กัมพูชา

แรงงานกัมพูชา ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทย ซึ่งไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เนื่องจากการคุมเข้มจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถอยู่ทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน โดยมีเหตุผลด้านมนุษยธรรม

ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยอ้างอิงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

เนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุด ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล บริเวณชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้หลังจากสิ้นสุดวาระการจ้างงาน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จึงอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเหล่านี้ สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้

ใครบ้างที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ให้อยู่ทำงานต่อ?

ตามประกาศ ข้อ 1 ระบุว่า คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดนตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งที่บัตรยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้ จะได้รับสิทธิ์นี้

ข้อ 2 กำหนดให้แรงงานกัมพูชาตามข้อ 1 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ จะต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นต้องรายงานตัวทุก 30 วัน โดยสามารถรายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน

ข้อ 3 ระบุว่า มาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จะไม่ถูกนำมาใช้บังคับกับแรงงานกัมพูชาที่อยู่ภายใต้ประกาศนี้

ข้อ 4 เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตให้อยู่ต่อ แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 7 วัน เพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขที่การอนุญาตให้อยู่ต่อเป็นกรณีพิเศษจะสิ้นสุดลงก่อนกำหนด หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • แรงงานต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ยกเว้นความผิดเล็กน้อย)
  • มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ
  • แรงงานไม่ปฏิบัติตามประกาศ
  • แรงงานเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
  • การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ลงนามโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยสรุป ประกาศนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มชายแดน ให้สามารถทำงานและอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากคุณเป็นหนึ่งในแรงงานที่เข้าข่าย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ที่มา – ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน จากเหตุคุมเข้มชายแดน

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชา การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

ศ.ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสในการพบปะและทานอาหารกลางวันที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กับ Mr. Volker Turk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างละเอียด

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อ UN-OHCHR ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผลให้ UN-OHCHR ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชาล่วงหน้าแล้ว

การชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ เน้นย้ำว่าการตอบสนองของประเทศไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

ทำไมการชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงมีความสำคัญ

การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ UN-OHCHR ล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนส่งผลกระทบต่อการพิจารณาของ UN-OHCHR และประชาคมโลก การดำเนินการเชิงรุกของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ: การชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้ UN-OHCHR เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงและป้องกันการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: การสื่อสารโดยตรงกับ UN-OHCHR ช่วยลดความเข้าใจผิดและความคลางแคลงใจที่อาจเกิดขึ้น
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การแสดงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ UN-OHCHR และประเทศสมาชิกอื่นๆ

แม้ว่าปัจจุบัน ศ.ดร. กันตธีร์ จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว แต่ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศไทยและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการในอดีตเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของท่านที่มีต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ ศ.ดร.กันตธีร์ ได้แสดงบทบาทในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อปกป้องประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

จากกรณีศึกษา ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความสำคัญต่อการปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก

ที่มา – “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีต รมว.กต. แจง UN-OHCHR ท่าทีไทยต่อการรุกรานของกัมพูชา

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

“ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ เตรียมยกหูคุย แม่ทัพภาค 2 หลังเพจกองทัพภาค 2 โพสต์รับบริจาคงบฯ ซื้อลวดหนาม ยืนยันรัฐบาลมีงบให้ ขอให้บอกมา

วันที่ 13 ส.ค. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการทำหน้าที่ และเห็นใจ ส่วนที่ทหารมีความเห็นว่าจะต้องตอบโต้เพราะจะต้องปกป้องตัวเองนั้น ซึ่งตามสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดกับสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิดโดยเฉพาะ ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีขั้นตอนจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับสหประชาชาติให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและสหประชาชาติก็จะมีขั้นตอนแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบและมีกระบวนการดำเนินการต่อ ซึ่งเมื่อเช้าได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะยื่นเรื่องและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้และควรจะทำเพราะสิ่งต่างๆ ก็เห็นได้ชัดว่าความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ ทั้งนี้กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลได้หารือกันแล้วไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พื้นที่รับทราบ

