การขยายผล

กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ แฉโฆษณาอุ้มบุญว่อนเน็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายระบบทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยอย่างร้ายแรง โดยคุณสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขบวนการนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องในประเทศ แต่คาดว่าเป็นขบวนการข้ามชาติที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

เจาะลึก กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ

จากการลงพื้นที่และตรวจสอบข้อมูล พบว่าปัจจุบันยังคงมีความพยายามโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ดเพื่อติดต่อรับทำอุ้มบุญและสวมสิทธิ์คนไทยอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หลักฐานนี้ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีแล้ว แต่ทาง กมธ. ยังคงเร่งกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะต่างคนต่างทำ ซึ่งทำให้ขบวนการเหล่านี้หลุดรอดไปได้

เปิดเส้นทางขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทย

ปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก เฉพาะในกรุงเทพมหานครพบว่ามีเด็กที่ถูกสวมสิทธิ์เป็น “พ่อทิพย์” แล้วหลายสิบราย และยังมีรายชื่ออีกจำนวนมากที่รอการตรวจสอบดีเอ็นเอ โดยทาง กมธ. มุ่งเน้นไปที่การทำงานของโรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางแห่งที่อาจกลายเป็นช่องโหว่สำคัญในการจดแจ้งสถานะเด็กต่างด้าวให้เป็นคนไทยโดยมิชอบ

  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงของโรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้อง
  • ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบย้อนหลัง 15 ปี
  • การจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการค้ามนุษย์

นอกจากนี้ ในฐานะที่ผมติดตามข่าวนี้มาโดยตลอด ต้องบอกเลยว่าการที่ กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ “ขุดรากถอนโคน” ปัญหาทุจริตในระบบราชการ เราต้องไม่มองข้ามว่าเด็กเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การถือครองทรัพย์สินแทนแก๊งสแกมเมอร์ หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมายในนามคนไทย ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ ประเทศไทยอาจเผชิญกับปัญหามั่นคงที่ยากจะแก้ไข

ในมุมมองของผม เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายอุ้มบุญให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาตรวจสอบสถานะและดีเอ็นเออย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิ์ในสัญชาติไทยจะเป็นของคนไทยจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่สินค้าที่ใครก็ซื้อได้ผ่านคิวอาร์โค้ดบนโลกออนไลน์ ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับว่า เรื่องนี้รอไม่ได้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศกำลังเฝ้าดูการทำงานของพวกท่านอยู่ว่า จะจัดการกับขบวนการนี้อย่างไรให้สิ้นซาก

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ

ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ตกันอยู่ใช่ไหมครับ ล่าสุดท่าน ผบ.ตร. ออกมาให้สัมภาษณ์เองว่า ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความสุขและความปลอดภัยให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวทุกคน โดยงานนี้ท่านไม่ได้ทำแค่เพียงพูด แต่เน้นย้ำถึงการลงมือปฏิบัติจริงด้วยความจริงจัง

สถานการณ์ล่าสุด ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

เหตุการณ์ความไม่สงบหรือกลุ่มอิทธิพลมืดที่แฝงตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเป็นเรื่องที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ครับ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เผยว่าได้ส่งทีมงานมือดีลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลที่ทำตัวเหนือกฎหมาย สำหรับใครที่กังวลว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบเงียบๆ หรือเป็นการทำงานเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง บอกเลยว่ารอบนี้เอาจริงกว่าเดิมมากครับ

มาตรการเด็ดขาดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นอกจากจะมีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น แล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับหลายฝ่าย ดังนี้ครับ:

  • ส่ง พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าคุมบังเหียนศูนย์ปราบปรามผู้ร้ายข้ามชาติ
  • รวบรวมข้อมูลทุกช่องทางที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างละเอียด
  • ติดตามพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ

ในส่วนของคำถามที่ว่า จะมีการออกหมายจับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลมืดเหล่านี้หรือไม่ ท่าน ผบ.ตร. ตอบแบบทิ้งท้ายไว้ว่าต้องรอผลการขยายผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้จะทำไปตามหลักฐาน ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างแน่นอนครับ

หากถามถึงมุมมองส่วนตัว ผมมองว่าความจริงจังในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับจังหวัดภูเก็ต เพราะเมื่อภาพลักษณ์ความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยกลับมา ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานของทางตำรวจกันต่อไปว่า การกวาดล้างครั้งนี้จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้กลุ่มอิทธิพลทั้งหลายคงต้องอยู่กันไม่เป็นสุขแน่นอนครับ!

