ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส เมื่อกลุ่ม สว.อิสระ จ่อลงมือล่าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ส่งไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลหลายประการต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกวิจารณ์หนักจากคดีดังหลายคดี ทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงทุกปี
สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการล่าชื่อ สว. และ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ยื่นคำร้องอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. และ สว. ทั้งหมด หรือประมาณ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน
น.ส.นันทนา ระบุว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในช่วงนี้มีข้อกังวลหลายเรื่อง เช่น กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย กรณีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท และล่าสุดคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตรงข้ามกับคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใส ส่งผลให้ CPI ของไทยร่วงลงอย่างน่าตกใจ
ประเด็นหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.
- กรณีแหวนแม่: การไต่สวนที่ล่าช้าและไม่ชัดเจน
- นาฬิกาเพื่อน: ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
- คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย: ความล่าช้าในการดำเนินคดี
- สินบนทองคำ 246 ล้านบาท: กรณีที่ถูกมองว่าปกปิด
- คดีศักดิ์สยาม vs 44 ส.ส.: การเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน ยกฟ้องฝ่ายหนึ่งแต่เร่งรัดอีกฝ่าย
กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวสนับสนุนคำร้องจากฝ่าย ส.ส. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเช็งหรือดองเรื่อง แต่ส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที
มาตรา 236 รัฐธรรมนูญ ทางออกตรวจสอบองค์กรอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 บัญญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กกต. เป็นต้น กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมดุลของอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวเสริมว่า ประธานรัฐสภาต้องเปิดทางให้การตรวจสอบเกิดขึ้น ขอให้นายโสภณ อย่าดึงเวลาเหมือนกรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ในอดีต หากดึงเช็งจะเปิดช่องให้วงจรอุบาทว์แทรกแซง โดยเฉพาะอิทธิพลจากคอนเนกชันสีน้ำเงินหรือบุรีรัมย์ ถ้ากระบวนการนี้ล้มเหลว จะส่งผลร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การบริหารบุคคลใน ป.ป.ช. ที่แต่งตั้งรองเลขาธิการจากผู้ช่วยลำดับท้ายๆ ละเลยผู้มีอาวุโส ทำให้ธรรมาภิบาลหายไป และเกิดการแทรกแซงคดีอย่างย่ามใจ
เหตุการณ์ สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นี้ ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบยุติธรรมและปราบปรามทุจริต ป.ป.ช. ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากตัวมันเองถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไร CPI ของไทยที่เคยอยู่ในอันดับ 60 กว่าๆ ช่วงปี 2560 ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของโลก สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน
จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนองค์กรอิสระตามมาตรานี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณี กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบได้สำเร็จ หากครั้งนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น
มุมมองผู้เขียน: การตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมโปร่งใสแท้จริง หาก ป.ป.ช. ผ่านการไต่สวนได้ จะยิ่งเข้มแข็ง แต่หากมีปัญหาจริง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติ
คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการล่าชื่อไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่กระจาย สนับสนุนการปราบปรามทุจริตที่แท้จริง ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!
ที่มา – สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส


