การดําเนินคดี

“ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อ “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส” หลังจากที่เธอต้องต่อสู้กับคดีความมายาวนานกว่า 10 ปี โดยอ้างว่าถูกกระบวนการยุติธรรมยัดเยียดข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องโฉนดที่ดินที่เป็นข้อพิพาทหลักของครอบครัวนายอับบาส ซึ่งวันนี้ป้าดาได้ตัดสินใจเดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อขอคำชี้แจงจากผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนให้ได้

“ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

การปรากฏตัวของป้าดาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรวบรวมความกล้าเพื่อทวงคืนความยุติธรรม ป้าดายืนยันว่า เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนายอับบาสและบริวารรวม 31 ชีวิตนั้น คือการแจ้งความเท็จและการยัดคดีโดยใช้โฉนดที่ดินที่ไม่ถูกต้องมาเป็นหลักฐาน โดยเธอเน้นย้ำว่า:

  • ความจริง 3 สิ่งที่ปกปิดไม่ได้ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และความจริง
  • หลักฐานการจับกุมในคดีนี้มีความคลุมเครือและไม่โปร่งใส
  • เธอพร้อมสู้เพื่อปกป้องทรัพย์สินและสิทธิอันชอบธรรมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เบื้องลึกปมข้อพิพาทและการ “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคดีความอื่นๆ ป้าดาก็ยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิม เธอไม่กังวลต่อการถูกแจ้งความเอาผิดในประเด็นต่างๆ รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาพาดพิงถึงมาตรา 112 โดยมองว่าเป็นเพียงการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความจริง ป้าดายังระบุด้วยว่าตนพร้อมที่จะแจ้งความกลับหากมีการดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีของสำนักงานที่ดินที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลเท็จ

บรรยากาศที่ สน.พระโขนง เป็นไปอย่างตึงเครียด มีการโต้เถียงกันระหว่างป้าดาและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นระยะ เนื่องจากป้าดารู้สึกว่าตนไม่ได้รับการตอบสนองที่ชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดี ซึ่งทางตำรวจได้ชี้แจงว่าคดีเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว หากมีหลักฐานใหม่ควรนำไปยื่นต่อศาลตามกระบวนการ แต่ป้าดาก็ยังคงยืนยันว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยถูกเรียกไปสอบปากคำอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความผิดปกติอย่างยิ่งในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน

ความพยายามของป้าดาในการเรียกร้องความยุติธรรมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบยุติธรรมไทยที่ประชาชนหลายคนต้องเผชิญ การที่เธอออกมา “เปิดหน้าชน” กับหน่วยงานรัฐไม่ใช่แค่เรื่องของโฉนดที่ดิน แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความถูกต้องที่เธอเชื่อมั่น บทเรียนจากกรณีนี้คือ พลังของการติดตามคดีอย่างต่อเนื่องและการรวบรวมหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม การที่ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

“พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดเมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดสกลนครเพื่อตรวจสอบกรณีกลุ่มมิจฉาชีพสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ด้วยการออกตระเวนหลอกลวงชาวบ้านเพื่อนำเอกสารส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งเหตุการณ์ “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญให้คนไทยต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น

“พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่นายหน้าบางกลุ่มเข้าไปหลอกลวงชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยอ้างว่าจะนำของมาแจกฟรี แต่มีเงื่อนไขคือต้องนำบัตรประชาชนมาสแกน หรือขอยืมสำเนาทะเบียนบ้านไปใช้ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเอกสารสำคัญเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้จดทะเบียนนิติบุคคลให้กับชาวต่างชาติ โดยพบข้อมูลน่าตกใจว่ามีการนำชื่อชาวบ้านไปจดบริษัทถึง 14 แห่งในบ้านหลังเดียว

เบื้องลึกขบวนการนอมินีข้ามชาติ

จากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พบความผิดปกติของการจดทะเบียนนิติบุคคลในพื้นที่ 4 อำเภอของสกลนคร รวมทั้งสิ้น 49 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทของชาวต่างชาติสัญชาติจีน 100% โดยใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้า การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการบิดเบือนกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังย้ำชัดว่า “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ ครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะมีการประสานงานกับตำรวจและ ตม. เพื่อลากคอผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด

  • ระวังตัวให้ดี: อย่าให้บัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด
  • สังเกตพฤติกรรม: มิจฉาชีพมักมาพร้อมของแจกฟรีเพื่อแลกกับข้อมูลส่วนตัว
  • ตรวจสอบข้อมูล: หากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปกครองหรือตำรวจในพื้นที่ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการฝากเตือนไปยังกลุ่มบริษัทบัญชีหรือทนายความที่หวังเพียงเศษเงินจากขบวนการเหล่านี้ ให้หยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายประเทศชาติ เพราะโทษทางอาญานั้นหนักหนาสาหัส การทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการปกป้องสิทธิของคนไทยจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการหลอกลวงในลักษณะนี้ ให้รีบแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวหรือคนรอบข้างตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ เพราะความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลคือสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญสูงสุดในยุคดิจิทัลเช่นนี้

ที่มา – “พลพีร์” บุกสกลนคร ทลายขบวนการหลอกสแกนบัตรประชาชน ฉกทะเบียนบ้านขายต่างชาติ

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกรณีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5,200 ราย

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในเมื่อคดีนี้มีมูลความผิดฐานฟอกเงินชัดเจน การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้มข้นขึ้น นายพิทักษ์เดช เดชเดชะ ในฐานะประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนราษฎร จึงเตรียมเดินหน้าขุดคุ้ยเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการแก้คะแนนสอบในครั้งนี้

เหตุผลที่ต้องดันเรื่องเข้า กมธ.ปปง.

ปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลคือการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงมหาดไทย อาจนำไปสู่การตัดตอนข้อมูลเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เรื่องนี้ถึงมือองค์กรอิสระหรือศาลโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามองเป็นพิเศษ มีดังนี้:

  • ความพยายามในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 5,200 ราย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน
  • การแสวงหาความจริงว่านักการเมืองคนใดมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกทำลายลง

เราต้องยอมรับว่า การทุจริตในระบบราชการเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศ การตั้งคณะกรรมการอิสระที่ปราศจากความเกรงใจทางการเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงและถูกโกงโอกาสไป หวังว่าก้าวสำคัญนี้จะนำไปสู่การปฏิรูประบบสอบให้โปร่งใสอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อจบกระแสสังคมเท่านั้น

ที่มา – โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ที่ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี จนเสียชีวิต ซึ่งล่าสุดทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่จัดการคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เบื้องลึก นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายอนุทิน ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังจากที่มีภาพปรากฏว่าผู้ต้องหาอย่างนายฉลองไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ และยังมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างใจเย็น ทั้งที่เพิ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์ นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ. โดยย้ำชัดเจนว่าสถานะของผู้กระทำผิดคือ “ฆาตกร” และต้องไม่มีการให้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ มีดังนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผู้ต้องหาต้องถูกควบคุมตัวตามมาตรฐานคดีอุกฉกรรจ์
  • การพกพาอาวุธปืน: ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีใบอนุญาตพกพาปืนที่ยังคงสถานะอยู่ ดังนั้นใครก็ตามที่พกปืนถือว่าทำผิดกฎหมายทันที
  • นโยบายเข้มงวด: สั่งระงับปืนสวัสดิการและกำชับให้ทุกจังหวัดตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนอย่างจริงจังทั่วประเทศ

ในส่วนของสถานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยของนายฉลองนั้น ทางนายอนุทินได้ชี้แจงว่าไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ เนื่องจากหากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือคดีความ สมาชิกภาพก็ถือว่าสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติตามข้อบังคับของพรรคและกฎหมายบ้านเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันทุกคน การปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นภาพลักษณ์ที่ยอมรับไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมได้อย่างไร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ภาครัฐออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ อย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งบทลงโทษนั้นถือว่ามีความรุนแรงมาก โดยท่านได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอดีตปลัดอำเภอเข้าไปพัวพันจนเกิดความเครียดและจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้นั้นมีโทษที่หนักหนาสาหัสเพียงใด

มาตรการเด็ดขาดเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

นายกฯ ได้ย้ำเตือนใจข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญ และการที่ใครสักคนต้องเผชิญกับโทษรวมหลายร้อยปีจากหลายคดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการไม่ริเริ่มทำสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นครับ โดยมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่มีดังนี้:

  • การตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเข้ามาช่วยคัดกรองเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • การลงโทษทางวินัยและอาญาอย่างเฉียบขาดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ยอมให้มีการคอรัปชันหรือการละเมิดกฎหมายจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากสำหรับพลเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากตัดสินใจทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีอดีตปลัดอำเภอจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้นำคณะเข้าหารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจำนวน 200 รายชื่อได้ถูกส่งถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว

เปิดเบื้องหลัง กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ล่าตัวการใหญ่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอาสพลธ์ได้สอบถามประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินีต่างชาติ การพนันออนไลน์ และที่ขาดไม่ได้คือการทุจริตสอบท้องถิ่น นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ยอมรับว่าการดำเนินคดีบางครั้งอาจไม่ตรงใจกระแสสังคม แต่ยืนยันว่าหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานและกฎหมาย โดยขณะนี้กำลังผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มมูลฐานความผิดให้ทันสมัยและสากลมากขึ้น

