การตรวจสอบ

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทย เมื่อล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญของรัฐบาล ในการเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่านโยบาย นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินีข้ามชาติ

จากการติดตามสถานการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม พบว่าสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และคดีการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล รวมถึงปัญหาการใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีกราฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ถือเป็นการตอกย้ำว่ายุทธการ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นทำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขขึ้นมาเพื่อรายงานผลงานเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจจริง จับจริง และยึดทรัพย์จริงตามนโยบายที่ตั้งไว้

รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการขั้นเด็ดขาดสำหรับกลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายนอมินีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด
  • การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีการอะลุ่มอล่วย
  • มาตรการเนรเทศกลุ่มผู้กระทำผิดข้ามชาติออกนอกประเทศ
  • การสั่งห้ามเข้าประเทศสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

รัฐบาลยังย้ำอีกว่า หลังจากนี้จะไม่มีการออกไปตักเตือนใครอีกแล้ว แต่หากพบการกระทำผิดที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการจับกุมทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการฉ้อโกงข้ามชาติมากยิ่งขึ้น การที่ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานในระยะยาวกันต่อไป ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปจากสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะความร่วมมือของคนไทยทุกคนคือพลังสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ชี้ช่วง 3 เดือนเห็นผล คดีลดลง 60%

คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงฟอกเงิน-ยาเสพติด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการพูดถึงกรณีของนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเชื่อมโยงขบวนการค้าสารเสพติด ล่าสุดทางประธาน กมธ.ตำรวจ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด นี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดแต่อย่างใด

สถานะล่าสุด: คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะของคดีดังกล่าว หลังจากที่มีข่าวว่าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา แม้ว่าทางพรรคประชาชนจะพยายามออกมาเคลื่อนไหวขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่ในมุมของกฎหมายและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุผลที่คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่จบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว คดีถึงยังเดินหน้าต่อได้ ซึ่งข้อมูลจาก กมธ.ตำรวจ ได้ชี้แจงเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำความเห็นแย้งต่อคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาพิจารณาแล้ว และคาดว่าจะมีการทำความเห็นแย้งเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
  • คดีนี้เริ่มต้นจากการขยายผลของ บก.ปส.2 ในคดียาเสพติดรายใหญ่ถึง 10 คดี จนพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา 11 ราย

ความคืบหน้าของกรณีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถจัดการกับคดีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองได้อย่างไร ความหวังของประชาชนคือการได้เห็นความจริงปรากฏโดยปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาจะมีสถานะเป็นอดีตผู้สมัคร สส. หรือบุคคลทั่วไป ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้เสมอ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สรุปแล้วการทำความเห็นแย้งของตำรวจจะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมต้องโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ประธาน กมธ.ตำรวจ ชี้คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่สิ้นสุด

อนุทิน แจงปม TH AI Passport ชี้หากผิดกฎหมายระบบจะทำลายตัวเอง

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกอย่างรวดเร็ว โครงการใหม่ๆ ของรัฐบาลมักถูกจับตามองจากสังคมเป็นพิเศษ ล่าสุดกรณี “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความมั่นใจว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่โปร่งใส

“อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารชัดเจนถึงความสำคัญของการนำ AI มาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย โดยระบุว่าประเทศเรามีความพร้อมด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การมีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเองจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว นายกฯ ยืนยันว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงอย่างครบถ้วนแล้ว

มุมมองต่อความโปร่งใสในโครงการดิจิทัล

นอกจากประเด็นที่ว่า “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง ท่านนายกฯ ยังได้ย้ำถึงจุดยืนส่วนตัวและรัฐบาลว่ามีความรังเกียจการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารงานส่วนอื่นๆ โดยท่านเชื่อมั่นในกลไกของระบบที่เข้มงวดว่า หากมีสิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากลหรือผิดกฎหมาย ระบบจะตรวจสอบและทำให้โครงการนั้นไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เองโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการนี้ ได้แก่:

  • การขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว
  • ความสำคัญของระบบ IT ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • จุดยืนนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ
  • ความต้องการให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว (ถามปุ๊บตอบปั๊บ)

นายกฯ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ชีวิตการทำงานของท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการรับตำแหน่ง และท่านไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนที่ต้องการเทคโนโลยีมาช่วยเรื่องการทำมาหากินให้คล่องตัวยิ่งขึ้น การติดตามสถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจแต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนครับ

หากเรามองถึงอนาคตประเทศไทย การเปิดรับเทคโนโลยีและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ถือเป็นเรื่องดี แต่การเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบที่เข้มงวดก็นับเป็นหัวใจหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคมดิจิทัล ซึ่งเรื่อง “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง

“อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเหมือนโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่ล่าสุดทางด้าน “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมองว่าลำพังเพียงหน่วยงานรัฐอาจทำได้ยากหากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส. ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานว่า การปราบปรามปัญหาคอร์รัปชันนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จหากไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพราะหัวใจสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนกล้าตรวจสอบและมีช่องทางที่ปลอดภัยในการแจ้งเบาะแส

กุญแจสำคัญสู่ความโปร่งใสในสังคมไทย

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลในทางปฏิบัติ “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการประสานงาน 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • รัฐสภา: ทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงนโยบายและติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐ
  • ภาคประชาสังคม: ช่วยเฝ้าระวังและเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาในพื้นที่
  • ประชาชน: พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการร่วมกันต่อต้านการโกงทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ กมธ.ป.ป.ช. ยังกำลังมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มอย่าง ACT Ai เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถติดตามงบประมาณและแจ้งเหตุผิดปกติได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น โดยเชื่อว่าหากระบบตรวจสอบเข้มแข็งและประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ปัญหาการทุจริตจะลดลงอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงการเขียนกฎหมายไว้ในเอกสารเท่านั้น

ในสัปดาห์หน้า กมธ.ป.ป.ช. ยังมีกำหนดการประชุมสำคัญถึง 7 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบที่ดินของรัฐ การใช้งบประมาณ ไปจนถึงการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการทำงานตรวจสอบเชิงรุก เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โปร่งใสและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ท้ายที่สุด การปราบโกงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพลังของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากคุณพบเห็นความไม่ชอบมาพากล อย่าเพิกเฉย เพราะเสียงของคุณคือพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้ครับ

ที่มา – “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ล่าสุด “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ โดยผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ พร้อมให้พิสูจน์ความจริง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการเดินทางไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่าตนยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะการตั้งข้าราชการเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มุมมองจาก “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้น นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า:

  • การร้องเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
  • ไม่ควรเป็นเพียงการสร้างกระแสข่าว หรือหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
  • ควรติดตามบทสรุปของคดีจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงความคืบหน้าของคดีอื่นๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหากมีการติดตามและเร่งรัดเพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริงโดยเร็ว เพราะกระบวนการตรวจสอบนั้นมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร การตรวจสอบที่เข้มข้นถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารเมืองหลวงพัฒนาไปในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เราหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความกระจ่างครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ ย้ำ 4 ปีทำงานโปร่งใส ท้าให้พิสูจน์

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่กำลังเผชิญปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติมาครองธุรกิจ ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของคนไทยโดยตรง รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ยอมปล่อยผ่าน ย้ำชัดว่าจะสแกนทั่วประเทศเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

จากข้อมูลของน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ระบุว่านายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสนั้น นายกฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้ประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

ปัญหา “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลทั้งหมด 16,811 ราย โดยมีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย คิดเป็นสัดส่วน 67.97% เลยทีเดียว แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีการตรวจสอบเข้มข้น เพื่อหาว่ามีการใช้นอมินีหรือคนไทยถือหุ้นบังหน้าให้ต่างชาติเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

ภัยคุกคามจากนอมินีต่อเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรีชี้ชัดว่าปัญหานี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง สร้างการจ้างงานมากมาย และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพคนไทย จะดำเนินการเด็ดขาดตามกฎหมายทันที

  • นอมินีคือการใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนบริษัทแทนต่างชาติ เพื่อเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท
  • ส่งผลให้คนไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียรายได้และงานทำ
  • ทุนสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจตักตวงผลประโยชน์จากไทย
  • รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส แต่ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้เป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และอย่ายอมเป็นนอมินีให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องมาจากทุกภาคส่วน นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ

การลงพื้นที่ของ “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี จะช่วยเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? คาดว่าน่าจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น การเพิกถอนทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย และการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ถูกต้องด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยแท้ๆ หากทุกคนร่วมมือกัน ปัญหานอมินีจะลดลงอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“มท.1” สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การมีนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารักกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ล่าสุด มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก ทั่วทุกจังหวัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่ามาเยือน

มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงคำสั่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.1 ที่กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หลังจากเกิดกรณีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติดำเนินพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

ปลัดมหาดไทยยืนยันชัดเจนว่า ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่สามารถใช้เส้นสายหรืออิทธิพลมาทำผิดกฎหมาย ข่มเหง หรือรังแกเจ้าของประเทศได้ มท.1 ย้ำว่า “ไม่มีใครเส้นใหญ่และไม่รับเคลียร์ทุกกรณี” จะดำเนินการเด็ดขาดทุกเคส

ตัวอย่างปัญหาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จากการตรวจสอบพบปัญหาเด่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะกลุ่มชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ที่ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวมาแอบแฝงประกอบอาชีพและทำธุรกิจนอมินี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน

  • ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงานผิดกฎหมาย
  • ทำธุรกิจนอมินีหลบเลี่ยงภาษี
  • ก่อความเดือดร้อนให้ชุมชนท้องถิ่น

