กัมพูชา

“ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก

“ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก สร้างความสนใจในเวทีการต่างประเทศอย่างมาก เมื่อสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสำคัญครั้งนี้

“ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก เตรียมหารือผู้นำหลายประเทศ

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาพร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายกอย กวง เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหรัฐอเมริกา และนายแก้ว เจีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ที่สนามบิน

กำหนดการสำคัญในการประชุม Board of Peace

การประชุม Board of Peace นัดแรกนี้จัดขึ้น ณ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านสันติภาพและความมั่นคงระดับโลก “ฮุน มาเนต” จะได้ร่วมหารือทวิภาคีกับบุคคลสำคัญของสหรัฐฯ และผู้นำจากหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคง

นอกจากนี้ ระหว่างการพำนักในสหรัฐฯ นายกฯ ฮุน มาเนต ยังมีกำหนดการพบปะกับผู้นำและนักธุรกิจชั้นนำ เพื่อสำรวจโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ

背景ของฮุน มาเนต และความสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต เป็นบุตรชายของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ครองอำนาจยาวนานของกัมพูชา หลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2566 เขาได้แสดงศักยภาพในการนำ外交ของกัมพูชาไปสู่ยุคใหม่ โดยเน้นการกระชับสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา การเดินทาง “ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก จึงเป็นสัญญาณชัดเจนของการผลักดันนโยบายต่างประเทศที่กระฉับกระเฉง

ในช่วงที่ผ่านมา กัมพูชาได้พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐ และชาติอื่นๆ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดช่องว่างด้านความไว้วางใจ และเปิดประตูสู่ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา

  • ร่วมประชุม Board of Peace นัดปฐมฤกษ์ เพื่อหารือประเด็นสันติภาพโลก
  • การหารือทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในประเด็นเศรษฐกิจและการค้า
  • พบปะผู้นำจากประเทศพันธมิตร เพื่อขยายเครือข่ายหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์
  • เยือนยุโรปต่อไปยังเจนีวาและบรัสเซลส์

แผนการเยือนยุโรปหลังสหรัฐฯ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจในสหรัฐฯ “ฮุน มาเนต” มีแผนเดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพบปะกับหน่วยงานสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ จากนั้นไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเจรจากับผู้นำสหภาพยุโรป การเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์外交ที่มุ่งขยายอิทธิพลของกัมพูชาในระดับสากล

คาดว่าการหารือจะครอบคลุมประเด็นการค้าเสรี การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกัมพูชาให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การเดินทางของ “ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรกนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความมุ่งมั่นของผู้นำรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิเคราะห์เห็นว่าอาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาค

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้ช่วยยืนยันว่ากัมพูชากำลังก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลักในเวทีโลก หากคุณสนใจข่าวการต่างประเทศไทย สามารถติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก เตรียมหารือผู้นำหลายประเทศ

“ฮุน มาเนต”กล่าวหาไทยยึดพื้นที่แม้ทรัมป์ช่วยหยุดยิง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุด “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง นายกรัฐมนตรีกัมพูชารุ่นใหม่ได้ออกมาเปิดใจกับสำนักข่าวดังระดับโลกอย่างรอยเตอร์ สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่ทุกคนคิดว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปลายปีที่แล้ว จะทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้ว

“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษครั้งแรกนับตั้งแต่สืบทอดตำแหน่งจากบิดา “ฮุน เซน” เมื่อปี 2023 นายฮุน มาเนต ซึ่งกำลังเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ ได้ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนยาว 817 กิโลเมตรที่ยังเปราะบาง ทหารไทยถูกกล่าวหาว่ายังคงรุกคืบ วางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

“นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นข้อเท็จจริง” ฮุน มาเนต กล่าวอย่างหนักแน่น เขายังวอนขอให้รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งส่งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ลงพื้นที่ เพื่อวัดเขตและปักปันดินแดนให้ชัดเจน โดยอ้างว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ล่าช้าอีกต่อไป

