การจราจรทางอากาศ

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจวงการการบิน เมื่อเครื่องบินของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส รุ่น CRJ-900 ชนเข้ากับรถดับเพลิงกลางรันเวย์สนามบินลาการ์เดีย ในนครนิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยผลสืบสวนเบื้องต้นแล้ว

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

จากรายงานของ NTSB พบว่าสาเหตุหลักมาจากระบบ ASDE-X หรือ Airport Surface Detection Equipment, Model X ซึ่งเป็นระบบเฝ้าระวังพื้นผิวสนามบินที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของเครื่องบินและยานพาหนะบนรันเวย์ ไม่ได้ทำงานอย่างถูกต้อง ระบบนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ (ATC) สามารถติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้ แต่ในครั้งนี้ เนื่องจากรถดับเพลิงและเครื่องบินอยู่ใกล้กันมากเกินไป ระบบจึงไม่สามารถสร้างเส้นทางติดตามที่แม่นยำ ส่งผลให้ไม่มีสัญญาณเตือน

รายละเอียดระบบ ASDE-X และปัญหาที่เกิดขึ้น

เจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธาน NTSB กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “ระบบ ASDE-X ไม่ได้แจ้งเตือนเพราะยานพาหนะต่างๆ อยู่ในระยะใกล้ชิดขณะเคลื่อนเข้า-ออกจากรันเวย์” นอกจากนี้ รถดับเพลิงคันที่เกิดเหตุยังไม่มีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (transponder) ซึ่งต่างจากรถบรรทุกในสนามบินอื่นๆ ในสหรัฐฯ ทำให้ระบบตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น

  • ASDE-X ช่วยลดความเสี่ยงการรุกล้ำรันเวย์ (runway incursion)
  • ติดตั้งในสนามบินใหญ่ๆ เพื่อติดตามเครื่องบินและยานพาหนะ
  • ในกรณีนี้ เกิดจากระยะใกล้เกินไปและขาดอุปกรณ์เสริม

โฮเมนดียังระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่ามีเทคโนโลยีใดที่ป้องกันได้ 100% เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก

ผลกระทบต่อสนามบินลาการ์เดีย

อุบัติเหตุนี้ทำให้รันเวย์ 1 ใน 2 เส้นทางปิดตัว ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกจำนวนมากเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน องค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) คาดว่ารันเวย์จะกลับมาใช้งานได้หลังวันศุกร์ สนามบินลาการ์เดียซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในนิวยอร์ก กำลังเผชิญปัญหาการจราจรทางอากาศหนึบ

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบความปลอดภัยการบิน โดยเฉพาะระบบตรวจจับบนรันเวย์ที่ต้องได้รับการปรับปรุง นักวิเคราะห์การบินมองว่า สนามบินควรติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น radar ความละเอียดสูงหรือ AI-assisted detection เพื่อป้องกันในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงการฝึกอบรมบุคลากรและขั้นตอนการเคลื่อนยานพาหนะบนรันเวย์ โดย NTSB จะสอบสวนต่อเนื่องเพื่อหาสาเหตุลึกซึ้ง

บทเรียนจากอุบัติเหตุแอร์แคนาดา

อุบัติเหตุแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น runway incursion ในสนามบินอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งมักมาจาก human error หรือระบบล้มเหลว การลงทุนในเทคโนโลยีจึงสำคัญยิ่ง ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง จะเป็นเคสศึกษาให้อุตสาหกรรมการบินปรับปรุง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ สายการบินและสนามบินควรตรวจสอบระบบ ASDE-X อย่างสม่ำเสมอ และอัพเกรดอุปกรณ์ให้ทันสมัย

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? การบินปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการบินล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

ยุโรปป่วน! **ผู้โดยสารตกค้าง** หลังกรีซปิดน่านฟ้า

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วทวีปยุโรปเมื่อระบบสื่อสารขัดข้องในประเทศกรีซ ส่งผลให้กรีซต้องประกาศปิดน่านฟ้าเป็นการชั่วคราว ทำให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องถูกยกเลิกหรือล่าช้า สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องผู้โดยสารตกค้างตามสนามบินต่างๆ

