญหาย 80 คนที่สื่อเกาหลีใต้รายงานนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับที่กรมตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชายังได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของชาวเกาหลีใต้ โดยระบุว่าตำรวจกัมพูชาได้จับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีนอย่างน้อย 3 คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว และกำลังจัดทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการให้กับทางการเกาหลีใต้

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทรวงฯ ยังได้เผยแพร่คลิปวิดีโอของผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 2 คนที่อ้างว่าพวกเธออาศัยอยู่ในกัมพูชามานาน และใช้ชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข พวกเธอกล่าวว่าไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่างที่ปรากฏในข่าว อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาพูดของพวกเธอเป็นไปโดยสมัครใจหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอ่านสคริปต์ที่ถูกเตรียมไว้

ประเด็นน่าสงสัยเกี่ยวกับกรณีชาว เกาหลีใต้ 80 คนที่ปฏิเสธกลับประเทศ

  • เหตุผลในการปฏิเสธ: ทำไมชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ถึงปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ? มีปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในกัมพูชาต่อไป?
  • ความปลอดภัย: ชีวิตและความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นอย่างไร? พวกเขาได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมหรือไม่?
  • ความจริง vs. การโฆษณาชวนเชื่อ: ข้อมูลที่ถูกนำเสนอโดยกระทรวงมหาดไทยกัมพูชามีความถูกต้องและเป็นกลางหรือไม่? มีความพยายามในการบิดเบือนความจริงหรือไม่?

สถานการณ์นี้ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม และต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชาวเกาหลีใต้ทุกคนที่อยู่ในกัมพูชา

เรื่องราวของชาว เกาหลีใต้ 80 คนที่ปฏิเสธกลับประเทศ ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องติดตามกันต่อไป การออกมาแถลงของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาอาจไม่ได้คลายความกังวลทั้งหมด แต่กลับจุดประกายคำถามใหม่ๆ มากมาย ที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใส

ที่มา – มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติดอ้าง ชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติ

การจับมือกันระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ นำไปสู่การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ซึ่งเป็นปฏิบัติการสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเหยื่อทั่วโลก เครือข่ายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวงออนไลน์ ทำให้เหยื่อสูญเสียทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 รัฐบาลอังกฤษและสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา โดยพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือข่ายเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าบริหาร “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงเหยื่อผ่านทางออนไลน์

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า ศูนย์เหล่านี้ตั้งอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยใช้โฆษณางานปลอมเพื่อล่อลวงเหยื่อให้มาทำงาน ก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์รักออนไลน์ (Romance Scam) แล้วชักชวนให้เหยื่อลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเหล่านี้กำลังทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนเพื่อฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้เป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค โดยพุ่งเป้าไปที่บุคคลกว่า 146 คนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม “Prince Group” ซึ่งอังกฤษก็ได้ทำการคว่ำบาตรเช่นกัน

เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีผู้ต้องสงสัย

รายงานข่าวระบุว่า รายชื่อที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยบุคคลและนิติบุคคลรวม 12 ราย หนึ่งในนั้นคือนายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน-กัมพูชา วัย 38 ปี ประธานกลุ่ม Prince Group ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร และฟอกเงิน ตามหมายฟ้องจากศาลรัฐบาลกลางในบรู๊กลิน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า นายเฉินและพวกได้จัดตั้งค่ายแรงงานบังคับในกัมพูชา กักขังผู้คนไว้เพื่อให้ทำการหลอกลงทุนคริปโต โดยต่อมานำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านธุรกิจพนันออนไลน์และเหมืองขุดคริปโต ทางการสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์กว่า 127,271 เหรียญ มูลค่าราว 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 520,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ การร่วมมือกันระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ และปกป้องผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงและความรุนแรง

ที่มา – อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

สหรัฐฯ ตัด Huione Group ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน และเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลก การตัดสินใจครั้งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อ Huione Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัด Huione Group ออกจากระบบการเงิน?

