การทุจริตการเลือกตั้ง

“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบการเลือก สว. ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการเปิด 4 เหตุผลสำคัญที่ กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และโปร่งใสที่สุด

“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล

เหตุผลประการแรกที่นายพริษฐ์ยกขึ้นมาอ้างอิงคือ เรื่องของหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนามาก ทั้งสถิติการลงคะแนนที่ผิดปกติ การพบโพยในวันเลือกตั้ง คลิปเสียงการนัดหมาย ไปจนถึงเส้นทางการเงิน ซึ่งหากเทียบกับคดีเลือกตั้งในอดีตที่ กกต. เคยสั่งฟ้องศาลจนประสบความสำเร็จมาแล้ว คดีนี้ถือว่ามีหลักฐานที่มัดตัวผู้กระทำผิดได้ชัดเจนกว่ามาก ดังนั้น การที่ “พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่เป็นการเรียกร้องให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกับการตัดสินคดีอื่น

ทำไมกระบวนการของ กกต. ถึงถูกตั้งคำถาม?

นอกจากประเด็นเรื่องหลักฐานแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ ทั้งที่มีชุดทำงานเดิมอยู่แล้ว ซึ่งสร้างความกังวลใจว่านี่อาจเป็นเพียง “เครื่องมือฟอกขาว” หรือไม่ รวมถึงที่มาของกรรมการบางท่านที่มีประวัติถูกตั้งคำถามในหลายคดี ซึ่งหาก กกต. เลือกเดินตามแนวทางของชุดที่ 36 นี้ ก็อาจทำให้เกิดความคลางแคลงใจต่อความเป็นกลางอย่างรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ กกต. จำนวนหนึ่งได้รับรองสถานะจาก สว. ที่มีประเด็นในสำนวน ก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การดำเนินการให้โปร่งใสเพื่อคืนความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  • หลักฐานมีความชัดเจน ทั้งเส้นทางการเงินและคลิปเสียง
  • ความน่าเชื่อถือของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดพิเศษที่ถูกตั้งคำถาม
  • ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
  • ความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุ

ในท้ายที่สุด นายพริษฐ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนจะยังคงติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ยุติธรรม เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าประเทศไทยยังมีระบบการเลือกตั้งที่ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็น สว. หรือผู้มีอิทธิพลคนใดก็ตาม หากทำผิด กฎหมายต้องจัดการอย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมา ก่อนที่ผลการพิจารณาจะออกมาในเดือนกันยายน 2569 นี้ เราคงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลความถูกต้องจะแสดงจุดยืนอย่างไรให้สังคมยอมรับได้

ที่มา – “พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง ห้ามกกต.ใช้สำนวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้สั่งหยุดชะงักการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงต้องไปถึงขั้นยื่นศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดด้วย

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ได้แถลงข่าวหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทางปกครองสั่งห้าม กกต. นำผลการวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาต่อ โดยชุดนี้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 ราย

ประเด็นสำคัญคือ การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. กำหนดไว้ว่า กกต. ต้องพิจารณาคำร้องทุจริตภายใน 1 ปี นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานคดีฮั้ว สว. จนได้พยานหลักฐานแน่นหนา สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แต่ชุดอนุวินิจฉัย 36 กลับพลิกมติ ไม่ยอมรับหลักฐานเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่มีมูล นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามว่า ชุด 36 หาข้อมูลมาจากไหนมาหักล้างหลักฐานชุด 26 ได้

  • การตั้งชุดอนุวินิจฉัยไม่ถูกต้อง: ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
  • เกินกำหนดเวลา: กกต. ต้องเคลียร์คดีภายใน 1 ปี
  • หลักฐานชุด 26 ชัดเจน: แต่ถูกยกเลิกโดยมติเสียงข้างมาก
  • ป้องกันความไม่เป็นธรรม: ห้าม กกต. ใช้สำนวนปล่อยผีนี้

