การคุ้มครองผู้บริโภค

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เชื่อว่าหลายครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สว่ายน้ำให้ลูกคงเคยหนักใจกับปัญหาการบริการที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุดมีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นชัยชนะของผู้บริโภคที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สว่ายน้ำให้ลูก แต่ทางโรงเรียนกลับปิดสาขาหนีและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเงื่อนไขคอร์สหมดอายุ ทั้งที่ไม่ได้มีการชี้แจงที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

การเข้ามาจัดการของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สคบ. ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องรอเงินคืนนานนับเดือน แต่เมื่อรัฐเข้ามาประสานงานโดยตรง กลับสามารถเจรจาให้คืนเงินได้ภายในเวลาเพียง 15 วัน ซึ่งถือว่ารวดเร็วและเป็นธรรมอย่างมากสำหรับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

สรุปประเด็น “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการอ้างเงื่อนไข “คอร์สหมดอายุ” เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่ยอมรับได้ หากผู้ประกอบการไม่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา สคบ. จึงมีมาตรการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบสัญญาการให้บริการของธุรกิจกลุ่มเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยเงื่อนไขการใช้บริการ การเปลี่ยนสาขา และสิทธิการขอคืนเงิน
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบการปกปิดข้อมูลหรือตั้งเงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภค

ในฐานะผู้บริโภค เราควรได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียม ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบจากธุรกิจที่หวังเพียงผลกำไรโดยไม่สนใจมาตรฐานการบริการ การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบอย่างจริงจังในคดี “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้ผู้ประกอบการจะต้องมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่ต้องมานั่งกุมขมับกับเงินที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากใครพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ อย่าปล่อยผ่านครับ ให้รีบแจ้ง สคบ. ทันทีเพื่อให้สิทธิของเราได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด

ที่มา – “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงเคยเห็นผ่านตาสำหรับเทรนด์การทำศัลยกรรมหน้าท้องให้ดูมีลอนกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกกันว่าการทำ ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย แต่ล่าสุดได้เกิดประเด็นดราม่าเรื่องการเรียกเก็บเงินเกินจริงและผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จนร้อนถึงรัฐมนตรีต้องเข้ามาดูแลเป็นการด่วน

ปัญหา ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากราคาที่โฆษณาไว้จาก 33,999 บาท พุ่งสูงไปถึง 70,000 บาท ทำให้คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้ สคบ. เร่งตรวจสอบกรณี ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์การตลาดที่ดูไม่โปร่งใส

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

สำหรับการใช้บริการในคลินิกเสริมความงามในปัจจุบัน ควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่า:

  • ตรวจสอบราคาที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าคลินิกมีใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงหรือไม่
  • อ่านรายละเอียดสัญญาและข้อความในเอกสารยินยอมทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ
  • ระวังเงื่อนไขที่ระบุว่า “ไม่รับประกันผลลัพธ์” หากเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรมสามารถใช้สิทธิ์เรียกร้องได้

ทาง สคบ. ได้กำชับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดและชื่อแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการโฆษณาเกินจริง และสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับธุรกิจบริการเสริมความงามในประเทศไทย การสวยด้วยการศัลยกรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ

สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงผู้ที่กำลังมองหาทางลัดเพื่อรูปร่างที่ดี อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้ความสวยต้องกลายเป็นความเสี่ยงและภาระทางกฎหมายที่ตามมาในภายหลัง หากใครพบเจอเหตุการณ์เข้าข่ายถูกเอาเปรียบ อย่ากลัวที่จะรักษาสิทธิ์ของตัวเองโดยการแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ห่วงเทรนด์ดูดไขมันสร้างร่อง 11 สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม

“ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า สคบ. พร้อมฟ้องแทนฟรี

ในยุคที่กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรง แต่ปัญหาการใช้งานกลับตามมาเป็นเงาตามตัว ล่าสุดประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจคือกรณี “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง ซึ่งถือเป็นการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคไทยให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

“ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริโภคจำนวนมากร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สูงถึง 683 ราย ทำให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลงมาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เสียหายจะได้รับความยุติธรรมโดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความฟ้องร้องเอง