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินนั้นมีเหตุผลสำคัญ คือการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ การที่ Huione Group เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องระบบการเงินของตนเองและพลเมืองของตน

  • การฟอกเงิน: Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงิน
  • การฉ้อโกงข้ามชาติ: กลุ่มบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและคนอื่นๆ ทั่วโลก
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การดำเนินการนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินและปกป้องพลเมืองของตนเอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • Huione Group จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
  • สถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ Huione Group อาจถูกลงโทษ
  • การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ Huione Group

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจาก Huione Group อาจพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการฟอกเงิน ซึ่งอาจต้องมีการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของตนเพื่อการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ และจะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร

ที่มา – กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ. Prince Group คดีหลอกลวง

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เป็นบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ฐานเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ทั้งบังคับใช้แรงงานและฉ้อโกงเงินดิจิทัล มีเหยื่อทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมยื่นฟ้องนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เพื่อขอให้ริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุด มูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปแบบ Bitcoin ที่อยู่ในการดูแลของสหรัฐฯ

คำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก กล่าวหานาย เฉิน จื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ ผู้ถือสัญชาติสหราชอาณาจักรกับกัมพูชา และมีเชื้อสายจีน วัย 37 ปี ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งให้กลุ่ม Prince Group เปิดฐานหลอกลวงบังคับใช้แรงงานไปทั่วกัมพูชา

บุคคลที่ถูกกักขังไว้ในฐานที่มั่นดังกล่าวมีส่วนร่วมใน แผนการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยขณะนี้จำเลยยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันอังคาร สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อ ริบทรัพย์สินของนายเฉิน เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

โดย Bitcoin เหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและการฟอกเงินของจำเลย ปัจจุบันเงินทุนเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อายัดเอาไว้แล้ว โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม

น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ และนายทอดด์ บลานเช รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า “การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อมหันตภัยของการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในระดับโลก”

“ด้วยการทำลายอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน เรากำลังส่งสารที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของผู้อำนวยการ พาเทล (ผอ.FBI) และเจ้าหน้าที่ชายหญิงของ FBI ทุกคน”

แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นายเฉิน จื้อ หรือจำเลยในคดีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ดำเนินกิจการธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Prince Group นั้นตั้งเป้าหมายหลักในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ดำเนินการอย่างลับๆ ขยาย Prince Group ให้กลายเป็นหนึ่งใน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภายใต้การสั่งการของจำเลย Prince Group ได้ทำกำไรมหาศาลจากการ ดำเนินการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง ทั่วกัมพูชา ซึ่งกระทำการ ฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงใน สหรัฐอเมริกา ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group เครือข่ายหนึ่งได้ดำเนินการอยู่ใน บรูคลิน นครนิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินที่ฉ้อโกงและการฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 ราย ในนิวยอร์กและทั่วประเทศ

Prince Group ยังลักลอบนำแรงงานหลายร้อยชีวิตเข้ามาในกัมพูชา และบังคับให้พวกเขาใช้ทำงานหลอกลวง ในศูนย์ต่างๆ และบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง ศูนย์หลอกลวงดังกล่าวประกอบด้วย หอพักขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และทำหน้าที่เป็น ค่ายที่บังคับใช้แรงงานด้วยความรุนแรง

จำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงในการ บริหารจัดการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง และเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แต่ละแห่ง มีบัญชีติดตามผลกำไรและบันทึกว่าแผนการฉ้อโกงใดดำเนินการจากสถานที่ใดบ้าง

จำเลยยังเก็บเอกสารที่อธิบายและแสดงภาพ “ฟาร์มโทรศัพท์” (phone farms) ในฐานที่มั่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการทางโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์มือถือหลายล้านหมายเลขเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินแผนการฉ้อโกงต่างๆ

จำเลยยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่อยู่ภายในค่ายบังคับใช้แรงงาน และครอบครองรูปภาพวิธีการใช้ความรุนแรงของ Prince Group ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึง การทุบตีและวิธีการทรมานอื่น ๆ จำเลยได้สื่อสารโดยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการทุบตีบุคคลที่ “ก่อปัญหา” โดยในกรณีหนึ่งได้ระบุเจาะจงว่าเหยื่อ ไม่ควรถูก “ทุบตีจนตาย”

