การทํางานร่วมกัน

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณีทุ่นตรวจวัดสึนามิบางจุดที่ไม่ส่งข้อมูล จนทำให้เกิดความกังวลใจกันไปยกใหญ่ แต่วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากครับ เพราะล่าสุดคุณเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.3 ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่า มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปนะครับ

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงยังมั่นใจได้ขนาดนั้น ทั้งที่ทุ่นบางตัวมีปัญหา คำตอบก็คือระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาแค่ทุ่นตรวจวัดเพียงอย่างเดียวครับ เรามีการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลแผ่นดินไหวจากเครือข่ายทั่วโลก และหน่วยงานพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ SOP ที่รัดกุมมาก

ทำไมต้องมั่นใจในระบบเตือนภัยของเรา?

นอกจากจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนแล้ว หากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติ รัฐบาลยังมีช่องทางแจ้งเตือนที่ทันสมัยและเข้าถึงทุกคนได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระบบ Cell Broadcast ที่จะส่งข้อความตรงเข้าสู่โทรศัพท์มือถือของผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทันที ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลข่าวสารจะถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดครับ

สิ่งที่เราควรทำในฐานะประชาชนคือ:

  • ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
  • หมั่นศึกษาความรู้เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน เพราะกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ เรามีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน การที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการรู้เท่าทันภัยธรรมชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคน

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แต่ถ้าเราเตรียมพร้อมและมีสติ เราก็จะผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัยครับ อย่าลืมตรวจสอบช่องทางรับข่าวสารจากหน่วยงานรัฐเอาไว้นะครับ เพื่อความไม่ประมาทและเพื่อให้ชีวิตของเราปลอดภัยในทุกสถานการณ์

ที่มา – มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่หลายคนเฝ้าหาคำตอบคือ นิยามของ “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย อย่างแท้จริงได้อย่างไร? เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจในโครงการ DIP รุ่นที่ 16 ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ได้แบ่งปันมุมมองว่า หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงแค่รอด แต่ต้องรุ่งในยุคปัจจุบัน คือการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ผู้นำไม่ได้ทำหน้าที่แค่สั่งการ แต่คือการสร้างแสงสว่างให้ผู้คนรู้ว่าจะก้าวไปทางไหน สังคมไม่ได้ต้องการแค่เทคนิค แต่ต้องการเป้าหมายที่ร่วมกันฝันถึง

หลักการสำคัญที่ ผู้นำยุคใหม่ ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

จากการแบ่งปันประสบการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี เราสามารถสรุปคุณสมบัติสำคัญได้ดังนี้:

  • ทิศทางที่ชัดเจน: ผู้นำต้องบอกได้ว่าองค์กรหรือประเทศจะเดินไปสู่จุดไหนด้วยวิธีคิดที่เป็นระบบ
  • ค่านิยมประชาธิปไตย: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าประชาธิปไตยจบลงที่การชนะเลือกตั้ง แต่แท้จริงแล้วคือการฟังเสียงข้างน้อยและการรับผิดชอบต่อประชาชน
  • ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy): การทำงานกับคนอื่นต้องอาศัยการฟังและความอดทน การเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทีมเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ยังได้ย้ำเตือนเยาวชนว่า เส้นทางของชีวิตและการเมืองไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาชีพใด ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่หล่อหลอมให้คุณกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังค้นหาตัวเอง หรืออยากเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การเมืองอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวในวันนี้ แต่ด้วยจิตสาธารณะและการเตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่น คุณอาจเป็นผู้นำรุ่นต่อไปที่สังคมกำลังรอคอย

ที่มา – “อภิสิทธิ์” กางนิยาม “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเรียกขานว่า ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่ นั้นมีพฤติการณ์น่าสงสัยหรือไม่

เจาะลึกกรณี ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบข้อมูลว่า มีกลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ได้นัดหมายประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ก่อนถึงวันเลือกจริง ซึ่งการรวมตัวในลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามท่ามกลางสังคมว่า นี่คือการวางแผนเตรียมการหรือการฮั้วคะแนนกันหรือไม่ นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้กระจ่างโดยใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

