การค้าระหว่างประเทศ

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

“สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงการทูตกันมาบ้าง ล่าสุดมีการเจรจาครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่กรุงมอสโก เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทย โดยการหารือครั้งนี้เน้นย้ำเรื่อง “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศของเรา

“สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การพบกันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่เป็นการลงลึกในรายละเอียดความร่วมมือรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การท่องเที่ยว ไปจนถึงวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับความสัมพันธ์ก่อนจะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกันเสมอมา

โอกาสทองในการดัน FTA ไทย-EAEU

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในการประชุมครั้งนี้คือ การที่ “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย โดยฝ่ายไทยได้เร่งผลักดันกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) อย่างจริงจัง เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มช่องทางการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคยูเรเชียที่กว้างใหญ่กว่าเดิม

หากเรามองในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การลดกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ EAEU ได้ง่ายขึ้น
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรและเทคโนโลยี ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการผลิตของไทย
  • การกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งในกรอบอาเซียน-รัสเซีย และบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ท้ายที่สุด การเดินหน้าทางการทูตครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายระดับโลก การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและกติกาสากลที่เอื้อต่อการค้าจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นเรื่องน่าจับตาว่ากระบวนการเจรจา FTA นี้จะคืบหน้าไปในทิศทางใดในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เร่งดัน FTA ไทย-EAEU ลดอุปสรรคการค้า

นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับข่าวล่าสุดที่น่าสนใจ เมื่อนายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยในการก้าวไปสู่เวทีโลกเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยทุกคน โดยการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังเป็นการปูทางสู่ความร่วมมือในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานสะอาด นวัตกรรม และการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดต่างประเทศ

นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

การเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งนี้ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 14 ปี รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีขั้นสูง

เปิดโอกาสธุรกิจใหม่ด้วยกลยุทธ์เชื่อมโยงระดับผู้นำ

รัฐบาลไม่ได้ไปเพียงลำพัง แต่ยังนำคณะภาคเอกชนไปร่วมกิจกรรม Business Networking เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้สร้างเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการหารือเพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่นิวซีแลนด์อีกด้วย

ประเด็นหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการเยือนครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • การขยายตลาดส่งออก: ผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้กว้างขวางขึ้น
  • การดึงดูดการลงทุน: ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาพัฒนายังประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี: เชื่อมโยง สวทช. ของไทย กับ CSIRO ของออสเตรเลีย เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
  • ความสะดวกในการเดินทาง: หารือถึงการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

ในส่วนของนิวซีแลนด์เอง ก็เป็นโอกาสดีที่ไทยจะยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะสร้างกรอบความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระยะยาว การเจรจาโดยตรงกับบริษัทชั้นนำอย่าง Skyline Enterprises หรือ Fisher & Paykel จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในไทยได้อย่างมหาศาล และหากถามว่าการไปเยือนครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเราอย่างไร คำตอบคือความมุ่งมั่นที่ทำให้นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน จะนำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้จากระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำภาคเอกชนร่วมคณะ จะช่วยให้การทำธุรกิจระหว่างประเทศมีความคล่องตัวและเห็นผลจริงมากกว่าการหารือเพียงระดับรัฐต่อรัฐ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจะเห็นการไหลเข้าของเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคตครับ

ที่มา – นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

“ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

“ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ กับข่าวที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การเจรจามาตรการภาษีกับทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อภาคธุรกิจและส่งออกของไทยโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญแบบเข้าใจง่ายเพื่อให้ทุกคนหายกังวลครับ

สรุปสถานการณ์ “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

สำหรับประเด็นภาษี 12.5% ที่หลายคนกังวลนั้น คุณศุภจีได้ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ครับ โดยทางรัฐบาลไทยกำลังเร่งรัดกระบวนการอุทธรณ์อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดโลก ขอย้ำว่า “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใดๆ ที่จะสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยหรือผลประโยชน์ของชาติอย่างเด็ดขาด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • การเจรจาภาษี: จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยกำหนดไว้สูงถึง 36% ทางไทยสามารถเจรจาจนเหลือกรอบลดลงมาได้ และขณะนี้กำลังสู้ในเรื่องของมาตรา 301 ที่ถูกไต่สวนเรื่องการใช้แรงงานและการผลิตเกินตัว
  • สินค้าที่ได้รับการยกเว้น: ปัจจุบันไทยได้รับยกเว้นภาษีในรายการสินค้ากว่า 2,120 รายการ ซึ่งครอบคลุมมูลค่าส่งออกกว่า 50% แล้ว
  • เส้นแดงของไทย: รัฐบาลไทยขีดเส้นชัดเจนว่าจะไม่นำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง พร้อมเดินหน้ากฎหมาย HRDD เพื่อตรวจสอบแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล

รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า แม้การแข่งขันในเวทีโลกจะสูง แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานผลิตในไทย และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทย จะช่วยให้การส่งออกปีนี้เติบโตได้ตามเป้า 8% ครับ

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การเตรียมความพร้อมทางด้านกฎหมายและการเจรจาระดับระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งไม่ได้ หากภาคธุรกิจต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากลคือทางรอดที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจเมื่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การค้าของไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึง 12.5% โดยให้เหตุผลเรื่องแรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายพิชัยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือการที่รัฐบาลมีความล่าช้าในการเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการขาดดุลการค้าที่ครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

เร่งแก้ปม “พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้คำแนะนำถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่าง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยในด้านการเจรจา เนื่องจากเคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จในการเจรจามาก่อนหน้านี้

ในส่วนของ พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี ได้มีการเน้นย้ำถึง KPI 4 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ดังนี้:

  • เร่งแก้ไขราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อเกษตรกรทั่วประเทศ
  • เจรจาการค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง FTA ไทย-อียู และประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ
  • ควบคุมปัญหาการทะลักของสินค้าด้อยคุณภาพและการแก้ไขปัญหานอมินีที่รุนแรงขึ้น
  • บริหารจัดการตัวเลขการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีนที่พุ่งสูงผิดปกติ

การบริหารงานกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นเพียงการทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แบบผิวเผินนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติที่เข้มข้น ร่วมกับการมีแผนเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้

สุดท้ายนี้ ความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล หากสามารถจัดการปัญหาความล่าช้าในการเจรจาและปรับโครงสร้างการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ต้องรีบทำทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่าเดิม

ที่มา – “พิชัย” ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะ “ศุภจี” เร่งทำ 4 เรื่อง

เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF

จากประเด็นร้อนแรงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 จัดเก็บภาษีนำเข้า 12.5% กับประเทศคู่ค้ากว่า 37 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความมั่นใจต่อผู้ประกอบการไทย โดยย้ำว่า เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้จะมีการปรับขึ้นภาษี แต่ในความเป็นจริงสินค้าไทยหลายรายการได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว

เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF เพื่อเศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมองว่าผลกระทบในภาพรวมจะไม่รุนแรงอย่างที่กังวลกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเวลานี้คือการเร่งดำเนินการเจรจาในกรอบความร่วมมือ Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว

ทำไมการเจรจา IPEF ถึงสำคัญในสถานการณ์นี้

ขณะนี้ประเทศคู่แข่งบางประเทศที่เจรจา IPEF สำเร็จแล้ว ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ระดับ 10% ในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนการเจรจา ทำให้เราเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน นี่คือเหตุผลหลักที่ เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF ว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดเพื่อลดแต้มต่อดังกล่าว

รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ หากไทยสามารถปรับตัวและยกระดับมาตรฐานแรงงานรวมถึงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล จะส่งผลดีต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ดังนี้:

  • ลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการกีดกันของต่างประเทศ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลก
  • เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดระดับบน

ในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์เจาะลึกว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่ยังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมออกมาตรการประคองและสนับสนุนผู้ประกอบการให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้ การปฏิรูปให้สอดรับกับเวทีโลกถือเป็นบททดสอบสำคัญที่ไทยต้องเร่งทำ ไม่ใช่เพียงเพื่อลดผลกระทบทางภาษี แต่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

คุณมองว่าไทยควรปรับตัวอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกท่ามกลางความผันผวนของนโยบายกีดกันทางการค้าเช่นนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เหตุสินค้าหลายกลุ่มได้ยกเว้น เร่งเจรจา IPEF

นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางรัฐบาลมาฝากกันครับ เกี่ยวกับอนาคตโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเรา ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายสำคัญในการปรับทิศทางการพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการ นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงและรวดเร็วยิ่งขึ้นครับ

นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องทบทวนโครงการใหญ่? คำตอบคือรัฐบาลต้องการเน้นการเติมเต็มโครงข่ายที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Missing Links ครับ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อการขนส่งทั้งระบบรางและทางถนนให้ไร้รอยต่อ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ไทยมีความได้เปรียบคู่แข่งในอาเซียนทันทีโดยไม่ต้องรอให้โครงการยักษ์ใหญ่สร้างเสร็จเพียงอย่างเดียว