เพื่อดำเนินแผนการฉ้อโกงเหล่านี้ จำเลยและเครือข่ายใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ได้ใช้ อิทธิพลทางการเมือง ของตนในหลายประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และได้ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หลังจากนั้น พวกเขาได้ ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ผ่านปฏิบัติการฟอกเงินอย่างเป็นมืออาชีพและผ่านเครือข่ายกิจการธุรกิจที่ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฎหมายของ Prince Group เอง ซึ่งรวมถึง การพนันออนไลน์และการขุดสกุลเงินดิจิทัล

จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดนำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมบางส่วนไปใช้เพื่อ การเดินทางและความบันเทิงต่างๆ ซื้อ ทรัพย์สินฟุ่มเฟือยมากมายเช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาสูง และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซ ที่ซื้อผ่านโรงประมูลในนครนิวยอร์ก

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเหล่านี้ จำเลยจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกำหนดให้กลุ่ม Prince Group เป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร ต่อจำเลย ตลอดจนบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย สำหรับบทบาทของพวกเขาในการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราควรตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้และระมัดระวังในการลงทุนออนไลน์อยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : justice.gov

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ทำการ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group จากการที่บริษัทนี้ได้เข้าไปเปิดศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group?

การตัดสินใจ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group ของสหรัฐฯ มาจากการที่พบว่าบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการฉ้อโกงและบังคับใช้แรงงาน

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชา: ยกระดับเตือน

ทางการเกาหลีใต้เผยว่า ยังมีพลเรือนของประเทศอีกประมาณ 80 คนในกัมพูชาที่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ ท่ามกลางสถานการณ์คดีหลอกลวงจ้างงานและลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหา พลเรือนหายในกัมพูชา นี้สร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างมาก

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ว่า พวกเขาได้รับรายงานกรณีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชามากถึง 330 คดี ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมของปีนี้

อย่างไรก็ตาม ประมาณ 80% ของจำนวนดังกล่าว หรือราว 260 คดี ได้ถูกคลี่คลายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจับกุมของตำรวจท้องถิ่น การเนรเทศออกจากประเทศ การหลบหนีออกมาได้เอง หรือการเดินทางกลับประเทศเกาหลีใต้

คดีที่ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว หมายรวมถึง กรณีที่ได้รับการยืนยันว่าบุคคลนั้นไม่ได้ถูกควบคุมตัว และกรณีที่สามารถติดต่อกับครอบครัวหรือคนรู้จักได้อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 มีคดีลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเกิดขึ้นทั้งหมด 220 คดี และ 95% ของคดีเหล่านี้ได้ข้อยุติแล้ว เมื่อรวมกับจำนวนผู้ที่ยังสูญหายในปีนี้อีกราว 70 คน ทำให้จำนวนพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่ยังไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางการกำลังเร่งดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิด

กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังกล่าวอีกว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน มีชาวเกาหลีใต้ราว 90 คน ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวระหว่างปฏิบัติการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ และกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่มีกำหนดการที่จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

ในส่วนนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีบางคนปฏิเสธที่จะเดินทางกลับเกาหลีใต้ แต่จำนวนผู้ที่ยินยอมเดินทางกลับได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวลดลงเหลือ 63 คน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีใต้มีแผนที่จะนำพวกเขากลับประเทศทั้งหมดภายในเดือนนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาที่จะยกระดับคำแนะนำการเดินทางสำหรับบางภูมิภาคในกัมพูชา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่และการแพร่ระบาดของอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญเป็นระดับพิเศษ หรือระดับ 2.5 ไปแล้ว และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะยกระดับคำแนะนำเพิ่มเติมไปสู่ระดับ 3 ซึ่งหมายถึงการแนะนำให้ออกนอกพื้นที่ หรือระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับห้ามเดินทาง

