การช่วยเหลือเหยื่อ

ณัฐวุฒิ บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

ณัฐวุฒิ บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง เมื่อคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางสภาผู้แทนราษฎรเร่งพิจารณา พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวและคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย โดยกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการนำเสนอโดยประชาชนกว่า 20,000 รายชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกต่อไป

ทำไมต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดัน คือการยกเลิกกฎหมายฉบับเก่าตั้งแต่ปี 2550 ที่ใช้มาอย่างยาวนานและไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงนิยามความรุนแรงในครอบครัวให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่และศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ถูกกระทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวหนังสือ แต่คือเกราะป้องกันที่สำคัญสำหรับผู้ประสบชะตากรรมจากความรุนแรงในบ้านที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณณัฐวุฒิย้ำคือ ไม่อยากให้สภาฯ ใช้เทคนิคดึงเกมหรือขอนำไปศึกษาก่อนเหมือนรัฐบาลในอดีต เพราะทุกนาทีที่กฎหมายล่าช้า หมายถึงโอกาสในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งบาดแผลทางใจให้เหยื่ออีกจำนวนมหาศาล โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • การขยายนิยามความรุนแรงในครอบครัวให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในยุคปัจจุบัน
  • การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่และศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพทันที
  • การจัดระบบช่วยเหลือแบบสหวิชาชีพโดยคำนึงถึงความต้องการและสิทธิของผู้ถูกกระทำเป็นที่ตั้ง
  • การปรับปรุงกลไกการเยียวยาและคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการพิจารณากฎหมายก่อนปิดสมัยประชุม สภาฯ ยังมีวาระเร่งด่วนอื่นๆ อีกหลายฉบับที่ต้องพิจารณา ทำให้ความกังวลเรื่องการพิจารณาไม่ทันกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันกดดันให้สภาดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะปัญหาสังคมนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจและจริยธรรมของคนในชาติ ความหวังเดียวในตอนนี้คือการที่สภาจะให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนและเร่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อผลักดันให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน หากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังในสมัยประชุมนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง การอ้างเหตุผลทางกฎหมายเพื่อเลื่อนวาระออกไปเพียงเพราะความไม่พร้อมหรือผลประโยชน์ฝ่ายการเมือง คือสิ่งที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป เราขอส่งกำลังใจให้การผลักดันกฎหมายนี้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของคนในสังคมไทย

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

“อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านคือ “ความอัปยศ”

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีเรื่องแรงๆ ในวงการการเมืองที่ต้องพูดถึงกันหน่อยแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ไม่ได้พูดเล่นๆ นะครับ แต่ฟาดเต็มๆ ต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในงาน “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม” เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

“อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ”

นายกฯ อนุทินชี้แจงชัดๆ ว่าตั้งแต่ปี 2544 รัฐบาลไทยได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท สำหรับเหยื่อกว่า 1.4 แสนราย แต่แทนที่จะเอามาอวดเป็นผลงาน กลับกลายเป็น “ความน่าอัปยศอดสู” ของระบบยุติธรรม! “เงินก้อนนี้ควรเอาไปสร้างประโยชน์ให้ประชาชน 70 ล้านคน ไม่ใช่มานั่งจ่ายชดเชยความผิดพลาดของรัฐที่จับผู้บริสุทธิ์โยนเข้าคุก” นายกฯ ระบุแบบดุดันสุดๆ

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเลิกทำผู้บริสุทธิ์เป็นแพะ

ไม่จบแค่นั้น นายอนุทินยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลยืนเคียงข้าง “แพะ” และผู้บริสุทธิ์ทุกคน ข้าราชการที่ละเลยหน้าที่จนเกิดความอยุติธรรม จะโดนโทษหนักกว่าคนทำผิดซะอีก! ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดต้องทำงานเชิงรุก ห้ามให้ประชาชนรอความช่วยเหลือนานๆ เพราะ “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม” คำพูดนี้โดนใจมากๆ เลยครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวเลขและปัญหาที่เกิดขึ้นกันครับ:

  • เงินเยียวยารวมกว่า 8,000 ล้านบาท ในรอบ 24 ปี
  • เหยื่อผู้บริสุทธิ์กว่า 140,000 ราย
  • สาเหตุหลัก: การสอบสวนผิดพลาด จับคนผิดคน
  • ผลกระทบ: สูญเสียอิสรภาพ ครอบครัวแตกแยก เศรษฐกิจพัง