คดีฮั้ว สว. เกิดจากการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวฮั้วกันเพื่อชิงตำแหน่ง สว. 200 คน สร้างความฮือฮาและถูกร้องเรียนจำนวนมาก สว.สำรองกลุ่มนี้คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์

ผลกระทบหากศาลรับคำร้อง

หากศาลปกครองกลางรับคำร้องและสั่งคุ้มครอง จะทำให้ กกต. หยุดนำสำนวนชุด 36 ไปใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสอบสวนใหม่ตามหลักฐานชุด 26 ที่แข็งแกร่งกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้ง สว. ที่หลายฝ่ายจับตา

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาในระบบยุติธรรมการเลือกตั้งของไทย ที่บางครั้งถูกครอบงำด้วยดุลกำลังหรือเส้นสาย การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อการเมืองชั้นในของประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มาพิจารณา

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.ซื้อเสียงให้ สส.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งเลยนะครับ คือกรณีที่“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำพูดของนายชวน หลีกภัย ที่ชี้ว่าอสม.ถูกใช้เป็นเครื่องมือซื้อเสียงใช่ไหมครับ นายเทพไท เสนพงศ์ ก็ออกมาสนับสนุนเต็มๆ เลย

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.

วันที่ 11 มีนาคม 2567 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง โพสต์คลิปวิเคราะห์การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2567 หัวข้อชัดๆ ว่า “ยืนยัน อสม. ซื้อเสียงให้ สส.จริง” เขายืนยันคำพูดของนายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ และอดีตประธานสภา ที่ให้สัมภาษณ์ว่าประชาชนอาจไม่รู้ว่านักการเมืองใช้หน่วยงานไหนทุจริตได้ดีที่สุด นั่นคืออสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ขอให้ช่วยควบคุม อย่าให้นักการเมืองใช้อสม.ซื้อเสียง

หลังจากนั้น ประธานชมรมอสม. นายอมรินทร์ นิ่มนวล ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าอสม.ไม่ได้ยุ่งการซื้อเสียง แต่เทพไทบอกว่าตัวเขาเองติดตามเลือกตั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ และเห็นด้วยกับชวน 100% ว่ามีนักการเมืองใช้อสม.บางส่วน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เป็นเครื่องมือซื้อเสียงจริงๆ แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่พอสรุปได้ว่าปัญหานี้รุนแรง

3 กลุ่มหลักที่ช่วยซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

เทพไทชี้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มี 3 กลุ่มใหญ่ที่บทบาทเด่นในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนี้

  • กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น: ตั้งแต่นายก อบจ., ส.อบจ., นายกเทศมนตรี, สท., นายก อบต., ส.อบต. เครือข่ายเหล่านี้เคยซื้อเสียงในระดับท้องถิ่น ก็เอามาใช้ให้พรรคใหญ่ระดับชาติต่อ
  • กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน: ใช้กลไกอำนาจรัฐ จากผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ สั่งการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งใกล้ชิดชาวบ้าน ช่วยซื้อเสียงได้ดี
  • กลุ่มอสม.: จิตอาสาสาธารณสุขที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด พรรคบางพรรคใช้มาตั้งแต่เลือกตั้ง 2566 จน 2567 สำเร็จเพราะน่าเชื่อถือ ชาวบ้านศรัทธา

เทพไทย้ำว่านายชวนไม่ได้โจมตีอสม.ทุกคน แต่เป็นบางกลุ่มบางส่วนที่เป็นส่วนใหญ่ คล้ายนักการเมืองเองที่มีทั้งดีทั้งชั่ว แต่ยุคนี้คนซื้อเสียงเยอะกว่า ส่วนข่าวลือเสนอยุบอสม.น่ะ บิดเบือนหมด! นายชวนคือผู้ก่อตั้งอสม.สมัยเป็นนายกฯ สมัยอภิสิทธิ์ก็ให้ค่าตอบแทน 600 บาท/เดือน เจตนาดีเพื่อสุขภาพประชาชน แต่บางพรรคบิดเบือนใช้ซื้อเสียง ชวนเลยผิดหวัง อยากปกป้องให้อสม.ทำหน้าที่จริงๆ

