กัมพูชา

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ พร้อมส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ โดยเน้นกำลังอาเซียนกู้ทุ่นระเบิด จีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ยืนยันกัมพูชาคุม ARMAC ไม่มีปัญหา

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

จากกรณีที่กองทัพเรือพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีหลักฐานเป็นวิดีโอการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า รัฐบาลได้เผยแพร่ให้สังคมโลกรับทราบถึงพฤติกรรมยั่วยุและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกำลังพลหน้างานในพื้นที่ แม้รัฐบาลไทยจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิงก็ตาม หากกัมพูชามีความจริงใจ ทหารก็ควรมีวินัย ตอนนี้ขอมองเช่นนั้นก่อน แต่หากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจก็ต้องว่ากันอีกที คณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาที่ควบคุมเรื่องทุ่นระเบิดก็จะมีการประชุมในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. โดยมีผู้แทนถาวรจากกระทรวงการต่างประเทศคอยติดตามอยู่ นอกจากนี้ จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งหน้า

พลเอกณัฐพลกล่าวอีกว่า กลไก GBC และ ศบ.ทก. มีนโยบายคือการใช้กลไกของศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ในการจัดการ โดยประเทศอื่นถ้าจะมาก็ขอให้เป็นการบริจาค หรือสนับสนุนเครื่องมือเท่านั้น จะไม่เอากำลังจากนอกภูมิภาคอาเซียนมา และจะเน้นในเรื่องทวิภาคีเป็นหลัก หากเป็นพหุภาคีอื่นๆ ก็ขอให้อยู่ในประเทศอาเซียน เพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าอาเซียนดูแลกันเองได้

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเข้ามาร่วมช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ยืนยันว่าจีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ หลักของตนเองคือขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นลำดับแรก และขอให้ประเทศอื่นเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว ฝ่ายความมั่นคงของไทยยึดนโยบายสมดุลมาโดยตลอด เพราะการยอมรับให้ประเทศหนึ่งเข้ามาก็จะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง

ความจริงสู้เฟกนิวส์: หลักการที่ยั่งยืน

กรณีที่กัมพูชาอ้างว่า คลิปวางระเบิดทุ่นระเบิดที่ออกมาเป็นการจัดฉากของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ตราบใดที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริง เครดิตจะเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ การใช้ความจริงสู้กับเฟกนิวส์ จะทำให้ได้รับความเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับบุคคล หลักของ ศบ.ทก. คือ การยึดถือความจริงไปสู้กับเฟกนิวส์ ตามที่สื่อได้เห็น “Peace comes from Truth” หรือ สันติสุขมาจากความจริง หลักฐานคลิปวิดีโอดังกล่าวจะถูกส่งไปให้กับประเทศที่สนับสนุนงบประมาณประเทศกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย เพื่อให้แต่ละประเทศพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าเรื่องของศูนย์อาเซียน เพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ที่มีประธานเป็นชาวกัมพูชา จะไม่มีปัญหาเรื่องความร่วมมือ เพราะยังมีอีก 9-10 ประเทศสมาชิกเป็นชาติอื่น การสู้ด้วยความจริง ด้วยกฎหมาย และด้วยความถูกต้องอาจจะยาก แต่ยั่งยืน

สำหรับเรื่องผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT และผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า IOT ใช้กลไกภายในประเทศ และจากอาเซียน หากจะขอคนมาเพิ่ม ต้องดึงเจ้าหน้าที่ในสถานทูตมาช่วยได้ แต่เอาคนเพิ่มมายังไม่ได้ ส่วน AOT จะเริ่มมีคนจากประเทศนั้น ๆ เข้ามาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีกฎหมายแต่ละประเทศเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเทศไทยหากใช้ AOT กระทรวงการต่างประเทศกำลังศึกษาอยู่ ย้ำว่า ไทยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมรับ IOT แต่ IOT ขอกรอบแค่นี้ นี่คือจุดยืนของไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การยึดมั่นใน ความจริงสู้เฟกนิวส์ และการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีและความร่วมมือในกรอบอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญ การที่ บิ๊กเล็กย้ำ ความจริงสู้เฟกนิวส์ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส

การที่ พล.อ.ณัฐพล ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและความร่วมมือระหว่างประเทศ ความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ ส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติแล้ว

“โรม” จี้ “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ เอากัมพูชาขึ้นศาล!