เชื่อมโยงสู่ OECD และหลักนิติธรรมสากล

นายกฯ ยังโยงไปถึงการปฏิรูปยุติธรรมเพื่อยกระดับไทยสู่สมาชิก OECD ด้วยครับ โดย Rule of Law เป็นตัวชี้วัดสำคัญ โลกปัจจุบันไม่ได้มองแค่ GDP แต่ดูว่ารัฐดูแลคนตัวเล็ก กลุ่มเปราะบางยังไง “Justice for All ไม่ใช่ Justice for someone หรือ Justice for friends” คำนี้คมกริบ! ถ้าเราก้าวข้ามหลุมพรางนี้ได้ ไทยจะเป็นประเทศอารยะที่โลกเชื่อถือแน่นอน

พูดแบบเป็นกันเองนะครับ ปัญหา “แพะรับบาป” ในไทยมีมานานแล้ว ตั้งแต่คดีดังๆ หลายคดีที่ต่อมา DNA หรือพยานใหม่พิสูสูจน์ว่าผิดตัว สุดท้ายเหยื่อได้เงินชดเชย แต่บาดแผลในใจลบไม่ได้ การที่นายกฯ ฟาดแรงแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขระบบยุติธรรม เราควรสนับสนุนและติดตามผลด้วยครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่อง “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ” นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดันความยุติธรรมที่แท้จริงในสังคมไทย!

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมนิ่งเฉยต่อความผิดพลาดอีกต่อไป ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือ อนาคตยุติธรรมไทยจะสว่างไสวแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ”

ทสท. ลุยฉะเชิงเทรา รับเรื่องค้ามนุษย์

พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลุยฉะเชิงเทรา รับเรื่องหญิงบกพร่องทางสติปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา กลายเป็นเหยื่อถูกใช้เปิด “บัญชีม้า” สร้างความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท เรื่องราวนี้สะท้อนปัญหาการค้ามนุษย์ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

ทสท. ลุยฉะเชิงเทรารับเรื่องหญิงบกพร่องทางปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายศรัณยู คงสวัสดิ์เกียรติ นายทะเบียนสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนางสาวตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารพรรคฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรับฟังเรื่องราวสุดสะเทือนใจจากครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวของหญิงสาววัย 22 ปี ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา หญิงสาวเคราะห์ร้ายรายนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

จากการบอกเล่าของครอบครัว เหยื่อถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานในกรุงเทพฯ แต่ในความเป็นจริงกลับถูกพาไปเปิดบัญชีธนาคารหลายแห่งอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะถูกนำตัวข้ามชายแดนไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีรายงานว่าเหยื่อเคยถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมได้ในครั้งแรก แต่กลุ่มคนร้ายก็ยังสามารถพาเหยื่อข้ามแดนไปได้อีกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ

ชีวิตที่กัมพูชาและความช่วยเหลือจากพรรคไทยสร้างไทย

เมื่อไปถึงกัมพูชา หญิงสาวถูกบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ แต่ด้วยข้อจำกัดทางสติปัญญา ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้ตามที่กลุ่มคนร้ายต้องการ เธอจึงถูกลดบทบาทไปเป็นแม่บ้านแทน และในที่สุด ครอบครัวของเธอถูกบังคับให้โอนเงินค่าไถ่ตัวจำนวน 9,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวให้กลับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความโชคร้ายยังไม่จบสิ้น หลังจากที่หญิงสาวเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย ครอบครัวก็พบว่าบัญชีธนาคารที่เธอถูกบังคับให้เปิดนั้น ถูกนำไปใช้เป็น “บัญชีม้า” ในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ชื่อของเธอปรากฏอยู่ในระบบตำรวจถึง 8 คดีอาชญากรรมทางออนไลน์ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 1 ล้านบาท โดยที่เธอไม่มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมเลยแม้แต่น้อย พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เร่งประสานไปยังผู้กำกับการ สภ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถเข้าขอคำปรึกษาทางคดี และหาแนวทางในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อไป

นายศรัณยูได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีประชาชนในพื้นที่เดียวกันอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ และยังมีรายงานว่าบางสถานีตำรวจในจังหวัดสระแก้วไม่ยอมรับแจ้งความคนหายจากครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่ตกอยู่ในอันตราย

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – ทสท.ลุยฉะเชิงเทรารับเรื่องหญิงบกพร่องทางปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา

Scroll to top