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง ชัดเจนแบบนี้ ทำให้เราเห็นปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทย เราต้องยอมรับความจริงเพื่อแก้ไข

ในมุมผมนะครับ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกเลือกตั้ง ถ้าไม่แก้ที่ราก เช่น เพิ่มการตรวจสอบเครือข่ายท้องถิ่น สร้างกลไกป้องกันอสม.และกำนันถูกใช้ การเมืองไทยจะวนลูปทุจริตต่อไป สุดท้าย insight สำคัญคือ การเลือกตั้งโปร่งใสต้องเริ่มจากประชาชนอย่างเรา ไม่รับเงิน ไม่ใช่เครื่องมือ แล้วสนับสนุนนักการเมืองสะอาด

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนตื่นตัว!

ที่มา – “เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง

นิด้าโพล ชี้ ทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน หลังจากวันเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไป ทุกคนยังคงให้ความสนใจกับประเด็นร้อนอย่างการทุจริตเลือกตั้งกันมากเลยนะครับ ล่าสุด นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้ ผลสำรวจจากศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ทำการเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ ระดับการศึกษาและรายได้ ทำให้เราได้เห็นมุมมองของประชาชนจริงๆ ต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.

นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้

ผลสำรวจนี้ทำระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 ถามถึงประเด็นสำคัญๆ หลายอย่าง โดยเริ่มจาก การทุจริตการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตัวเอง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมองในแง่บวกครับ

สถานการณ์ทุจริตเลือกตั้งในเขตของคุณเป็นอย่างไร

  • 40.08% ระบุว่า ไม่มีแน่นอน – ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในเขตตัวเอง
  • 23.51% ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า
  • 19.54% อาจจะมี
  • 16.87% มีแน่นอน

เห็นได้ชัดว่าประชาชนกว่าสี่ในสิบมองว่าไม่มีทุจริตเลย ซึ่งเป็นสัญญาณดีต่อระบบเลือกตั้งไทย แต่สำหรับกลุ่มที่ระบุว่ามีหรืออาจมี (รวม 36.41% หรือ 477 ตัวอย่าง) เมื่อถามถึงความสามารถของ กกต. ในการลงโทษผู้กระทำผิด พวกเขาก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นเท่าไหร่

ประชาชนไม่เชื่อมั่น กกต. ลงโทษทุจริตเลือกตั้ง

  • 58.28% บอกว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย – สูงสุด!
  • 28.93% อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี
  • 11.32% จะสามารถลงโทษได้แน่นอน
  • 1.47% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. ได้ดีเลยครับ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? อาจเพราะประสบการณ์ในอดีตที่เคยมีข่าวการทุจริตแต่ลงโทษช้า หรือบางครั้งก็ไม่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายยังไม่เข้มแข็งพอ นอกจากนี้ยังถามถึง ความพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง ในเขตตัวเองด้วย

  • 38.55% ค่อนข้างพอใจ
  • 22.29% พอใจมาก
  • 20.84% ไม่ค่อยพอใจ
  • 17.63% ไม่พอใจเลย
  • 0.69% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โดยรวมแล้ว ประชาชนกว่า 60% พอใจหรือค่อนข้างพอใจการจัดการเลือกตั้ง แสดงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โดยรวมราบรื่นดี แต่ประเด็นทุจริตยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขด่วน

มาวิเคราะห์กันหน่อยนะครับ ทำไมกลุ่มที่เห็นทุจริตถึงไม่เชื่อ กกต.? อาจเพราะระบบรายงานการทุจริตยังไม่สะดวก หรือหลักฐานยากเก็บ กกต. เองก็มีบุคลากรจำกัดในการตรวจสอบเขตใหญ่ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังเต็มไปด้วยข่าวลือ ทำให้ประชาชนสับสนระหว่างข้อเท็จจริงกับข่าวปลอม ในทางกลับกัน ตัวเลขที่บอกไม่มีทุจริต 40% แสดงถึงความสำเร็จของมาตรการป้องกันที่ กกต. ทำไว้ เช่น การติดกล้อง CCTV ที่คูหา หรือแอปพลิเคชันรายงานผิดปกติ