ผลกระทบจาก “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันหลายครั้งในอดีต สร้างบาดแผลลึกให้ทั้งสองฝ่าย การกล่าวหาครั้งนี้จากผู้นำรุ่นใหม่ของกัมพูชา อาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมยืนหยัดปกป้องอธิปไตยมากขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่อย่างเวียงหินหรือตาเมือยต่างได้รับผลกระทบหนัก ต้องอพยพหนีภัย ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือค้าขายข้ามแดนได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังพูดถึงประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น:

  • ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ: กัมพูชาไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ฐานทัพเรือเรียมโปร่งใส 100%
  • แก๊งสแกมเมอร์: ยอมรับปัญหามีจริง แต่กำลังกวาดล้างและออกกฎหมายใหม่ เป็นปัญหาระดับภูมิภาค
  • สิทธิมนุษยชน: ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เสรีภาพสื่อ แต่รวมถึงการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แม้กัมพูชาจะอยู่อันดับ 161 จาก 180 ในดัชนีเสรีภาพสื่อ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพผู้นำกัมพูชารุ่นใหม่ที่พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์กับตะวันตก ขณะที่ปัญหาชายแดนกับไทยยังเป็นจุดร้อนที่ต้องจับตา ไทยควรตอบโต้อย่างไร? จะใช้ JBC เป็นกลไกหลัก หรือมีแผนอื่น?

วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ย้อนดูประวัติศาสตร์ พื้นที่พิพาทอย่างปราสาทพระวิหาร เคยถูกตัดสินโดยศาลโลกให้เป็นของกัมพูชา แต่ปัญหายังค้างคาเพราะการตีความแผนที่และสนธิสัญญาเก่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์ช่วยเจรจาเมื่อปลายปี 2024 (ตามเนื้อข่าว) ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่การที่ฮุน มาเนตออกมา กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แสดงว่าความไว้วางใจยังไม่ฟื้น

จากมุมมองไทย รัฐบาลอนุทินที่มาจากกระแสชาตินิยม อาจถูกกดดันจากภายในไม่ให้ยอมง่ายๆ แต่การเจรจาผ่าน JBC น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่มีใครได้ประโยชน์

ทางออกจากความขัดแย้งชายแดน

  • เร่งประชุม JBC โดยเร็ว ไม่รอข้ออ้างการเมือง
  • ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ GIS วัดเขตแดนแม่นยำ
  • ส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจชายแดน เช่น ตลาดนัดข้ามแดน
  • มีบุคคลที่สามอย่างสหรัฐฯ หรืออาเซียนเป็นกลาง

สุดท้าย สถานการณ์นี้เตือนใจเราว่าความขัดแย้งชายแดนต้องแก้ด้วยสันติวิธี การทูตและกลไกที่มีอยู่ หากปล่อยไว้ยาวนานจะกระทบภาพลักษณ์และเศรษฐกิจทั้งคู่

ความเห็นส่วนตัว: ถึงเวลาที่ไทยและกัมพูชาควรโฟกัสอนาคตมากกว่าอดีต สร้างสันติภาพแท้จริงเพื่อประชาชนทั้งสองฝั่ง คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับประเด็น “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบฉากธนาคารโรงพัก

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนที่ต้องพูดถึงกันหน่อย เพราะ รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นกับพวกมิจฉาชีพออนไลน์เลยนะครับ สแกมเมอร์พวกนี้ไม่ได้โกงแบบสุ่ม ๆ แต่จัดเต็มแบบมืออาชีพ จนสูญเงินทั่วโลกไปหลายพันล้านดอลลาร์!

ฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชาที่รอยเตอร์เปิดโปง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ทีมผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สบุกสำรวจฐานที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งด่วนในกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย พื้นที่ชื่อ Royal Hill ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางสแกมออนไลน์และค้ามนุษย์เลยครับ ภายในอาคารเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานที่กระจัดกระจาย เอกสารข้อมูลเหยื่อล้นทะลัก ห้องต่าง ๆ ถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และธนาคารเวียดนาม เพื่อใช้หลอกเหยื่อให้เชื่อว่าน่าเชื่อถือ!