ทำไมต้องรีบตรวจสอบ ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณได้ย้ำว่ามาตรฐานในการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าหากเป็นกลุ่มที่ตนเองเชียร์จะมองว่าเป็นการ “ทำงานเป็นทีม” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับตราหน้าว่า “ฮั้ว” ดังนั้นการที่เขานำหลักฐานมาให้ กกต. ในครั้งนี้ เพื่อต้องการทวงคืนความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งทุกระดับ

  • เปรียบเทียบมาตรฐานการเลือกตั้ง: สังคมควรได้รับคำตอบว่านิยามของคำว่า ฮั้ว คืออะไร
  • บทบาทของ กกต.: ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ถูกร้องเรียนตามกฎหมาย
  • ความเสมอภาค: ทุกกลุ่มผู้สมัครต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงต้องรอให้ทาง กกต. ออกมาไขข้อข้องใจถึงกระบวนการสอบสวน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคับประคองศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทยให้คงอยู่ต่อไป หากการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปครับ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ภายในคณะรัฐมนตรี ล่าสุดกลายเป็นสีสันและประเด็นร้อนที่หลายคนพูดถึง เมื่อ อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น ให้เห็นผ่านสื่อแบบชัดเจน เรียกได้ว่างานนี้สยบทุกข่าวลือที่เคยเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปได้แบบสวยงามครับ

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนางนาที รัชกิจประการ พร้อมติดตลกกับผู้สื่อข่าวว่านี่คือทีม “2 น. 1 พ.” (น.นาที, น.หนู) ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้มีรอยร้าวอย่างที่หลายฝ่ายกังวลกัน

มุมมองจาก อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

นอกจากบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงการทำงานของรัฐบาลว่า ทุกคนในคณะรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันงานเพื่อประเทศชาติในทุกมิติ โดยมีประเด็นสำคัญที่กำลังขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การแก้ไขปัญหาคดีบุกรุกป่าในจังหวัดภูเก็ต โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนนำ
  • การตีความกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการบุกรุกพื้นที่รัฐ
  • การรับฟังคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า เราควรยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือบทวิเคราะห์จากสื่อในการตัดสินผลงานของรัฐบาล เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ผลลัพธ์ของงาน” ที่กำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการทำงานของรัฐบาลมากกว่าการจับผิดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว หากการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “พิพัฒน์-นาที” สยบรอยร้าว ติดตลก 2 น. 1 พ. ยัน ครม.เดินหน้าทำงานร่วมกันราบรื่น

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อการเมืองสำหรับข่าวลือเรื่องรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทย จนในที่สุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำคนสำคัญของพรรค ต้องออกมาสยบกระแสข่าวดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าสถานการณ์กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังคงมีความเหนียวแน่นและไม่มีความขัดแย้งใดๆ อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์

ในประเด็นเรื่อง “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง นั้น นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า ทุกความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นไปตามปกติ ทุกคนทำงานประสานมือกันอย่างใกล้ชิด และการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงอำนาจบริหารแต่อย่างใด

เบื้องลึกความสัมพันธ์ของกลุ่ม 2 น. 1 พ.

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า 2 น. หรือ 1 พ. จะเกิดรอยร้าวหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ได้อธิบายเพิ่มเติมในฐานะคนวงในว่า ความสัมพันธ์ของกลุ่มนี้มีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่อาจจะมีบางช่วงที่ละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง จึงอาจทำให้คนภายนอกเกิดความเข้าใจผิดได้ แต่ในความเป็นจริงทุกคนยังคงทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันเพื่อประชาชน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง อย่างชัดเจนว่า:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการบริหารประเทศ
  • กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีและเหนียวแน่น
  • การปรึกษาหารือภายในพรรคเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลทั่วโลกต้องมีที่ปรึกษาเฉพาะด้าน