วิกฤต**ผู้โดยสารตกค้าง**ทั่วยุโรปหลังกรีซปิดน่านฟ้า

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เที่ยวบินหลายพันเที่ยวต้องเผชิญกับความล่าช้าหรือถูกยกเลิกเนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่ส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารของกรีซ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้โดยสารตกค้างนับหมื่นคนตามสนามบินต่างๆ ทั่วยุโรป เกิดความโกลาหล และสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของการรบกวนระบบวิทยุสื่อสารที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขึ้นลงของเครื่องบิน ทำให้ต้องระงับเที่ยวบินเข้าและออกทั้งหมดเป็นการชั่วคราว

แม้ว่าในขณะนี้ จะมีการอนุญาตให้เที่ยวบินขาออกบางส่วนกลับมาให้บริการได้แล้ว แต่เที่ยวบินขาเข้ายังคงถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางหรือบินกลับไปยังจุดเริ่มต้น โดยสนามบินนานาชาติเอเธนส์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่สนามบินเทสซาโลนิกิต้องปิดทำการโดยสมบูรณ์

จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากสนามบินเอเธนส์ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 90 เที่ยวบิน แม้ว่าบางส่วนจะเริ่มกลับมาให้บริการได้บ้างแล้วก็ตาม

พนักงานสนามบินรายหนึ่งเปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถปล่อยเครื่องบินขึ้นได้ประมาณ 35 ลำต่อชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถรับเที่ยวบินขาเข้าได้เลย

ก่อนหน้านี้ เที่ยวบินที่ออกจากดับลิน บาร์เซโลนา และปารีส ได้รับคำสั่งให้บินกลับไปยังสนามบินต้นทาง ในขณะที่เที่ยวบินจากโคเปนเฮเกนและมอลตาถูกยกเลิกทั้งหมด

นอกจากนี้ เที่ยวบินขาเข้าที่มุ่งหน้าไปยังเอเธนส์ถูกสั่งให้รออยู่ที่สนามบินต้นทาง หรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่น ส่วนเที่ยวบินอื่นๆ ที่เข้าและออกจากสนามบินทั่วกรีซก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานีโทรทัศน์ ERT รายงานว่าเที่ยวบิน 3 เที่ยวจากสนามบินเฮราคลิออนบนเกาะครีต ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินไปยังมิวนิก ต้องเผชิญกับความล่าช้า

รายงานยังระบุว่า เที่ยวบินขาเข้าส่วนใหญ่ถูกยกเลิก หรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศตุรกีแทน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การจราจรทางอากาศเข้าและออกกรุงเอเธนส์หนาแน่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับจากการพักผ่อนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งปกติแล้วจะมีเที่ยวบินตามตารางกว่า 600 เที่ยวบินต่อวัน

คาดการณ์ว่าสาเหตุของความโกลาหลครั้งนี้เกี่ยวข้องกับระบบวิทยุที่เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศใช้สื่อสารกับเครื่องบินในน่านฟ้า

สาเหตุของปัญหาที่ทำให้**ผู้โดยสารตกค้าง**

นายปานาจิโอติส ซาร์รอส ประธานสมาคมเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศของกรีซกล่าวว่า คลื่นความถี่ทั้งหมดหายไปอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องบินที่อยู่บนท้องฟ้าได้เลย

ผลการสอบสวนเบื้องต้นโดยหน่วยงานความมั่นคงของกรีซบ่งชี้ว่า ปัญหาน่าจะเกิดจากความล้มเหลวของเสาสัญญาณในเทือกเขาเกราเนีย ใกล้กับกรุงเอเธนส์

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินทางทางอากาศทั่วยุโรป สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรีซในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ควรตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของท่านกับสายการบินอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น

ความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และการมีแผนสำรองที่รัดกุมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว

วิทยุการบินฯ นำระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System หรือ BOBCAT กลับมาใช้งาน ลดความหนาแน่น ลดการกระจุกตัว ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดการบินวนรอ เสริมประสิทธิภาพบริหารจัดการความคล่องตัวจราจรทางอากาศ รองรับเที่ยวบินไปยุโรปและอเมริกาเหนือ นี่คือข่าวดีสำหรับผู้โดยสารและสายการบินต่างๆ