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนเกาหลีใต้ในการเดินทางไปยังกัมพูชาอย่างมาก การที่ยังมีพลเรือนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและประสานงานกับทางการกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจับกุมชาวเกาหลีใต้ในคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงและการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา

มาตรการช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชา

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต มาตรการเหล่านี้รวมถึง:

  • การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทจัดหางาน
  • การให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ
  • การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อปราบปรามอาชญากรรมและการลักพาตัว
  • การให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่พลเรือนที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ

ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากอาชญากรรม

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ากังวล และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา การเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

ที่มา – เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา! สื่อเกาหลีใต้เตือน

สถานการณ์ในกัมพูชาที่สื่อเกาหลีใต้กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา ที่มีการกล่าวถึงการทรมานเหยื่ออย่างโหดร้ายถึงขั้นเสียชีวิต สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ที่เคยทำงานภายในพื้นที่อาชญากรรมในกัมพูชาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา: การทรมานและการค้ามนุษย์

แหล่งข่าวระบุว่า ภายในแต่ละแหล่งอาชญากรรม มีการทรมานเหยื่ออย่างทารุณ ทั้งการถอนเล็บ ตัดนิ้ว และมีการค้ามนุษย์ โดยขายเหยื่อไปยังแก๊งอาชญากรรมอื่นในราคาที่ตกลงกัน คาดว่าปัจจุบันมีพื้นที่ลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

อาณาจักรอาชญากรรมในกัมพูชามีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นแหล่งที่เกิดอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรแมนซ์สแกม (การหลอกให้หลงรัก), การหลอกขายหุ้นนอกตลาด, การหลอกลงทุนฟิวเจอร์สในต่างประเทศ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีข้อกล่าวอ้างว่ามีศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้สูงถึง 400 แห่งในกัมพูชา

นาย A ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่ง อธิบายว่า เหตุที่แก๊งเหล่านี้ต้องการคนสัญชาติเกาหลี เนื่องจากนำไปใช้ในการฟอกเงินจากรายได้อาชญากรรม หรือทำงานด้านเทเลมาร์เก็ตติ้ง, แชท และบริการลูกค้าสำหรับการหลอกลวงเป้าหมายที่เป็นชาวเกาหลี

พื้นที่ใดในกัมพูชาที่อันตรายที่สุด?

นาย A ยังเตือนว่า ไม่ใช่กัมพูชาทุกพื้นที่ที่เหมือนกัน โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต และ บาเวต นั้นอันตรายที่สุด และเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเป็นที่สุดท้าย ต่างจากพนมเปญหรือสีหนุวิลล์

นาย B ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า หากทำงานในพนมเปญหรือสีหนุวิลล์แล้วทำผลงานไม่ดีหรือติดหนี้ในคาสิโน ก็จะถูกขายต่อไปยังพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตหรือบาเวต โดยมีคนจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

นาย B ยืนยันว่า การที่เหยื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละหนึ่งคน เหยื่อไม่ได้มีเพียงชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีนด้วย ผู้ที่ถูกซ้อมจนสุขภาพทรุดโทรมก็เสียชีวิต หรือหากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้าย บางกรณีถึงขั้นตัดนิ้วทั้งหมดหากบัญชีธนาคารที่นำมาขายถูกระงับ

ส่วนกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในพื้นที่ เขาโบโก นาย B อธิบายว่า ที่แห่งนั้นมักเป็นที่ที่คนถูกส่งไปขายบัญชีธนาคาร และมักจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตลงที่นั่น

นาย C ผู้ที่เคยถูกคุมขังในแก๊งอาชญากรรม เล่าว่า เขาเคยเห็นภาพถ่ายการทรมานและศพในกลุ่มแชทเทเลแกรมของผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้และนำภาพมาให้เขาดูพร้อมข่มขู่ว่า “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีสภาพแบบนี้”