ห้องจัดฉากสถานีตำรวจในฐานสแกมเมอร์กัมพูชา

เอกสารลับที่หลุดรอด: ข้อมูลเหยื่อและสคริปต์หลอกลวง

น่าขนลุกสุด ๆ เลยครับ ในกองเอกสารมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากทั่วโลก เช่น ชายญี่ปุ่นวัย 73 ปีพร้อมเบอร์โทรและยอดเงินบัญชี หญิงอเมริกันที่เคยโดน虐待ในครอบครัว ยังมีสคริปต์ Romance Scam และบทพูดปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รอยเตอร์สยืนยันข้อมูลบางส่วนโดยติดต่อเหยื่อจริง ๆ ซึ่งเล่าว่าโดนหลอกให้ข้อมูลธนาคารโดยอ้างตัดไฟ!

  • ข้อมูลเหยื่อ: ชื่อ เบอร์โทร ยอดเงิน รายละเอียดชีวิตส่วนตัว
  • สคริปต์หลอก: Romance Scam, เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า, ตำรวจ
  • เอกสารบริหาร: แผนฝึกซ้อมทหาร ห้ามส่งอาหาร ห้ามกิจกรรมผิดกฎ
เอกสารสแกมเมอร์ที่พบในกัมพูชา

นอกจากนี้ยังมีเอกสารการเงิน ค่าเช่ากลุ่มสแกมหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ข้อมูลกระเป๋าคริปโตเชื่อมโยงการพนันและฟอกเงิน แม้แต่สมุดบันทึกที่เขียนว่า “วันนี้โทรหลอกโดนด่ากลับหมด เจอแต่คนรู้ทัน” ฮ่า ๆ น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ

ผลกระทบใหญ่หลวง: สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองโลก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแหล่งสแกมระดับโลก กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถูกคุมโดยแก๊งจีน ใช้แรงงานทาสในสภาพโหดร้าย สหรัฐฯ เสียเงินจากสแกมที่นี่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024! ไทยทิ้งระเบิดโดรน กัมพูชากวาดล้าง ทำให้สแกมเมอร์อพยพ 100,000 คน

ภาพภายในฐาน Royal Hill กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาโต้กลับและแผนปราบปราม

รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า Royal Hill เป็นโรงแรม และกล่าวหาไทยบุกยึด แต่ยืนยันปราบสแกมให้หมดในเมษายนนี้ ข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินลึกลับ มีชื่อ “จาง” เป็นผู้เช่าแต่ไม่ตอบสื่อ

วิธีป้องกันตัวเองจากสแกมเมอร์แบบนี้

เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อแบบในข่าว รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ลองทำตามนี้ครับ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ ถ้าดูแปลก
  • ตรวจสอบเบอร์โทรด้วย Google ก่อนเชื่อ
  • ไม่โอนเงินให้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะ Romance Scam
  • แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันที ถ้าถูกหลอก
  • ใช้แอปกันสแกมและอัพเดทความรู้ข่าวสแกมใหม่ ๆ
ภาพเพิ่มเติมฐานสแกมเมอร์ร้าง

เห็นไหมครับว่าสแกมเมอร์พวกนี้ฉลาดและ organized สุด ๆ แต่ถ้าเราตื่นตัว รู้ทัน ก็รอดพ้นได้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจดี ๆ ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังลุกลาม หวังว่ารัฐบาลทุกประเทศจะร่วมมือปราบปรามให้สิ้นซาก

CTA: ถ้าคุณเคยเจอสแกมแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันด้วยนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทสแกมอื่น ๆ จากเรา!

ที่มา – รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาถูกแช่แข็งมานานหลายปี เพราะกัมพูชาใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป ตอนนี้สหรัฐฯ กลับมาเปิดทางให้กัมพูชาซื้ออาวุธและเทคโนโลยีทหารจากอเมริกาได้แล้ว ส่งสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

สื่อกัมพูชาอย่างขแมร์ไทมส์รายงานว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ถอดชื่อกัมพูชาออกจากบัญชี “Country Group D:5” ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ถูกห้ามส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางทหาร ทำให้กัมพูชาพ้นจากข้อจำกัดดังกล่าวทันที การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากทำเนียบขาวยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชาไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025