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า “Missing Links” ทันที

การปรับแผนในครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากครับ เพราะในสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลางและค่าขนส่งที่ผันผวน การมีทางเลือกการขนส่งที่หลากหลายจึงจำเป็นมาก โดยแนวทางดำเนินงานที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การเชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้: เร่งผลักดันรถไฟเชื่อมเชียงของ-นาเตย เพื่อเชื่อมต่อจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • การพัฒนาท่าเรือระนอง: ยกระดับศักยภาพท่าเรือฝั่งอันดามันเพื่อเชื่อมกับอ่าวไทย สร้างเส้นทางลัดใหม่ในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทร
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์: การปิดจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจอย่างมหาศาล

สำหรับเป้าหมายของนโยบาย นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่มันคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าอย่างแท้จริง การเร่งลงทุนในจุดที่ทำได้เลยจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการทุกระดับครับ

ผมมองว่าการปรับแผนครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีครับ หากทุกอย่างเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย เราจะได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอีกระดับแน่นอน เพื่อนๆ ล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการปรับแผนในครั้งนี้บ้าง? มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ การที่รัฐบาลหันมาเน้นสิ่งที่ทำสำเร็จได้จริงก่อนน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องในยุคที่ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาครับ

ที่มา – นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ Made in Thailand ปลอม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุมสินค้าลักลอบนำเข้า แต่ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาแถลงผลงานที่น่าตกใจ โดยกรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ซึ่งถือเป็นการทำลายชื่อเสียงและมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างรุนแรง ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาพบมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาทเลยทีเดียว

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการยกระดับมาตรการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากรและป้องกันการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ

ผลกระทบมหาศาลจากการสวมสิทธิสินค้า

เมื่อเราวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่ากรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ครั้งนี้มีรายละเอียดสินค้าที่ถูกตรวจยึดจำนวนมาก โดยสถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้:

  • สินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ: เช่น บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวม 41 รายการ มูลค่ากว่า 442.64 ล้านบาท
  • สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: สินค้าแบรนด์เนม รองเท้า และกระเป๋ากว่า 3 แสนชิ้น
  • ขยะอันตราย: ตามอนุสัญญาบาเซิล รวมมูลค่ากว่า 204.56 ล้านบาท
  • ช่อดอกกัญชา: มูลค่าสินค้ากว่า 148.40 ล้านบาท

มาตรการที่ทางหน่วยงานภาครัฐนำมาใช้นั้น ไม่ใช่แค่การตรวจสอบตามปกติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้น รวมถึงการระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับผู้กระทำความผิด เพื่อตัดวงจรการสวมสิทธิที่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ดีและทันท่วงที เพราะถ้าปล่อยให้มีการสวมสิทธิ “Made in Thailand” ต่อไป อาจทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกถูกมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าให้ชัดเจนและดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และหากใครต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศได้ทันที

ที่มา – กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นร้อนแรงและเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองระดับภูมิภาค เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ออกมาเปิดเผยถึงภารกิจสำคัญในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลลัพธ์นั้นถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายคนกำลังจับตามองครับ

นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยหัวใจสำคัญคือความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งทางจีนยินดีเสนอตัวเป็นตัวกลางหรือกาวใจเพื่อประสานความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อลดความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

รายละเอียดการหารือประเด็นยุทธภัณฑ์

หนึ่งในประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือเรื่องการส่งรถถังจากจีนไปกัมพูชา นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจีนได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าคำสั่งซื้อนี้มีมานานแล้วก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบ และจีนได้เน้นย้ำความมั่นใจว่ายุทธภัณฑ์เหล่านี้จะไม่ถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างแน่นอนครับ

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ:

  • การผลักดันความร่วมมือด้าน AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล
  • การเปลี่ยนเจ้าภาพการประชุมแม่โขง-ล้านช้าง เพื่อความสะดวกของทุกฝ่าย
  • การกราบทูลเชิญประธานาธิบดีจีนเยือนประเทศไทยในระดับ State Visit
  • การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มียอดทะลุ 1 ล้านล้านบาท

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปคนเดียวนะครับ แต่ยังนำทัพนักธุรกิจชาวไทยกว่า 100 รายไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกอีกครั้ง นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้การทูตเชิงรุกนำหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจครับ

ส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ผู้นำระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด หวังว่าการเป็นกาวใจของจีนในครั้งนี้จะช่วยให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายไปในทิศทางที่สดใสขึ้นนะครับ

ที่มา – “นายกฯอนุทิน” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top