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจะถูกนำไปเผาในเตาเผาของสถานที่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข่าวลือที่เกินจริง โดยเตาเผาอาจใช้สำหรับเผาขยะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวอ้างเพิ่มเติมที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากเหยื่อไม่สามารถทำ “ผลงาน” ได้ตามเป้า ก็อาจถูกบังคับให้ “ขายอวัยวะ” นาย A อธิบายว่า หากเป็นหนี้และไม่มีผลงาน ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายอวัยวะ โดยเริ่มจากดวงตา เนื่องจากกระจกตาผ่าตัดง่ายกว่าและมีราคาสูง

แต่ก็มีความเห็นแย้งว่า ปัจจุบันการค้าอวัยวะอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว โดยนาย B ชี้ว่า “ในสีหนุวิลล์มีโรงพยาบาลจีนจำนวนมาก ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะ แต่ปัจจุบันน่าจะใช้วิธีบังคับให้ทำงานจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้อีก แล้วค่อยส่งต่อไปยังพม่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการผ่าตัดเอาอวัยวะเกิดขึ้น”

สถานการณ์ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการตระหนักถึงภัยและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากมีคนชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบและปรึกษาผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัวฆ่านักศึกษา

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนัก โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เหตุการณ์ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของคดีลักพาตัวและการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องพลเมือง

ความคืบหน้า กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ดำเนินการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน และมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

การที่ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีในการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ส่งตำรวจกัมพูชา ชันสูตรคดีฆ่า นศ.

เกาหลีใต้เตรียมส่งตำรวจไปประจำการในกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และเตรียมร่วมทำการชันสูตรศพนักศึกษาที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า พวกเขาวางแผนจะจัดตั้ง “แผนกตำรวจเกาหลี” (Korean Desk) ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมในกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทรมานในประเทศแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เรื่ององค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ และการลักพาตัวซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) ความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดตำรวจสากล (International Police Summit 2025) ที่กรุงโซลระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้

คาดกันว่าในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งแผนกตำรวจเกาหลีในกัมพูชา และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีไปประจำการในกัมพูชา

Korean Desk หมายถึง การที่ตำรวจเกาหลีใต้ไปประจำการภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลี โดย แผนกเกาหลีแห่งแรก ถูกจัดตั้งขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในปี 2555 ตามด้วยแห่งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามรายงานของสำนักข่าว Korea Times

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ประกาศแผนการที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา เพื่อทำการชันสูตรศพ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่และถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และผลการชันสูตรเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กัมพูชาชี้ว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุกระบุว่า จะดำเนินการชันสูตรศพพลเมืองเกาหลีที่เสียชีวิตในกัมพูชา ร่วมกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่สามารถยืนยันได้จากการชันสูตรเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว” ตำรวจเกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าว ยอนฮัป และเสริมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจะออกเดินทางทันทีที่มีการยืนยันกำหนดการขั้นสุดท้ายกับทางการกัมพูชา

ทั้งนี้ นักศึกษาชายวัย 22 ปี จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ถูกพบเป็นศพในประเทศกัมพูชาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาเดินทางไปกัมพูชา โดยบอกกับครอบครัวว่าเพื่อร่วมงานเทศกาล เมื่อ 17 ก.ค.

โดยหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาออกเดินทาง ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อกับคนร้ายเรียกค่าไถ่ถูกตัดขาดไปไม่กี่วันหลังจากนั้น และนักศึกษารายนี้ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต โดยพยานที่อ้างว่าเคยถูกคุมขังที่เดียวกัน ระบุว่า นักศึกษารายนี้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ และเสียชีวิตในระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ มาตรการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีในประเทศกัมพูชา

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชา และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าในการร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศในการคลี่คลายคดี และป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทำไมเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา?

เหตุผลหลักที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา คือการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลี รวมถึงกรณีสะเทือนขวัญของการลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาหนุ่ม การส่งตำรวจไปประจำการจะช่วยให้การช่วยเหลือเหยื่อและการสืบสวนคดีต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองของตนเองในต่างแดน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลกัมพูชาให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

การตัดสินใจของเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตน

ที่มา – เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

Scroll to top