รายละเอียดการช่วยเหลือจาก สคบ. และการ “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า

สคบ. ได้จัดเตรียมกระบวนการยุติธรรมที่รัดกุม โดยมีการดำเนินงานดังนี้:

  • ตรวจสอบพยานหลักฐานรายกรณีอย่างละเอียด เพื่อให้คำร้องมีน้ำหนักเพียงพอในการฟ้องคดี
  • ประสานพนักงานอัยการร่วมหารือข้อกฎหมายให้มีความรอบคอบ
  • ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามอำนาจของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

รัฐบาลยืนยันว่าการติดตามเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ หากค่ายรถยนต์ใดมีปัญหา สคบ. จะจัดการให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคต้องตกเป็นเหยื่อของการซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพอีกต่อไป

คำแนะนำสำหรับผู้เสียหายที่ต้องการร้องเรียน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมดังนี้:

  1. สัญญาซื้อขายรถยนต์เล่มจริงและสำเนา
  2. หลักฐานการชำระเงินทุกงวด
  3. ประวัติการนำรถเข้าเช็คระยะหรือซ่อมบำรุง
  4. เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่พบ

สามารถติดต่อร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166, แอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ สคบ. การที่รัฐบาลเข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังสะท้อนให้เห็นว่าเสียงของผู้บริโภคมีค่า และเราไม่ควรปล่อยให้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้ใช้งานต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง หากคุณประสบปัญหา อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมรอคุณอยู่

ที่มา – “ประเดิมชัย” เกาะติดปมรถยนต์ไฟฟ้า ลั่น สคบ. พร้อมฟ้องแทนผู้บริโภคทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเอง

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

ช่วงใกล้เทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาแบบนี้ หลายท่านคงกำลังเตรียมตัวหาซื้อชุดสังฆทานเพื่อไปทำบุญกันใช่ไหมครับ แต่ก่อนที่เราจะไปถวายสังฆทานด้วยจิตอันเป็นกุศล วันนี้มีข่าวสำคัญจากทางภาครัฐมาฝากกัน เพราะล่าสุด “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสนำสินค้าไม่มีคุณภาพมาวางจำหน่ายครับ

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เชิงรุกตรวจสอบร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดเจนว่า การทำบุญต้องได้ของที่มีคุณภาพ และราคาต้องมีความโปร่งใส ไม่ปล่อยให้ความศรัทธาของประชาชนถูกเอาเปรียบจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เหล่าพุทธศาสนิกชนก่อนถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่จะถึงนี้

หลักการเลือกซื้อสังฆทานให้คุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมาย

การเลือกซื้อชุดสังฆทานให้ปลอดภัยและได้บุญเต็มเปี่ยม มีข้อแนะนำพื้นฐานที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้ครับ:

  • ตรวจสอบฉลากให้ละเอียด: สินค้าควรระบุชื่อผู้ผลิต รายละเอียดสินค้า ราคาต่อชิ้น ราคารวม และวันหมดอายุที่ชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงสินค้าเสื่อมสภาพ: ระวังการนำของมาจัดรวมกันแล้วทำให้อายุการใช้งานสั้นลง เช่น ของใช้ในครัวเรือนอยู่รวมกับอาหาร
  • ความเป็นธรรมด้านราคา: สินค้าต้องมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าแต่ละรายการและราคาชุดสังฆทานรวมอย่างชัดเจน

รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ละเลยต่อกฎหมาย ทั้งนี้หากไม่ติดฉลากให้ถูกต้อง มีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสั่งการไปยังคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกแห่งให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ให้มั่นใจได้ว่าเงินทำบุญทุกบาทของประชาชนจะไม่สูญเปล่า

บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการผู้ทำผิด แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้การทำบุญในไทยมีความโปร่งใส ของดีราคาเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ทำบุญได้อิ่มบุญอิ่มใจ และผู้ประกอบการเองก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนด้วยความซื่อสัตย์ครับ เพราะการทำบุญนั้นจิตใจสำคัญที่สุด แต่การเลือกของที่มีคุณภาพก็เป็นเรื่องที่เราในฐานะผู้บริโภคควรตรวจสอบด้วยตัวเองในทุกๆ ครั้งครับ