ที่มา – ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

วิโรจน์ชี้ กัมพูชายั่วยุไทยใช้กำลัง!

“วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง หวังฟ้องชาวโลก เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติตามขั้นตอนการสลายฝูงชน ไม่ให้เกิดการจลาจล

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ยืนยันไม่ได้ตำหนิกันจอมพลัง ที่นำรถสูบส้วมไปเตรียมพ่นใส่ชาวกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยระบุว่าเข้าใจคุณกัน และรู้ว่าหลายคนตำหนิตน แต่สิ่งที่ได้แสดงความเห็นไป “แค่ต้องการชวนสนทนาว่า หากเราไปฉีด ไปพ่นอึ ก็เท่ากับฉีดในบ้านเรา คนของเราต้องมาเหม็นกลิ่นนี้ด้วย คุณคิดว่าสุดท้ายกัมพูชาจะมาเก็บกวาดให้เราหรือ” เพียงแต่อยากชวนให้คิดว่าหากทำแบบนั้น จะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการยั่วยุให้คนไทยโกรธ แล้วก็จะนำสิ่งที่เราทำไปฟ้องชาวโลกว่าเราย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

ถามใครดมกลิ่นรถส้วม

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนำรถหลายสิบคันมาจอดทิ้งไว้ รถส้วมมันก็มีกลิ่น ถามว่าใครเป็นคนดมกลิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเป็นคุณวิโรจน์ถูกท้าทายแบบนั้น จะทำอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็ใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ใช้เสียงคลื่นความถี่สูง ใช้กล้องวงจรปิดดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะบอกให้ปล่อยเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประชาชนก็ให้กำลังใจร้องเพลงชาติในระยะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยได้ เพราะเรามั่นใจชาวกัมพูชาได้อย่างไรว่าที่มาประท้วง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา คนพวกนี้เป็นทหารบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ หากเขาซ่อนอาวุธไว้ ถ้าคนไทยไปเจอกระสุนปืนปริศนาขึ้นมา คิดว่าเจ้าหน้าที่คงไม่พอใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากัมพูชาต้องการสร้างความวุ่นวาย แล้วเราจะให้ความวุ่นวายกับเขาทำไม

แนะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

“ถ้าเป็นผม ผมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เลย อุปกรณ์สลายฝูงชนต่างๆ เอาเข้ามาประจำการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง แทนที่จะนำรถส้วม แบบนี้ได้ผลกว่า และไม่ละเมิดกติกาสากล ไม่ได้ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งนานาประเทศเขาใช้กัน ไม่ให้เกิดจลาจลขึ้น ขอย้ำว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุ ให้เราใช้กำลัง เพื่อจะไปขยายผลในเวทีโลกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลก และอึที่จะฉีด ถามว่าเลอะบ้านใคร มันจะเลอะกำแพงบ้านของเราเอง เลอะประตูบ้านเราอีก อีกฝั่งมันปีนรั้วกลับไป สุดท้ายใครเป็นคนเก็บ ใครต้องเป็นคนดมกลิ่น ถ้าไม่ใช่คนไทย แบบนี้ แจ้งความเอาตำรวจลากคอมันเข้าคุกไม่ดีกว่าหรือ” นายวิโรจน์ กล่าว

วิโรจน์ชี้ กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

ทำไมวิโรจน์ถึงคิดว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง?

จากบทสัมภาษณ์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง โดยเขามองว่าการตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงหรือไม่เป็นสากล อาจจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการสร้างภาพให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย เช่น การใช้รถสูบส้วม อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศเอง และไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นายวิโรจน์เสนอแนะให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการจลาจล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการการจัดการที่รอบคอบ การตอบโต้ด้วยอารมณ์อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ การพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว และการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นายวิโรจน์ออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์และยั่งยืน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกัน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

สิ่งที่วิโรจน์เน้นย้ำคือ การรักษาสติและไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้าม การตอบโต้อย่างมีเหตุผลและเป็นไปตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน การพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สันติวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิโรจน์เกี่ยวกับเรื่อง กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

Scroll to top