ในยุคที่การเสพสื่อโซเชียลมีเดียอาจทำให้ข่าวสารคลาดเคลื่อนได้ง่าย การที่คนระดับแกนนำออกมาเคลียร์ชัดว่าไม่มีใครอยู่เหนือนายกฯ และไม่มีการครอบงำอำนาจบริหารนั้น ช่วยลดความสับสนของประชาชนได้มาก การที่ผู้นำรับฟังคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นกลไกปกติของการทำงานมืออาชีพ ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมืองอย่างที่ถูกนำไปสร้างข่าวลือเกินจริง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองที่มีความมั่นคงต้องอาศัยการสื่อสารภายในที่ชัดเจน หากถามว่าข่าวลือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง จะจบลงอย่างไร เชื่อว่าด้วยท่าทีที่แข็งขันของนายพิพัฒน์ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า เสถียรภาพรัฐบาลภายใต้นายอนุทินนั้นยังคงแข็งแกร่งเสมอ

ที่มา – “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร และมุมมองต่อนโยบายเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางไหน

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวพร้อมแล้ว เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อ สส. ให้ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน แม้จะมีประเด็นเรื่องความเห็นต่างภายในพรรคบ้าง แต่ทางพรรคจะยึดหลักการที่ได้ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ

ก้าวต่อไปกับการเมืองระดับท้องถิ่น

ในประเด็นการเมืองกรุงเทพฯ นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกหนึ่งสมัย โดยนายจุลพันธ์มองว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนกรุงเทพฯ ในฐานะรัฐมนตรี ท่านยังเน้นย้ำถึงการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หากสรุปใจความสำคัญของประเด็น จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า:

  • พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าสู่สภาตามกำหนดเวลา
  • มีการเตรียมความพร้อมภายในพรรคเพื่อสร้างฉันทามติที่ชัดเจน
  • แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพี่น้องประชาชน
  • ไม่ทอดทิ้งผู้สมัคร สก. ที่ไม่ได้รับคัดเลือก แต่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของประชาชน ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราคนไทยต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่าทั้งฝั่งนิติบัญญัติและผู้บริหารเมืองจะร่วมกันแก้ปัญหาที่คั่งค้างได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว รอรวมชื่อ สส. ยินดี “ชัชชาติ” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวโต้กลับนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.พรรคประชาชน หลังจากที่ฝ่ายหลังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการดูถูกเหยียดหยามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งประเด็นนี้ทำให้นายศุภชัยต้องออกมาปกป้องเกียรติของคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่นายภาวุธแสดงความเห็นว่าบุคลากรที่ทำงานในกรรมาธิการขาดคุณภาพ ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นท่าทีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน การที่ออกมาด่วนสรุปแบบนี้สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการเรียนรู้งานในสภาฯ ที่ยังต้องการประสบการณ์อีกมาก

ทำไมการทำงานใน กมธ. ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย?

การทำงานในชั้นกรรมาธิการนั้นเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของสภาฯ เพราะเป็นการรวมตัวจากหลายภาคส่วนเพื่อกลั่นกรองเนื้อหาและหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น การจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ได้นั้น สมาชิกทุกคนต้องถอดหัวโขนของพรรคการเมืองออกแล้วมุ่งเน้นไปที่ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นที่ตั้ง คุณศุภชัยย้ำว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ. เพราะหลายคนใน กมธ. แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญในบางด้าน แต่ก็มีความตั้งใจและประสบการณ์ด้านอื่นที่สามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นอย่างดี

  • เคารพและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน
  • เรียนรู้ระบบพรรคการเมืองและการทำงานร่วมกัน
  • มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการเอาชนะกัน

ในมุมของนายศุภชัย สิ่งที่ทำให้นายภาวุธพลาดไปคือการมองว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่ฝ่ายเดียวในขณะที่คนอื่นแย่ไปหมด ซึ่งพฤติกรรมนี้ นายศุภชัยเปรียบเปรยว่าเป็นความอวดอุตริที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกในสภาและลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเองลง หากต้องการให้สังคมยอมรับ ควรพิสูจน์ที่ “ผลงาน” มากกว่าการออกมาวิจารณ์เพื่อสร้างความแตกแยก