มาตรการ Zero Tolerance ที่ภูเก็ต

สำหรับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” หรือไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ หากพบการกระทำผิดร้ายแรง จะเพิกถอนสิทธิ์การพำนักและเนรเทศทันที โดยเฉพาะกรณีขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาต จะส่งฟ้องศาลทุกราย ไม่มีข้อยกเว้น

  • เพิกถอนวีซ่าและเนรเทศหากผิดร้ายแรง
  • ฟ้องศาลกรณีขับรถไม่มีใบขับขี่
  • ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดทุกวัน

เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งมท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

กระทรวงมหาดไทยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และน่าดึงดูด แต่ต้องแลกมาด้วยการเคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิของผู้อื่น พฤติกรรมไม่น่ารัก เช่น ทิ้งขยะสกปรก ขับรถประมาท ก่อกวนชาวบ้าน หรือทำผิดกฎจราจร ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดหวังกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังช่วยปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม คำสั่งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้เทียบเท่านานาชาติ

คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติควร:

  • เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • มีใบขับขี่ที่ถูกต้องหากขับขี่
  • ไม่ทิ้งขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากพบพฤติกรรมไม่ดี

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแบบนี้ จะทำให้ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวระดับโลกที่ทุกคนเคารพและอยากกลับมาอีก คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้!

ที่มา – “มท.1” สั่งลุยทั่วประเทศใช้กฎหมายจัดการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ทำตัวไม่น่ารัก

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธาน ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส เมื่อกลุ่ม สว.อิสระ จ่อลงมือล่าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ส่งไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลหลายประการต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกวิจารณ์หนักจากคดีดังหลายคดี ทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงทุกปี

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการล่าชื่อ สว. และ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ยื่นคำร้องอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. และ สว. ทั้งหมด หรือประมาณ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

น.ส.นันทนา ระบุว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในช่วงนี้มีข้อกังวลหลายเรื่อง เช่น กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย กรณีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท และล่าสุดคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตรงข้ามกับคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใส ส่งผลให้ CPI ของไทยร่วงลงอย่างน่าตกใจ

ประเด็นหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.

  • กรณีแหวนแม่: การไต่สวนที่ล่าช้าและไม่ชัดเจน
  • นาฬิกาเพื่อน: ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
  • คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย: ความล่าช้าในการดำเนินคดี
  • สินบนทองคำ 246 ล้านบาท: กรณีที่ถูกมองว่าปกปิด
  • คดีศักดิ์สยาม vs 44 ส.ส.: การเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน ยกฟ้องฝ่ายหนึ่งแต่เร่งรัดอีกฝ่าย

กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวสนับสนุนคำร้องจากฝ่าย ส.ส. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเช็งหรือดองเรื่อง แต่ส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที

มาตรา 236 รัฐธรรมนูญ ทางออกตรวจสอบองค์กรอิสระ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 บัญญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กกต. เป็นต้น กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมดุลของอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวเสริมว่า ประธานรัฐสภาต้องเปิดทางให้การตรวจสอบเกิดขึ้น ขอให้นายโสภณ อย่าดึงเวลาเหมือนกรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ในอดีต หากดึงเช็งจะเปิดช่องให้วงจรอุบาทว์แทรกแซง โดยเฉพาะอิทธิพลจากคอนเนกชันสีน้ำเงินหรือบุรีรัมย์ ถ้ากระบวนการนี้ล้มเหลว จะส่งผลร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การบริหารบุคคลใน ป.ป.ช. ที่แต่งตั้งรองเลขาธิการจากผู้ช่วยลำดับท้ายๆ ละเลยผู้มีอาวุโส ทำให้ธรรมาภิบาลหายไป และเกิดการแทรกแซงคดีอย่างย่ามใจ

เหตุการณ์ สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นี้ ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบยุติธรรมและปราบปรามทุจริต ป.ป.ช. ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากตัวมันเองถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไร CPI ของไทยที่เคยอยู่ในอันดับ 60 กว่าๆ ช่วงปี 2560 ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของโลก สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน

จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนองค์กรอิสระตามมาตรานี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณี กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบได้สำเร็จ หากครั้งนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น

มุมมองผู้เขียน: การตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมโปร่งใสแท้จริง หาก ป.ป.ช. ผ่านการไต่สวนได้ จะยิ่งเข้มแข็ง แต่หากมีปัญหาจริง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการล่าชื่อไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่กระจาย สนับสนุนการปราบปรามทุจริตที่แท้จริง ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

“กรณ์” ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นฮอตในรัฐสภาเลยนะครับ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ำชัดเจนในที่ประชุม กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน จะปราบทุนเทาและสแกมเมอร์ได้จริงหรือไม่ เพราะดูเหมือนคนใกล้ตัวจะเอี่ยวเพียบ! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าธรรมดา แต่กระทบปากท้องประชาชนโดยตรงเลยล่ะครับ

กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน

วันที่ 10 เมษายน 2569 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายกรณ์ได้ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน รัฐบาลใช้วิธีซื้อเวลารอราคาน้ำมันโลกตก แต่ใช้กองทุนน้ำมันชดเชย ราคาที่ปั๊มลดแค่ 2 บาทเอง ทั้งที่ควรลด 12 บาทต่อลิตร เพราะค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 17 บาท! นี่มันเกรงใจนายทุนมากเกินไปรึเปล่าครับ? ประชาชนเดือดร้อนแต่รัฐบาลกลับลอยแพ

ยิ่งไปกว่านั้น รองนายกฯ และ รมว.คลัง อย่างนายเอกนิติ ยังโยนภาระให้กองทุนน้ำมัน ซึ่งประชาชนเป็นคนจ่ายเอง แถมภาษีสรรพสามิตยังเก็บเต็มๆ โดยอ้างไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่รายได้น้ำมันเข้าหง่ามกลาง ไม่ใช่ตรงไปโรงพยาบาล นายกรณ์เสนอให้ลดภาษีและตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของรัฐ เพื่อแบ่งเบาประชาชนให้มากกว่านี้ กำหนดสูตรราคาน้ำมันที่โปร่งใสและเป็นธรรมด่วนเลยครับ

กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ในประเด็นปราบสแกมเมอร์

ส่วนนโยบายปราบทุนเทาและสแกมเมอร์ นายกรณ์ไม่เชื่อมืออนุทินเลยครับ เพราะเมื่อวานนายกฯ อนุทินเพิ่งแถลงกับ ป.ป.ช. เรื่องยึดทรัพย์สแกมเมอร์เพิ่ม แต่ไทยทำงานช้ากว่าต่างชาติ ทรัพย์หนีหมด นายกฯ บอกจะเอาผิดไม่สนชื่อใคร แต่กรณ์ชี้ว่าคนใกล้ตัวเอี่ยวเยอะ! เช่น อดีต รมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน 1 เป็นที่ปรึกษาธนาคารกัมพูชาที่เชื่อมสแกมเมอร์ ยังซื้อหุ้นกองทุนฟอกเงินที่ถูกยึดล่าสุด

อีกเรื่องคือหุ้น BCPG บริษัทลูกบางจาก โรงกลั่นน้ำมัน มีกองทุน CAI และ บ.พิวกิ้น ถือครอง ขายหุ้นเจาะจง 4,500 ล้านบาท กรรมการบริษัทตอนนั้นคืออดีต รมว.คลัง! กรณ์ฝากถามว่ารู้จักนายทุนเทาหรือเปล่า เรื่องนี้ขยายวงไปถึงอดีต ส.ส. และคนในทำเนียบด้วยนะครับ

ตั้ง “วิศิษฏ์” ประธานกลต. เหมาะสม?

กรณ์ยังบี้หนักเรื่องการแต่งตั้งนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี ที่เคยลง MOU อัปยศกับทุนสแกมเมอร์ ร่วมกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ที่ถูกฟ้อง 157 แล้ว ตอนนี้ไปนั่งประธานกลต. ดูแลตลาดหุ้นโปร่งใส เหมาะเหมาะสมหรือ? แม้ MOU ยกเลิกแล้ว แต่ภาพลบยังติด

ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตร มีหลักฐานทำธุรกรรมกับนายเบน สมิธ ซื้อเจ็ทผ่อนผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ก่อนตั้งเป็น รมว. ตรวจเส้นเงินไหม? กรณ์เรียกร้องให้ชี้แจงสาธารณะ ถ้าไม่ มันสะท้อนความจริงใจปราบสแกมแค่ไหน เพราะคนเอี่ยวอยู่ใกล้ตัวรัฐบาลทั้งนั้น!

  • ปัญหาหลัก: รัฐอุ้มโรงกลั่น ลอยแพประชาชนเรื่องราคาน้ำมัน
  • ปราบสแกม: ไม่น่าเชื่อ เพราะคนใกล้ชิดเกี่ยวข้อง
  • การแต่งตั้ง: วิศิษฏ์ และ สุริยะ ต้องชี้แจง
  • ข้อเสนอ: ลดภาษี ตัดงบฟุ่ม ลดค่ากลั่น กำหนดสูตรราคาโปร่งใส

สรุปแล้ว กรณ์ ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่ออนุทิน จริงจังแค่ไหน คุณคิดยังไงครับ? รัฐบาลควรทำอะไรต่อเพื่อปราบทุนเทาและช่วยปากท้องประชาชน? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – “กรณ์” ย้ำ รัฐบาลอุ้มโรงกลั่น ไม่เชื่อ “อนุทิน” ปราบทุนเทา-สแกมเมอร์จริง คนใกล้ตัวเอี่ยวอื้อ

Scroll to top