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่เพจกองทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอรับบริจาคงบประมาณซื้อลวดหนามว่าอยากจะทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพราะหากคิดว่างบประมาณไม่พอสามารถแจ้งมาที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือกองทัพบกได้เพราะตนเองก็พูดตลอดเวลากับแม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพว่าอะไรที่ขาดและจำเป็นให้ยื่นเรื่องเข้ามารัฐบาลจะใช้งบฯ กลางเต็มที่แต่ไม่เคยมีเรื่องเสนอมา และคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วยซึ่งคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจรัฐบาลไม่ได้มีอะไรขัดขวางตนเองก็อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบซึ่งตนเองจะโทรศัพท์คุยเพราะถ้าขาดจริงแล้วบอกมาเรามีงบประมาณให้อยู่แล้วและก็ได้บอกไปแล้วว่าอะไรที่สามารถเอาจากที่ไหนมาได้ก็ให้เอามาก่อนแล้วถ้าขาดก็ให้บอกมาใช้วิธีพิเศษในการพิจารณาได้เลยขอให้ได้ของ เรื่องนี้ตนเองคิดว่าอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้รัฐบาลยืนยันว่าอะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลและประเด็นในการรักษาอธิปไตยของประเทศรัฐบาลไม่ได้ขัดวันนี้เปิดงบฯ กลางให้ใช้อยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้การลาดตระเวนของทหารที่จะดูทุระเบิดจะต้องเปลี่ยนวิธีนั้นเรื่องนี้อยากจะขอความกรุณาและบอกกับประชาชนให้ช่วยกันแก้ปัญหาตนเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันแต่อยู่ในฐานะหน้าที่เราก็พยายามที่จะนิ่งให้มากที่สุดการที่บอกว่าตนเองไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่โรงพยาบาลไม่ใช่อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ตนเองไม่ได้พูด ขอสื่ออย่าเอาไปบิดเบือนและทำลายรัฐบาลสร้างความแตกแยก และที่นักวิจารณ์การเมืองบางคนเอาไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกทหารเป็นยังไง ซึ่งตนเองเตรียมจะฟ้องหมดซึ่งก็ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแต่เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เหมือนในอดีตที่เคยถูกโจมตี จากคณะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องนี้ก็เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ และพูดอะไรที่ทำลายคนอื่น และอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ตนเองได้พูดไปไม่อย่างนั้นจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นจะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วเพราะพูดออกไปแล้วเอาไปทำร้ายกันและบิดเบือนตัดตอนบางส่วนเอาไปนำเสนอซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมและจะให้ทนายความดำเนินการฟ้องทั้งหมดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายภูมิธรรมยังกล่าวกรณีชาวบ้านแตกตื่นเตรียมอพยพกลางดึกเมื่อคืน(12 ส.ค.2568)ว่าเห็นใจประชาชนที่มีความหวาดระแวงแต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วนทั้งกองทัพและกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไปแต่เพราะสื่อสมัยนี้เป็นสื่ออิสระจำนวนมากออกมาปั่นข่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นจึงอยากขอร้องให้ทุกคนช่วย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะและสื่อที่มีสำนักชัดเจนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะช่วยได้เยอะ

ต้องเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่อง ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นอยากให้รัฐบาลยื่นเรื่องนี้ไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น  นายภูมิธรรมกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำมาหลายเรื่องที่ผ่านมาได้คุยกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะคณะกรรมการออตตาวา ซึ่งเมื่อเช้าตนเองได้คุย ว่าได้ทำไปทุกอย่างก็ดีอยู่ทำอย่างเต็มที่แต่สิ่งที่สำคัญคือการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติได้รับรู้อาจจะช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ  แต่ก็ยืนยันว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชาเพราะทุกคนมองเห็น ซึ่งตนเองก็บอกไปว่าสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนในประเทศหากประชาชนในประเทศได้เข้าใจจะดียิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

Scroll to top