สหรัฐฯ ถอดกัมพูชาออกจากบัญชีแบล็กลิสต์อาวุธ

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การพ้นแบล็กลิสต์

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่ากัมพูชาแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในด้านสันติภาพและความมั่นคงภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อนหน้านี้ กัมพูชาถูกมองว่าเอนเอียงไปทางจีน โดยเฉพาะการลงทุนด้านทหาร แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป สหรัฐฯ มองเห็นโอกาสในการดึงกัมพูชากลับมาใกล้ชิดมากขึ้น

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา (AmCham Cambodia) กล่าวว่า การถอดชื่อนี้นับเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น จะช่วยให้กัมพูชาเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ ไม่เพียงด้านความมั่นคง แต่ยังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย

ผลกระทบและข้อจำกัดที่เหลืออยู่

แม้จะพ้นแบล็กลิสต์หลัก แต่กัมพูชายังอยู่ใน “Country Group D:1” ทำให้การนำเข้าเทคโนโลยีทหารบางประเภทต้องขอใบอนุญาตพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจำนวนคำขอลิขสิทธิ์ส่งออกอาวุธไปกัมพูชาจะเพิ่มขึ้น 100 ฉบับต่อปี ลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก แต่กัมพูชายังไม่สามารถเข้าถึงอาวุธระดับสูงหรือเทคโนโลยีอ่อนไหวได้เสรี สหรัฐฯ ยังจับตาอย่างใกล้ชิด

  • ประโยชน์ต่อกัมพูชา: เข้าถึงอาวุธคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ ช่วยเสริมแกร่งกองทัพ
  • ผลต่อภูมิภาค: ลดการพึ่งพาจีน เพิ่มสมดุลอำนาจในอินโดจีน
  • โอกาสเศรษฐกิจ: ดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากอเมริกา
  • ความเสี่ยง: สหรัฐฯ อาจเพิกถอนหากกัมพูชาใกล้ชิดจีนมากเกิน

ในอดีต ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-กัมพูชาเคยตึงเครียดจากประเด็นสิทธิมนุษยชนและการเลือกตั้ง แต่ล่าสุดทั้งสองฝ่ายเริ่มฟื้นฟู เช่น การฝึกทหารร่วมและความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้าย การพ้นแบล็กลิสต์ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงกลาโหมใหม่ๆ

จากมุมมองของผู้เขียน นี่คือสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมยาวเพื่อต้านอิทธิพลจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชาที่ฉลาดจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ คุณคิดว่าการพ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน จะเปลี่ยนเกมการเมืองภูมิภาคอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ!

ที่มา – พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อโบอิ้ง 737 MAX 10 ลำ

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว สายการบินน้องใหม่แห่งชาติกำพูชานี้เพิ่งปิดดีลสุดยิ่งใหญ่กับยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา บริษัทโบอิ้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับฝูงบินและขยายเส้นทางบินให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

“แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทโบอิ้งได้ประกาศอย่างเป็นทางการในงานสิงคโปร์ แอร์โชว์ ว่าสายการบินแอร์กัมพูชาได้ทำสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 737-8 MAX จำนวนทั้งสิ้น 20 ลำ โดยเริ่มจากล็อตแรก 10 ลำที่เซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และมีตัวเลือกเพิ่มอีก 10 ลำตามหลัง ดีลนี้ถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอร์กัมพูชา และเป็นครั้งแรกที่สายการบินนี้หันมาซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง

นายแบรด แมคมัลเลน รองประธานอาวุโสฝ่ายการขายและการตลาดเครื่องบินพาณิชย์ของโบอิ้ง กล่าวแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับแอร์กัมพูชาเป็นลูกค้าใหม่ของตระกูล 737 MAX พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในกัมพูชาและภูมิภาคเอเชียอย่างเต็มที่ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และเพิ่งสรุปอย่างเป็นทางการในงานแสดงสินค้าอากาศยานชั้นนำของเอเชีย