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า วิทยุการบินฯ ร่วมกับ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) สมาคมเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศนานาชาติ (International Federation of Air Traffic Controllers’ Associations – IFATCA) สมาคมนักบินนานาชาติ (International Federation of Airline Pilots’ Associations: IFALPA) สมาคมนักบินไทย และรัฐภาคี ICAO นำระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System หรือ BOBCAT ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนบริหารจัดการความคล่องตัวจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management: ATFM) สำหรับเที่ยวบินที่บินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน (Kabul Flight Information Region: Kabul FIR) ไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือ กลับมาใช้งาน ระบบนี้เรียกว่า วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว

โดยรูปแบบการทำงานของระบบ BOBCAT คือ กำหนดเส้นทาง ความสูง และเวลาที่เหมาะสม (ATFM Slot) ในการทำการบินเข้าน่านฟ้าอัฟกานิสถาน และคำนวณเวลาวิ่งขึ้นจากสนามบินต้นทาง (Calculated Take-Off Time: CTOT) โดยสายการบินสามารถเข้าระบบ BOBCAT เพื่อขอ/เลือก ATFM Slot เพื่อทำการบินตามเส้นทางบิน ความสูง และเวลาที่ได้รับจากระบบฯ ซึ่งสายการบินสามารถเปลี่ยนแปลง ATFM Slot ตามความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนเที่ยวบินวิ่งขึ้นจากสนามบินต้นทาง

นายสุรชัย หนูพรหม กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยุการบินฯ ได้พัฒนาระบบ BOBCAT และให้บริการมาตั้งแต่ปี 2550 จากนั้นได้หยุดให้บริการชั่วคราวในเดือนสิงหาคม 2564 เนื่องจากการหยุดให้บริการจราจรทางอากาศบนเส้นทางบินของอัฟกานิสถาน (Kabul Area Control Center – Kabul ACC) ทั้งนี้ ระหว่างที่ยังไม่มีบริการจราจรทางอากาศบนเส้นทางบินในอัฟกานิสถาน มีการแบ่งช่วงความสูงที่สายการบินสามารถทำการบินในน่านฟ้าอัฟกานิสถาน แยกเพดานบินที่เที่ยวบินทำการบินเข้าออกสนามบินในประเทศอัฟกานิสถาน ออกจากช่วงเพดานบินที่เที่ยวบินบินผ่านใช้งาน ในขณะที่เมื่อเที่ยวบินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำการบินผ่านอัฟกานิสถานไปยังยุโรปเพิ่มขึ้นมาก เนื่องด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความสูงที่กำหนดไว้รองรับเที่ยวบินได้จำกัด จากการประชุมนอกรอบของ ICAO ATFM Steering Group เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา มีข้อสรุปว่า จะนำระบบ BOBCAT กลับมาใช้ให้บริการ ATFM สำหรับเที่ยวบินผ่านอัฟกานิสถาน โดยเริ่มให้บริการในวันที่ 4 กันยายน 2568 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศ ลดการกระจุกตัวของเที่ยวบิน ลดการบินวนรอ อีกทั้งยังเป็นการทำให้สายการบินสามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว

BOBCAT ช่วยอะไรได้บ้าง?

  • ลดความหนาแน่นของเที่ยวบิน
  • ลดการกระจุกตัว
  • ลดการใช้เชื้อเพลิง
  • ลดการบินวนรอ
  • เสริมประสิทธิภาพการจัดการจราจรทางอากาศ

การที่ วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว นี้ จะส่งผลดีต่อผู้โดยสาร ทำให้การเดินทางราบรื่นขึ้น และยังเป็นผลดีต่อสายการบินที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

ดังนั้น การนำระบบ BOBCAT กลับมาใช้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการจัดการจราจรทางอากาศของประเทศไทย และภูมิภาค

วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และจะช่วยให้การเดินทางทางอากาศมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วิทยุการบินฯ ดึงระบบ BOBCAT เพิ่มความคล่องตัว รองรับเที่ยวบินไปยุโรป-อเมริกาเหนือ

Scroll to top