“รังสิมันต์ โรม” สวด “นายกฯ อิ๊งค์” ไร้สปิริต จี้กระทรวงการต่างประเทศทำงานเชิงรุกและเอากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดเรื่องโจมตีเป้าหมายพลเรือนและคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน วันที่ 21 ส.ค. ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ และต้องยอมรับว่านายกฯ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญมากกว่านี้ ปัญหาหลายอย่างแก้ไม่ตก ท่านไม่รู้จักคำว่าความรับผิดชอบ บ้านเมืองเรายุ่งเหยิงเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ อยากเห็นนายกฯ แสดงสปิริต แต่ก็คงช้าไปเพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย

นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชา เผยให้เห็นคลิปการวางทุ่นระเบิด ว่าตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนานาชาติถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้ ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเสียเชิง มากไปกว่านั้น อีกทั้งต้องพากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินการเอาผิดได้ทั้งมิติคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน จุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ ถามรัฐตั้งใจยั้งมือหรือกลัวคลิปเสียง

เมื่อถามว่าการที่มติ สมช. ฟ้องสมเด็จฮุน เซน แค่ภายในประเทศ สะท้อนอะไรบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง. ยังเงียบทำอะไรอยู่ ต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ยึดไว้ก่อนได้ เห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าตกลงจะเอาจริงหรือไม่ หรือกลัวว่าเขาจะมีคลิปเสียงอีกจำนวนมาก วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก่อน

เมื่อถามอีกว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว

“โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศนำประเด็นกัมพูชาขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างละเอียด

ประเด็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร

นายรังสิมันต์ โรมมองว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเหมาะสมต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเรื่องการใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากเป็นเรื่องจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมาย

ความเห็นของนายรังสิมันต์ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีระหว่างนักการเมืองไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การที่นายรังสิมันต์ “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นที่นายรังสิมันต์ยกขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงผลประโยชน์ทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและโปร่งใส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในประเด็นเหล่านี้ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

การที่ “โรม” ออกมาเรียกร้องให้ เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

สลด! พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชา

ความคืบหน้าล่าสุดคดีสะเทือนขวัญ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในประเทศกัมพูชา! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลใจให้กับทั้งชาวเกาหลีใต้และชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

รายงานข่าวระบุว่า ศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะถูกห่อด้วยผ้าห่มและถุงพลาสติก ทิ้งอยู่ในถังขยะขนาดใหญ่ สภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง บ่งชี้ถึงการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย ซึ่งทางการเกาหลีใต้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่พบศพนั้น เป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในจังหวัดกำปอต ประเทศกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ยืนยันว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือชาวเกาหลีใต้จริง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การยืนยันรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับคดีนี้ยังคงเป็นไปได้ยาก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะ

เจ้าหน้าที่สอบสวนท้องถิ่นได้รายงานว่า ศพของชายชาวเกาหลีใต้รายนี้เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ฟกช้ำ และคราบเลือด ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่องและทารุณ สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากคอมพาวด์ลักษณะเดียวกัน ที่เล่าถึงการถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า และทรมานด้วยน้ำ

แหล่งข่าวระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์หลายสิบแห่งในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน จุดเหล่านี้ขึ้นชื่อในด้านการทำคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ฟิชชิ่ง และการลงทุนปลอม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและแทบไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น

องค์กรสิทธิมนุษยชน Amnesty International ประเมินว่ามีฐานปฏิบัติการลักษณะนี้มากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา โดยทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรายงานว่าถูกลักพาตัวหรือกักขังในกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานท้องถิ่นยังชี้ว่า ยังมีชาวเกาหลีใต้อีกจำนวนมากที่อาจยังติดอยู่ภายในคอมพาวด์เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงด้วยโฆษณางานต่างประเทศรายได้สูง ก่อนที่จะถูกบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายเมื่อเดินทางถึงกัมพูชา

แม้ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยอมรับว่าการเข้าไปจัดการกับคอมพาวด์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐกัมพูชา และเกาหลีใต้เองก็ไม่มีอำนาจสอบสวนในพื้นที่โดยตรง ปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ประจำอยู่ที่สถานทูตในกรุงพนมเปญเพียง 1 นายเท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ติดต่อสถานทูตจะได้รับคำแนะนำให้แจ้งตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากสถานทูตไม่สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือหรือสอบสวนได้เอง

เหตุการณ์พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชาครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

8 ชาติสังเกตการณ์ กรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทยได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กำหนดการเดินทางของคณะผู้สังเกตการณ์ฯ มีดังนี้:

วันที่ 18 สิงหาคม 2568:

คณะฯ เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง บก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2568:

  • เช้า: เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • บ่าย: เดินทางไปยังฐานกฤษณา – ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารกิจปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2

วันที่ 20 สิงหาคม 2568:

คณะฯ ตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ต่อจากนั้น เดินทางไปช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

การลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และการขัดขวางการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในอนาคต

การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของนานาชาติในการสังเกตการณ์ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศต่อไป