สำหรับประเด็น 200 รายชื่อที่สังคมเฝ้ารอคอย นายอาสพลธ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า:

  • ปปง. ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
  • รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับที่ตำรวจสอบสวนกลางควบคุมตัวไว้
  • การตรวจสอบเส้นเงินทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อไม่ให้หลุดรอดเงื้อมมือกฎหมาย

นายอาสพลธ์ยังได้ส่งสาส์นสำคัญถึงข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะออกมาซัดทอดถึงตัวการบงการที่แท้จริง การเข้าเป็นพยานอาจช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ หากเส้นทางการเงินชี้ชัดไปถึงใคร ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปราบปรามคอร์รัปชันในไทย การทำงานประสานกันอย่างเข้มข้นระหว่าง กมธ.ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้นว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนมวยล้มต้มคนดู หากหน่วยงานรัฐสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้จริง จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการไทยต่อไป

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. “อาสพลธ์” ชี้ เส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อย

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากรุงเทพมหานคร เมื่อล่าสุดเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้อำนาจและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่การที่ฝ่ายค้านต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษาหลักการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของตัวแทนที่เลือกเข้ามา

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ดินแดง โดยนายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับทีม สก. ฝ่ายค้าน ออกมาแถลงข่าวแฉพฤติกรรม สก. พรรคประชาชน ที่มีการเสียบบัตรแทนกันในห้องประชุมสภา กทม. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างร้ายแรงในกระบวนการนิติบัญญัติ

เปิดเบื้องลึก สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

นายนภาพลได้อธิบายเหตุการณ์ว่า ในขณะนั้นมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 41 ท่าน แต่กลับมีการโหวตลงคะแนนที่ผิดปกติ เนื่องจากการเสียบบัตรค้างไว้และมีการกดคะแนนแทนกัน ซึ่งในเชิงกฎหมายถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้วทั้งทางอาญาและผิดบรรทัดฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เทียบเท่ากับบรรทัดฐานที่ศาลเคยตัดสินในระดับสภาผู้แทนราษฎร

  • ตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนโหวต
  • ยื่นเรื่องต่อประธานสภา กทม. เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง
  • ยืนหยัดรักษาศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานคร

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ การที่สภา กทม. เพิ่งจะมีการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชม ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการท้าทายศรัทธาของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทางกลุ่ม สก. ปชป. จึงยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างถึงที่สุดตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่มีการประนีประนอม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองท้องถิ่นมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

แม้ว่าจะมีการดำเนินคดีเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางสภายังคงต้องเดินหน้าพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต่อไปเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุดลง อย่างไรก็ตาม การที่สมาชิกสภามีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนตนเอง

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนกรุงเทพฯ เราคงไม่อยากเห็นการบริหารที่ละเลยต่อความสุจริต แม้จะเป็นปัญหาในสภา แต่ผลกระทบย่อมตกอยู่กับประชาชน หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้สภา กทม. ปฏิรูปตนเองสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้เอกสาร แต่คือการแก้ที่จิตสำนึกของคนทำงาน

ที่มา – สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ปมแม่ค้าขายหมูเป็น สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว. โดยนางแดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทจากการโฆษณา ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หลังจากถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนางแดง ในการสมัครเป็น สว. กลุ่มที่ 10 โดยมองว่าการระบุอาชีพเป็นแม่ค้าขายหมูอาจไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งทางด้านนางแดงมองว่าการกระทำนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เปิดใจ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

นางแดงเปิดเผยว่า ตนรู้สึกถูกคุกคามจากการที่นายยิ่งชีพโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้คนติดตามและถ่ายรูปตนขณะลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความไม่ปลอดภัย โดยนางแดงได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผ่านการวินิจฉัยจาก กกต. เรียบร้อยแล้ว
  • มองว่าอาชีพแม่ค้าขายหมูเป็นอาชีพสุจริต ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ตามกติกา
  • การกระทำของนายยิ่งชีพถือเป็นการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยสถานะความเป็นนักกฎหมายมากดทับผู้อื่น

นางแดงยังได้ฝากแง่คิดถึงนายยิ่งชีพว่า ควรลดอัตตาและเลิกทำตัวแบบจมไม่ลง พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงและรักษาเกียรติยศของครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้แทนที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แทนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมหรือด้อยค่ากันไปมา

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองควรมีเส้นแบ่งที่ตรงไหน? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

Scroll to top