ประโยชน์ที่แอร์กัมพูชาจะได้รับจาก Boeing 737 MAX

ทางฝั่งแอร์กัมพูชาเองก็มองว่าการเพิ่มเครื่องบิน 737 MAX เข้าสู่ฝูงบินจะช่วยทั้งแทนที่เครื่องบินรุ่นเก่าและขยายเครือข่ายเส้นทางบิน โดยเฉพาะเส้นทางที่มีความต้องการสูงในเอเชีย เครื่องบินรุ่นนี้มีจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่าเดิมถึง 20% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถบินได้ไกลถึง 6,480 กิโลเมตร รองรับผู้โดยสารสูงสุด 178 คน เหมาะสำหรับเที่ยวบินระยะกลางที่กำลังมาแรง

  • ความจุผู้โดยสาร: สูงสุด 178 ที่นั่ง
  • พิสัยการบิน: 6,480 กม.
  • ประหยัดเชื้อเพลิง: ลดลง 20% เมื่อเทียบรุ่นเก่า
  • ลดมลพิษ: ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบัน แอร์กัมพูชามีฝูงบินเพียง 6 ลำ ให้บริการเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง การเพิ่ม 737 MAX จะช่วยตอบสนองความต้องการเดินทางที่พุ่งสูงหลังโควิด-19 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจในภูมิภาค

บริบททางการค้าและการเจรจาของกัมพูชา

นอกจากนี้ ดีลนี้ยังเป็นผลพวงจากการเจรจาทางการค้าของรัฐบาลกัมพูชากับสหรัฐฯ ที่ช่วยลดอัตราภาษีตอบโต้จากเดิม 49% ลงมาอยู่ที่ 36% และล่าสุดเหลือเพียง 19% ทำให้การซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศราบรื่นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการบินที่ฟื้นตัว

ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 กันยายน แอร์กัมพูชาเพิ่งเซ็นบันทึกความเข้าใจกับ COMAC ของจีน เพื่อซื้อเครื่องบิน C909 จำนวน 20 ลำ โดยยืนยันคำสั่งซื้อ 10 ลำแล้ว รุ่นนี้เหมาะสำหรับเส้นทางสั้น รองรับผู้โดยสาร 78-97 คน พิสัย 2,225-3,700 กม. แสดงให้เห็นว่าสายการบินกำลังกระจายความเสี่ยงและเลือกเครื่องบินที่เหมาะกับแต่ละเซกเมนต์

การขยายตัวของแอร์กัมพูชาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับการแข่งขันในตลาดการบินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจกัมพูชาที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤต หากคุณเป็นนักเดินทางหรือนักลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน ควรจับตาดูการพัฒนาเส้นทางใหม่ๆ ที่แอร์กัมพูชาจะเปิดในอนาคต เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของฮับการบินใหม่ในภูมิภาค

ติดตามข่าวสารการบินและเทคโนโลยีล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “แอร์กัมพูชา” สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ล็อตแรก 10 ลำ ปิดดีลใหญ่สุดสำหรับสายการบินน้องใหม่

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอาชญากรรมออนไลน์เลยทีเดียว เมื่อทางการกัมพูชาไม่ยอมให้ประเทศตัวเองกลายเป็นแหล่งปลวกของมิจฉาชีพอีกต่อไป

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้บุกตรวจค้นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองบาเวต จังหวัดสวายเรียง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดเวียดนาม สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 2,044 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 1,792 คน ชาวเมียนมา 179 คน ชาวเวียดนาม 144 คน ชาวไต้หวัน 5 คน และชาวต่างชาติอื่นๆ จากภูมิภาคเอเชีย

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 มกราคม โดยบุกจู่โจมกลุ่มอาคาร 22 หลังที่ใช้เป็นฐานคาสิโนบังหน้า แต่จริงๆ แล้วเป็นศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์และการหลอกลวงทางโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน

แรงกดดันจากจีนและมาตรการเข้มงวดของกัมพูชา

ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ต้องการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมอย่างจริงจัง รัฐบาลกัมพูชาจึงเร่งดำเนินการ โดยนายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทย ย้ำชัดว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร” การบุกทลายครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มแคมเปญปราบปรามทั่วประเทศ

  • จับกุมผู้ต้องสงสัย 2,044 คน จาก 23 ประเทศ
  • ส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้ว 4,534 คน ใน 7 เดือนที่ผ่านมา
  • เว็บสแกมหลายแห่งปิดตัวและกลุ่มมิจฉาชีพหลบหนี