ที่มา – คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” แจงกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำ

“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ได้แจ้งต่อคณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่า “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ ซึ่งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปถึงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาผ่านบันทึกวิดีทัศน์ แก่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูต อุปทูตรักษาการชั่วคราว ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และองค์การระหว่างประเทศ รวม 67 คน จาก 41 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแก่ประเทศสำคัญ ๆ และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 16 สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์และองค์กรอื่น ๆ

นายมาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้ยึดมั่นในพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้กอบกู้และส่งคืนพื้นที่มีการวางทุ่นระเบิดกว่าร้อยละ 99 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร กลับคืนสู่ชุมชนไทย และยังคงให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปกติสุข

ปัญหา“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งนี้ สร้างความสะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดไปมากแล้ว จึงไม่ควรมีพื้นที่หรือเหตุผลใด ๆ ในการใช้อาวุธชนิดนี้อีกต่อไป

นายมาริษ กล่าวว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 5 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีก 2 ครั้ง โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กัมพูชายังจงใจละเมิดพันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการบ่อนทำลายความสมบูรณ์ของอนุสัญญาออตตาวา และเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์

การกระทำของกัมพูชาเหล่านี้ ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหลักการที่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีฯ ยึดมั่นอยู่

ก่อนเกิดสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ชะลอการดำเนินการ ทำให้มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดของไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามและร่วมมือ

ข้อกังวลเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนนานาชาติ โดยเฉพาะผู้บริจาคที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาด้วยความจริงใจ ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่ากัมพูชา จะหยุดการใช้ทุ่นระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรม และปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และขอคำชี้แจงจากกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ได้เรียกร้องประเทศสมาชิกอาเซียน ในฐานะคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) ให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนในการไปสำรวจพื้นที่ในอนาคต เพื่อให้บริเวณชายแดนปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของพลเรือนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเชิญร่วมการลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดด้วยตัวเอง ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา และการหยุดยิง

ไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ พร้อมด้วย นายหวัง อี้ ได้แถลงผลการประชุมร่วมกัน

นายมาริษ ระบุว่า ประเทศไทยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมกันไว้ ได้แก่:

  • การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยืดหยุ่นระหว่างกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีผ่านการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นายมาริษ ยังได้แสดงเจตจำนงของไทย ว่า เราจะมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคมนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สหรัฐฯ เปิดตัว โดรนสอยโดรน! สกัดภัยทางอากาศ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "สกายเรเดอร์" โดรนสอยโดรน สุดล้ำ! สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้ด้วยระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงสกัดเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทดสอบการใช้งาน "สกายเรเดอร์" (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) เป็นครั้งแรก! โดรนสุดไฮเทคนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ระบบบังคับแบบ "มุมมองบุคคล" (first-person view ) พร้อมติดอาวุธร้ายอย่าง “ระเบิดเคลย์มอร์” เพื่อยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศอย่างเด็ดขาด

ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ที่ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมายในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้าแทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ เนต เชีย รับหน้าที่ควบคุมการบิน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำหน้าที่ควบคุมโดรนเป้าหมาย

การทดสอบครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล และจัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อแสดงศักยภาพและแนวทางการพัฒนาในอนาคต

โดรนสอยโดรน: อาวุธใหม่แห่งอนาคต

การพัฒนาโดรนสอยโดรนนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการเทคโนโลยีทางการทหาร เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารลงได้อย่างมาก ระบบการควบคุมจากระยะไกลยังช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือเข้าถึงยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมโดรนสอยโดรนถึงสำคัญ?

  • ป้องกันภัยทางอากาศ: สามารถสกัดและทำลายโดรนของศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • ลดความเสี่ยง: ลดความจำเป็นในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
  • ปฏิบัติการหลากหลาย: สามารถใช้งานในภารกิจลาดตระเวน สอดแนม และโจมตี
  • ประสิทธิภาพสูง: ระบบอัตโนมัติและควบคุมจากระยะไกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ

สกายเรเดอร์: โดรนสอยโดรนรุ่นบุกเบิก

สกายเรเดอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโดรนสอยโดรนในอนาคต คาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะได้เห็นโดรนที่มีความสามารถในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขีปนาวุธ

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนทางการทหารในอนาคต กองทัพต่างๆ จะต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดรนสอยโดรนก็มาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้งาน การตัดสินใจว่าจะใช้โดรนสังหารเป้าหมายใดนั้น ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์หรือไม่? และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดหรือผลกระทบที่ไม่คาดฝัน?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายจะต้องขบคิดและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีโดรนถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง โดรนสอยโดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการทหาร แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

Scroll to top