แต่เพื่อให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น ผมคิดว่าเราต้องมีกลไกใหม่ๆ เช่น AI ช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ หรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากกว่านี้ นอกจากนี้ การลงโทษที่รวดเร็วและเปิดเผยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เยอะเลยครับ

ส่วนตัวผมมองว่าผลสำรวจนี้เป็น wake-up call สำหรับ กกต. และนักการเมืองทุกฝ่าย ถ้าต้องการประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ต้องกำจัดทุจริตให้สิ้นซาก คุณล่ะครับ สัมผัสทุจริตในเขตตัวเองไหม? พอใจ กกต. ขนาดไหน? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้ระบบดีขึ้น!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นิด้าโพล ชี้ กลุ่มคนมองมีเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ไม่เชื่อ กกต. จะลงโทษผู้กระทำผิดได้

สส.แจ้งความ! สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับหญิงสาวที่ใช้เบอร์โทรศัพท์ปริศนาติดต่อมาเพื่อขอซื้อเสียงโหวตในร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ โดยนายชัชวาลได้มอบหลักฐานเป็นคลิปเสียงสนทนาทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 มาตรา 176

นายชัชวาลให้สัมภาษณ์ว่า จุดประสงค์ของการแจ้งความครั้งนี้คือต้องการให้มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ปรากฏชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนา ในคลิปเสียง เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวกับที่ติดต่อ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 ของพรรค ซึ่งได้มีการพบปะพูดคุยกันแล้ว นายชัชวาลมองว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่การใช้นอมินีเพียงชั้นเดียว แต่อาจมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น การตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจมากน้อยเพียงใดอาจไม่สำคัญเท่ากับการสืบสวนว่าใครเป็นผู้สั่งการ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า

นายชัชวาลย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 เมื่อหญิงคนดังกล่าวได้ติดต่อกับ สส.วีรนันท์ก่อน โดยระหว่างการสนทนามีการพูดคุยกับบุคคลที่สามด้วย จากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 หญิงคนนี้ได้โทรศัพท์มาหานายชัชวาลโดยตรง

ทั้งนี้ นายชัชวาลกล่าวว่า “ขอย้ำอีกครั้ง ผมไม่เคยกล่าวหาใคร เพราะอาจเป็นขบวนการสร้างเรื่องเพื่อต้องการดิสเครดิต สส. ของพรรคประชาชนก็ได้”

ตำรวจเร่งสอบสวน “สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต”

นายชัชวาลกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนาของผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะสามารถเรียกตัวมาสอบสวนได้อย่างไม่ยาก ทุกอย่างจะได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือการที่ สส.พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านการทุจริตและการซื้อเสียงในวงการการเมือง การที่นายชัชวาลเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีขบวนการดิสเครดิตอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นการเปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาถึงแรงจูงใจและความซับซ้อนของเรื่องนี้

การดำเนินการของ สส. ชัชวาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มคนที่คิดจะใช้วิธีการที่ไม่สุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การเปิดโปงขบวนการสส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา

การที่ สส. ชัชวาลเน้นย้ำว่า เขาไม่ได้กล่าวหาใคร แต่ต้องการให้มีการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ถือเป็นท่าทีที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล การปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อเสียง หากเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนจนพบผู้บงการเบื้องหลังได้ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

การที่ สส. กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้หรือไม่ และจะมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไร เพราะผลลัพธ์ของคดีนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและอนาคตของการเมืองไทย

การที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา จะช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงและผลกระทบที่เกิดขึ้น การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่สนับสนุนการซื้อเสียง และเลือกนักการเมืองที่มีคุณธรรม จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหานี้

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

Scroll to top