นอกจากเมืองบาเวตแล้ว เจ้าหน้าที่ยังกระจายกำลังไปปราบปรามในพื้นที่อื่นๆ เช่น จังหวัดสีหนุวิลล์ ที่ห่างจากพนมเปญราว 250 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดฮอตสปอตของกิจกรรมผิดกฎหมาย

ตัวอย่างกรณีเด่น: นายเฉิน จื้อ

คาดว่าชาวจีนที่ถูกจับจะถูกส่งตัวกลับปักกิ่งดำเนินคดี เช่นเดียวกับกรณี นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Holding Group ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคาสิโนผิดกฎหมาย ฉ้อโกง ฟอกเงิน และอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนถูกส่งกลับจีนต้นเดือนมกราคม

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังจริงจังกับปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยที่มักตกเป็นเหยื่อการโทรหลอกลงทุนหรือหลอกลวงออนไลน์

ในฐานะที่เราติดตามข่าวต่างประเทศแบบนี้ สิ่งสำคัญคือต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น อย่าไว้ใจข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และรายงานเบาะแสให้ตำรวจทันที หากคุณมีประสบการณ์ถูกสแกม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนกันและกันนะครับ

ที่มา – กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนหาย กระทบสัมพันธ์แน่!


ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาสั่นคลอน! เมื่อทางการจีนออกมาเตือนกัมพูชาอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่บั่นทอนความเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

รัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวและกำลังดำเนินการกวาดล้างอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 คนที่ทำงานอยู่ในวงจรนี้

ในระยะแรก แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังภาษาอื่นๆ เพื่อโกงเงินจากเหยื่อทั่วโลก ซึ่งมีความเสียหายรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เหยื่อที่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ บางรายอาจเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ แต่หลายรายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่

จีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและจับกุมตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้จับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาให้กับทางการจีน

ผลกระทบและความเสียหาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

การที่จีนออกมาเตือนกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของจีนต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ และความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมืองของตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน และป้องกันไม่ให้ประเทศของตนเองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมไซเบอร์

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องพลเมืองจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา เราหวังว่าจะเห็นความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งจีนและประชาคมโลก

ที่มา – จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

ทางการจีนประกาศ ultimatum ให้ผู้ร่วมขบวนการของ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) เข้ารายงานตัวภายใน 1 เดือน เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เฉิน จื้อ ถูกส่งตัวจากกัมพูชามายังจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

เฉิน จื้อ ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงออนไลน์ระดับนานาชาติ โดยถูกสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการดำเนินการเครือข่ายต้มตุ๋นทางไซเบอร์มูลค่ามหาศาล ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า เฉิน จื้อ คือ “หัวหน้าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงรายใหญ่”

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนกล่าวว่า ผู้หลบหนีคดีที่เข้ามอบตัวก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และ “สารภาพผิดตามความเป็นจริง” จะได้รับการพิจารณาโทษสถานเบา หรือลดหย่อนโทษ กระทรวงฯ ยังขู่ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ยอมมอบตัว จะต้องเผชิญกับการตามล่าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ต้องสงสัย “รักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี”

อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เฉิน จื้อ” และทำไมจีนถึงขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุนมอบตัว?

นายเฉิน จื้อ เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ก่อตั้ง ปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ตามรายงานของอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า นายเฉิน จื้อ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์บังคับใช้แรงงานทั่วกัมพูชา โดยมีแรงงานจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ รายล้อมด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม

การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง การเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการมอบตัวและสารภาพผิด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่หวังจะสาวถึงตัวการใหญ่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงธุรกิจและการบังคับใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย การที่ เฉิน จื้อ สามารถสร้างอิทธิพลและเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การที่จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ เฉิน จื้อ การตรวจสอบที่เข้มงวดและการดำเนินคดีอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ทางธุรกิจของกัมพูชา

ดังนั้น การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว จึงไม่ใช่แค่การดำเนินคดีอาชญากรรม แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

การติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกและเครือข่ายของอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงมาตรการที่ทางการจีนนำมาใช้ในการปราบปราม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคต

ที่มา – จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว แลก ลดหย่อนโทษ

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

Scroll to top