ที่มา – “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาโชว์ใบอนุญาต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยเห็นรีวิวเสริมความงามเต็มหน้าฟีดโซเชียลกันใช่ไหมครับ แต่ท่ามกลางโปรโมชั่นสุดคุ้ม เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่กำลังถือเข็มฉีดโบท็อกซ์อยู่นั้นคือ ‘หมอตัวจริง’? ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนแล้วครับ กับกฎเหล็กที่เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการแอบอ้าง

สถานการณ์ปัจจุบัน: เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต

แพทยสภาได้ประกาศข้อกำหนดใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่าแพทย์ท่านใดที่ต้องการโฆษณาบริการเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือทำเลเซอร์ จะต้องแสดงชื่อ-นามสกุลจริง พร้อมเลขใบอนุญาตให้ชัดเจน หากใครมีชื่อเล่นที่ใช้เรียกในวงการ ก็ต้องเขียนชื่อจริงคู่กันด้วยขนาดตัวอักษรและสีที่มองเห็นชัดเจนครับ

ทำไมเราต้องตรวจสอบให้ดีก่อนทำสวย?

สาเหตุที่ต้องมีมาตรการเร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต ก็เพราะที่ผ่านมาเราพบมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นหมอจำนวนมาก ซึ่งการทำหัตถการกับคนที่ไม่ใช่แพทย์นั้นอันตรายถึงชีวิตครับ สิ่งที่อยากให้เพื่อนๆ เช็คก่อนจิ้มหน้าตัวเอง มีดังนี้:

  • ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการเป็นแพทย์ที่มีชื่อในฐานข้อมูลแพทยสภาจริงหรือไม่
  • สถานที่ให้บริการต้องเป็นคลินิกที่ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขที่ใบอนุญาตสถานพยาบาลติดไว้หน้าคลินิก
  • ไม่ควรหลงเชื่อรีวิวที่ดูราคาถูกเกินจริง หรือไม่มีการระบุตัวตนแพทย์ที่ชัดเจน

รัฐบาลร่วมกับ สคบ. และตำรวจ กำลังเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจกลุ่มนี้อย่างเข้มงวดครับ หากใครพบเบาะแสคลินิกเถื่อนหรือหมอปลอม สามารถแจ้งสคบ.ได้ทันทีผ่านแอพฯ OCPB Connect หรือโทรสายด่วน 1166 เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมความงามไทยปลอดภัยขึ้น

สุดท้ายนี้ ฝากไว้ว่าความสวยเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยสำคัญกว่าเสมอครับ อย่าลืมตรวจสอบทุกครั้งก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่เราจ่ายไปแลกมาด้วยมาตรฐานการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไม่ใช่หมอกระเป๋าที่แอบอ้างครับ

ที่มา – เร่งปราบคลินิกเถื่อน สั่งแพทย์โฆษณาเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ–นามสกุล-เลขที่ใบอนุญาต

ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า

ในยุคที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV กำลังมาแรงแบบสุดๆ หลายคนคงกำลังมองหารถคันใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและประหยัดค่าพลังงาน แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามอง เมื่อ ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยทุกคนครับ

ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสินค้ามูลค่าสูง การที่เราจะตัดสินใจจ่ายเงินก้อนโตซื้อรถสักคัน เราควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใส โดยคุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบโชว์รูมทั่วประเทศ เพื่อดูว่ามีการแสดงฉลากและรายละเอียดทางเทคนิคที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ตรวจสอบเข้มงวด เมื่อ ศุภมาส ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนอกจากมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ข้อมูลเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่และเงื่อนไขการรับประกันคือสิ่งที่เราต้องรู้ก่อนควักกระเป๋าจ่าย สคบ. จึงต้องเอาจริงเอาจังในการลงพื้นที่ โดยเริ่มจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขายทุกที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

สิทธิประโยชน์หลักที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการตรวจสอบครั้งนี้ ได้แก่:

  • การเปิดเผยข้อมูลระยะการรับประกันแบตเตอรี่อย่างชัดเจน
  • ความโปร่งใสของข้อมูลสมรรถนะตัวรถยนต์ไฟฟ้า
  • มาตรฐานการโฆษณาที่ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
  • ความมั่นใจว่ารถยนต์ที่ซื้อมีมาตรฐานถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ

ในระหว่างที่รอกฎหมาย Lemon Law ฉบับเต็มมีผลบังคับใช้แบบสมบูรณ์ รัฐบาลก็ไม่รอช้าที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อคุ้มครองเราทุกคนให้ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้ามูลค่าสูงเช่นนี้ หากใครพบเห็นโชว์รูมที่ไม่แสดงฉลาก หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สามารถร้องเรียนได้ทันทีผ่านสายด่วน สคบ. 1166 หรือแอปพลิเคชัน OCPB Connect

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากให้เพื่อนๆ ทุกคนตรวจสอบเอกสารและข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้าก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อทุกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขการประกันแบตเตอรี่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV และถ้าหากเราพบความไม่เป็นธรรม อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิ์ของตัวเองในการร้องเรียน เพราะการที่ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ จะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ใช้แนวทาง Lemon Law ส่ง สคบ. ตรวจสอบโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ

เจาะลึกภัยเงียบจาก “ของเล่นปีศาจ” ทะลักตลาดออนไลน์ไทย

เจาะลึกภัยเงียบจาก “ของเล่นปีศาจ” ทะลักตลาดออนไลน์ไทย

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสะดวกสบายมาพร้อมกับความเสี่ยงที่น่ากลัว โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ของเล่นปีศาจ” ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเตือนภัยถึงสินค้าไร้มาตรฐานที่หลั่งไหลเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสินค้าเหล่านี้ถึงเข้าถึงตัวเด็กไทยได้ง่ายนัก คำตอบคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติหลายรายไม่มีสำนักงานอยู่ในไทย ทำให้ผู้บริโภคยากที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไม่ตรงปก หรือที่อันตรายกว่านั้นคือสินค้าที่มีสารเคมีปนเปื้อน

รับมืออย่างไรกับ “ของเล่นปีศาจ” ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ของเล่นยอดฮิตอย่าง “สควิชชี่” หรือของเล่นสัมผัสนุ่มนิ่ม กลับกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและสารเคมีอันตราย เช่น พาทาเลต (Phthalates) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) หากเด็กนำไปเล่นหรืออม อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ ไต หรือสะสมจนเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอนาคตได้ นี่คือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ
  • หลีกเลี่ยงของเล่นที่ไม่มีสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานความปลอดภัย (มอก.)
  • สังเกตชื่อผู้ขายและรีวิวจากผู้ใช้จริงเสมอ
  • ไม่หลงเชื่อเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามหรือราคาที่ถูกเกินจริง

ในมุมมองของคุณรัดเกล้า การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่เพียงแค่การยอมคืนเงินเมื่อสินค้าพัง แต่หัวใจสำคัญคือการปกป้องสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง สภาผู้บริโภคจึงควรขยับบทบาทจากการรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการคุมเข้มและร่วมมือกับ สมอ. หรือ อย. เพื่อสุ่มตรวจของเล่นนำเข้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้คำว่า “ของเล่นปีศาจ” ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กลายเป็นความปกติใหม่ที่ชาวไทยต้องจำยอมรับความเสี่ยงเข้าบ้าน

สุดท้ายนี้ ในฐานะผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เราต้องตระหนักว่า “เงินไม่ใช่ทุกอย่าง” แต่สุขภาพของลูกหลานเรานั้นประเมินค่าไม่ได้ การมีสติในการเลือกซื้อสินค้าและการร่วมกันกดดันให้แพลตฟอร์มต่างชาติรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัย คือสิ่งที่เราต้องเรียกร้องร่วมกัน เพื่อให้พื้นที่ออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “รัดเกล้า” เตือน “ของเล่นปีศาจ” ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จี้สภาผู้บริโภคยกระดับคุ้มครองเด็ก

ตัดวงจรหมอเถื่อน สั่งเอาผิดคนแอบอ้างฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ในปัจจุบัน ธุรกิจคลินิกความงามได้รับความนิยมอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดของ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับผู้บริโภคที่หลงเชื่อ ล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับการควบคุมเข้มงวด โดยสั่งการให้ สคบ. เดินหน้าจับกุมผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ภัยเงียบจากการ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

เหตุการณ์ล่าสุดที่พบผู้แอบอ้างเป็นแพทย์เพียงแค่วุฒิ ม.6 หรือ ปวช. แต่กล้าเปิดบ้านรับฉีดสารเสริมความงาม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญให้ประชาชนต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์จำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคอย่างละเอียด หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจเกิดอาการใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อและเสียชีวิตได้ ดังนั้น การตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

หากคุณกำลังวางแผนจะเสริมความงาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้เพื่อให้ปลอดภัยที่สุด:

  • ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา (https://checkmd.tmc.or.th/v3) ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
  • ตรวจสอบสถานที่ให้บริการว่าเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่
  • อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่ราคาถูกเกินจริงผ่านทางโซเชียลมีเดีย
  • สังเกตความสะอาดและอุปกรณ์ของคลินิกว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ทั้งนี้ หากพบการแอบอ้างหรือได้รับความเสียหายจากบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ไปหลอกลวงผู้อื่นต่อได้อีก ความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยของชีวิตและใบหน้านั้นสำคัญกว่าครับ ก่อนโอนเงินควรคิดให้รอบคอบและเลือกสถานพยาบาลที่ไว้ใจได้เท่านั้น

ที่มา – ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นสมาชิกบริการ Prime Video คงเคยเจอกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของแพลตฟอร์มที่ทำให้เราต้องปวดหัว ล่าสุดมีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจจากแดนจิงโจ้ เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการกว่าล้านราย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (ACCC) ได้ยื่นฟ้องยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Amazon โดยระบุว่าบริษัทได้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการบังคับจ่ายเงินเพิ่มเพื่อหลีกเลี่ยงโฆษณา ทั้งที่ในตอนแรกผู้ใช้งานได้สมัครสมาชิกแบบไร้โฆษณามาตลอด การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนที่จ่ายค่าสมาชิกรายปีไปล่วงหน้าแล้วแต่กลับถูกลดทอนคุณภาพของบริการลง

รายละเอียดเจาะลึกทำไม ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ปัญหาหลักของเรื่องนี้คือการที่ทาง Amazon ได้ใส่โฆษณาเข้ามาใน Prime Video ทั้งที่เคยเป็นบริการสตรีมมิ่งที่ไม่มีโฆษณามาก่อน โดยผู้ที่ต้องการดูแบบไร้โฆษณาเหมือนเดิมกลับต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนเพิ่มขึ้น ACCC ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • มีการใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมถึง 5 ข้อที่ให้อำนาจบริษัทเปลี่ยนเงื่อนไขแต่เพียงฝ่ายเดียว
  • ผู้บริโภคมากกว่า 850,000 คนในออสเตรเลียเสียสิทธิจากการจ่ายเงินรายปีไปแล้วแต่ถูกบังคับให้ดูโฆษณา
  • ไม่มีมาตรการเยียวยาหรือคืนเงินให้แก่สมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการลดทอนคุณภาพการบริการ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทาง Amazon เองก็เคยถูกหน่วยงานรัฐในสหรัฐฯ อย่าง FTC ตรวจสอบเรื่องการสมัครสมาชิกที่ซับซ้อนและยากต่อการยกเลิกมาแล้ว นี่จึงเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ควรจะมีความโปร่งใสมากกว่านี้ในการปฏิบัติต่อฐานลูกค้าจำนวนมหาศาล

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานรัฐลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิผู้บริโภคถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะแม้จะเป็นบริการสตรีมมิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทฝ่ายเดียวในขณะที่ลูกค้าจ่ายเงินไปแล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในวงการธุรกิจยุคใหม่ สิทธิของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ

ที่มา – ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

Scroll to top