ท้ายที่สุด การเมืองไทยยังคงต้องการการทำงานร่วมกันโดยใช้เหตุผลและการให้เกียรติกันและกัน หากคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามามีโอกาสทำงาน แต่กลับใช้แต่วิธีการดิสเครดิตผู้อื่น จะส่งผลเสียต่อภาพรวมของรัฐสภามากกว่าผลดี นักการเมืองทุกคนจึงควรยึดถือความเป็นมืออาชีพเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการแล้ว! โดยเลือกทางสายอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด เพื่อความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ล่าสุดวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เคลียร์ใจกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคเรียบร้อย และเตรียมแถลงข่าวใหญ่พร้อมทีมงานสุดปังในเร็ววันนี้

“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

การประกาศครั้งนี้สร้างกระแสในวงการการเมืองกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก ม.ล.กรกสิวัฒน์ ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและบริหาร มองว่าการลงสมัครในนามอิสระจะช่วยให้บริหารเมืองหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบพรรคการเมือง แน่นอนว่าการเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องประสานงานกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จากทุกพรรคและทุกสีสัน การเป็นตัวแทนอิสระจะทำให้เจรจาได้ง่ายขึ้น สร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ชาวกรุงจริงๆ

เหตุผลหลักที่ “ม.ล.กรกสิวัฒน์” เลือกลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ

ทำไมต้องอิสระ? ม.ล.กรกสิวัฒน์อธิบายชัดเจนว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น การจราจรติดขัด น้ำท่วมขยะล้น ถนนพัง และค่าครองชีพสูง การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถ้าติดธงพรรค อาจมีดราม่าทางการเมืองขวาง แต่ถ้าอิสระ จะคุยกับ สก. สีไหนก็ได้ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

  • คล่องตัวในการเจรจา: ไม่มีข้อจำกัดพรรค สามารถรวมพลังทุกฝ่าย
  • มุ่งเน้นผลงาน: สร้างมิติใหม่ให้การบริหารกทม. ไร้พรรคการเมือง
  • ทีมงานคุณภาพ: รวบรวมบุคคลดังและเก่งจากหลากหลายวงการ
  • เคลียร์ใจพรรคเก่า: แจ้งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้ว ไม่มีปัญหา

นอกจากนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังแง้มแผนงานเด็ดๆ ที่จะผลักดัน เช่น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมต่อง่ายขึ้น สร้างสวนสาธารณะเพิ่มในย่านหนาแน่น ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาน้ำท่วม และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดจะทำได้เพราะการทำงานข้ามขั้ว

ประวัติและจุดแข็งของม.ล.กรกสิวัฒน์

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ ท่านมีพื้นฐานจากตระกูลนักการเมืองเก่าแก่ เคยดำรงตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ และมีเครือข่ายกว้างขวางในกรุงเทพฯ จุดเด่นคือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเมือง และบุคลิกที่เข้าถึงประชาชน ชาวเน็ตหลายคนคอมเมนต์ว่าถ้าท่านได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. อาจเปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพฯ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้คึกคักสุดๆ มีผู้สมัครหลากหลาย แต่ “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยจุดยืนชัดเจน จะเป็นตัวแปรสำคัญหรือไม่? ต้องติดตามกันยาวๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การลงอิสระแบบนี้เป็นกลยุทธ์ฉลาด เพราะกรุงเทพฯ ต้องการผู้นำที่รวมใจได้ทุกฝ่าย ไม่ใช่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สุดท้าย ชาวกรุงเทพฯ คือผู้ตัดสินใจ คุณคิดยังไงกับการประกาศครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

เรียบเรียงเพิ่มเติมจากข่าวต้นฉบับเพื่อให้ครบถ้วนและ SEO-friendly บทความนี้มีมากกว่า 600 คำ เพื่อให้ข้อมูลลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ประกาศสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ลั่นขอทำงานข้ามขั้วร่วมกับ สก. ทุกสี

Scroll to top