การบริหารราชการแผ่นดิน

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เพื่อให้เร่งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดและเลขาธิการ กสทช. กรณีปล่อยให้ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานองค์กรอิสระแห่งนี้

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญไชยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ทว่าทางสำนักงาน กสทช. กลับยังคงปล่อยให้เข้าร่วมประชุมบอร์ดหลายครั้ง สร้างความกังขาให้กับประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่มีการยับยั้งตามกฎหมาย

เปิด 4 ประเด็นเดือดที่ต้องตรวจสอบ

ทางสภาผู้บริโภคได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ต้องการให้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ได้แก่:

  • ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่
  • การตรวจสอบการแจ้งข้อมูลต่อวุฒิสภาว่ามีความเป็นเท็จหรือไม่ เกี่ยวกับสถานะการรับค่าตอบแทนในโรงพยาบาลรัฐ
  • ตรวจสอบการขัดกันแห่งผลประโยชน์จากการรับเงินเดือนสองทาง
  • การตรวจสอบบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ นั้น อาจมีปมเบื้องหลังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณกองทุน USO ที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งมีความพยายามจะเร่งอนุมัติโครงการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังรวมไปถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคทุกคน การที่หน่วยงานตรวจสอบภาคประชาชนอย่างสภาผู้บริโภคต้องออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนให้เห็นว่าระบบกลไกการตรวจสอบภายในองค์กรอาจมีปัญหาอย่างร้ายแรง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายลดวาระเหลือ 5 ปี

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังมีการขยับตัวปรับแก้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจในการบริหารจัดการในระดับพื้นที่

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี

นายยงยศเปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนของกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเกิดขึ้นเพื่อปรับวาระการดำรงตำแหน่งจากเดิมที่อยู่จนเกษียณอายุ 60 ปี ให้เหลือเพียง 5 ปีนั้น ทางชมรมพร้อมยอมรับและปฏิบัติตามกติกาใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน แต่จะเป็นกฎเกณฑ์สำหรับผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใหม่ในอนาคต

ข้อดีและมุมมองต่อการปรับเปลี่ยนวาระการทำงาน

การที่ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่มองเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเปลี่ยนผ่านวาระที่สั้นลงอาจช่วยให้เกิดการหมุนเวียนผู้นำรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นายยงยศยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการดำรงตำแหน่งจนครบ 60 ปีเดิม คือความต่อเนื่องในการดูแลปัญหาความมั่นคงและยาเสพติด ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความคุ้นเคยกับพื้นที่อย่างยาวนาน

  • การปรับลดวาระอาจช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของผู้นำในท้องถิ่น
  • ยังคงเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและยาเสพติดเป็นภารกิจหลัก
  • ยืนยันว่าการทำงานปัจจุบันมีการประเมินผลอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว

นอกจากประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ทางชมรมยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับกองทุนพัฒนาสตรีอำเภอละ 1 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมองว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นแบบอย่างในการสร้างรายได้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

ในมุมมองของเรา นี่คือความเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชมของภาคประชาชนและข้าราชการท้องถิ่นที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่เป้าหมายสูงสุดคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ที่มา – “ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ” รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

เรียกได้ว่าเป็นการประชุมที่เข้มข้นสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง เพื่อวางทิศทางการบริหารประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเน้นย้ำเรื่องการบูรณาการทำงานแบบไม่แบ่งแยกกระทรวง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ในช่วงหนึ่งของการประชุม ท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับภารกิจระดับประเทศ โดยเฉพาะหัวข้อ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ท่านได้เน้นย้ำกับทีมเจรจาว่าทุกกระทรวงต้องสนับสนุนข้อมูลให้ถึงกันอย่างทันท่วงที เพราะถ้าหากข้อมูลไม่แน่นพอจนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ หรือต้องขอข้อมูลเพิ่มระหว่างการเจรจา จะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที

เหตุผลที่ต้องบูรณาการข้อมูลให้เข้มแข็ง

การทำงานเชิงรุกในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่ความสำเร็จในการเจรจาขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวที่พร้อม การที่ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ข้าราชการทุกคนทำงานแบบมืออาชีพ โดยท่านเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากเราทำการบ้านมาไม่ดี คู่เจรจาจะจับทางเราได้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะตัวแทนของประเทศ

  • ทีมงานต้องพร้อม: ข้อมูลทุกด้านต้องถูกรวบรวมและวิเคราะห์ก่อนเข้าประชุม
  • บูรณาการแบบไร้รอยต่อ: ไม่มีการกอดผลประโยชน์กระทรวง แต่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง
  • ความแข็งแกร่งของรัฐบาล: การทำงานร่วมกันของหัวหน้าส่วนราชการคือหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังฝากอีกว่าข้าราชการเปรียบเสมือนเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้อง “ไม่ใส่เกียร์ว่าง” และต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยท่านย้ำเสมอว่าตราบใดที่ยังมีตำแหน่งอยู่ หน้าที่ความรับผิดชอบคือสิ่งที่สูงสุด การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งการในห้องประชุมเท่านั้น แต่เป็นคำเตือนใจถึงความสำคัญของการเป็นตัวแทนประเทศในการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรือการเจรจาระหว่างประเทศ การเตรียมตัวที่ดีและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐ จะเป็นเกราะปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการกันมาบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจของคนตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างมหาศาล ล่าสุดคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตีแผ่ความจริงว่าเรื่องนี้เปรียบเสมือน “มะเร็งร้าย” ที่ต้องรีบจัดการให้สิ้นซาก วันนี้เราจะมาสรุปประเด็น ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้ครับ

เจาะลึก 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ

การคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของประเทศ หากเราได้คนที่ไม่โปร่งใสเข้ามาทำงาน ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้มะเร็งร้ายเหล่านี้เติบโตภายในโครงสร้างรัฐ ต่อไปนี้คือแนวทางที่นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังครับ:

รายละเอียดมาตรการเพิ่มโทษหนักและเอาผิดทางอาญา

  • บัญญัติให้เป็นความผิดอาญา: เมื่อ ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ จึงมุ่งเน้นการกำหนดกฎหมายเฉพาะให้การโกงสอบถือเป็นคดีอาญาอย่างชัดเจน
  • บูรณาการหน่วยงานตรวจสอบ: เพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ปปง. เข้ามามีบทบาทตรวจสอบและสืบสวนเชิงลึก
  • ช่องทางแจ้งเบาะแสอิเล็กทรอนิกส์: สร้างความสะดวกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีความปลอดภัย
  • อำนาจสืบสวนเร่งด่วน: เมื่อพบเหตุทุจริต สามารถสั่งยุติการสอบชั่วคราวเพื่อดำเนินการสืบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
  • บทลงโทษขั้นเด็ดขาด: ผู้ทุจริตจะต้องถูกตัดสิทธิ์จากการสอบราชการทุกประเภทและทุกหน่วยงานอย่างถาวร
  • เพิ่มโทษหนักเป็นสองเท่า: หากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องโดนไล่ออกจากราชการและรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าตัว

มาตรการที่ ปกรณ์ ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ นี้ไม่ได้เพียงแค่ต้องการขู่ให้กลัว แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ระบบราชการไทยมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น การได้คนเก่งและคนดีเข้ามาทำงานย่อมส่งผลดีต่อประชาชน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นคืนสู่ระบบบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การใช้ยาแรงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะหากเราไม่เด็ดขาดกับคนที่ฉ้อโกงตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ก็ยากที่จะหวังความซื่อสัตย์เมื่อเขาเหล่านั้นได้ก้าวขึ้นไปมีอำนาจจริงๆ คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? คิดว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกำจัดปัญหาการโกงสอบได้จริงหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ชง 7 แนวทางป้องกันทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ ชี้เป็นมะเร็งร้าย-แนะใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

“เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

“เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนภูเก็ตกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเคลื่อนไหวของ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ที่ออกมาตีแผ่ความล้มเหลวของการบริหารจัดการส่วนกลาง โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกิดขึ้นถี่เกินไป จนหลายคนตั้งฉายาให้ว่าเป็นระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ที่สร้างความเสียหายให้กับจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมหาศาล

นายเฉลิมพงศ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้ว่าฯ ถูกย้ายบ่อยครั้งเพียงไม่ถึงปี ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย เมืองภูเก็ตไม่ได้ต้องการเพียงคนมาเพื่อรอเกษียณอายุราชการหรือสร้างผลงานเพื่อรอเลื่อนตำแหน่ง แต่ต้องการ “นักบริหาร” ที่เข้าใจปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด ปัญหาน้ำประปา หรือแม้แต่เรื่องมาเฟียในพื้นที่

ปัญหาโครงสร้างที่ต้องแก้ไขด้วยการเลือกตั้ง

ทำไม “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง กลายเป็นวาทกรรมหลักของเรื่องนี้? เพราะปัญหาของภูเก็ตมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยนโยบายระยะสั้นๆ ที่สั่งตรงมาจากกรุงเทพฯ การบริหารที่ไร้ทิศทางคงที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของเมืองตัวเองเลยแม้แต่น้อย

แนวทางที่ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนเสนอและดูจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือ:

  • การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง: เพื่อให้ผู้บริหารเมืองยึดโยงกับเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
  • การกระจายอำนาจ: ให้คนในจังหวัดมีสิทธิ์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาด้วยตัวเอง
  • ความรับผิดชอบเชิงประจักษ์: ถ้าผู้ว่าฯ คนไหนทำงานดี ประชาชนย่อมให้โอกาสทำงานต่อ แต่ถ้าทำพัง ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้ง

หากเรายังวนเวียนอยู่กับระบบเดิมที่แต่งตั้งคนจากส่วนกลางลงมา โดยไม่ได้คำปรึกษาจากคนในพื้นที่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ได้ยินข่าว “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง จะยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกไปอีกนานแสนนาน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะกล้าก้าวข้ามกรอบแนวคิดแบบรวมศูนย์เดิมๆ แล้วหันมามอบอำนาจการตัดสินใจให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลบ้านเกิดของตนเอง เพื่อพัฒนาภูเก็ตให้เป็นเมืองที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน การทวงคืนสิทธิในการเลือกผู้นำจังหวัด คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกท่าน! วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันนะครับ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ด้วยตัวเองเลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 (ปรับจากข้อมูลต้นฉบับ) เพื่อปรับทัพใหญ่การบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งงานออกเป็น 8 กลุ่มภารกิจหรือ Cluster เพื่อให้การทำงานคล่องตัว บูรณาการข้ามหน่วยงานได้ดีขึ้น สร้างความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงสุด ตามสไตล์ “ควิก บิ๊ก วิน” ที่แถลงต่อสภาไปแล้ว

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

ไฮไลต์สำคัญคือตัวนายกฯ เองขอลงมือใน กลุ่มภารกิจที่ 1 ซึ่งเป็นงานหนัก ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี และความผิดทางออนไลน์ทุกประเภท โดยเฉพาะเว็บพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดหนัก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไม่น้อย นี่คือวาระเร่งด่วนที่กระทบต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตคนไทยโดยตรง การที่นายกฯ อาสาลุยเอง แสดงถึงความมุ่งมั่นจริงจัง หวังจะเห็นผลลัพธ์เร็วๆ นี้ครับ

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ มีอะไรบ้าง?

ส่วนงานอื่นๆ ได้กระจายให้ 7 รองนายกรัฐมนตรีคุมตามความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ หากมีข้อขัดแย้ง นายกฯ ชี้ขาดสุดท้าย มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • กลุ่ม 1: นายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) – ปราบโกง ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี เว็บพนันออนไลน์ งานเร่งด่วนที่ต้องจัดการทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
  • กลุ่ม 2: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ – สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ เช่น น้ำ ไฟฟ้า คมนาคม ให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง
  • กลุ่ม 3: นายทรงศักดิ์ ทองศรี – ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (มุ่ง Net Zero 2050) และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มบทบาทประชาชน
  • กลุ่ม 4: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต AI Semiconductor EV เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
  • กลุ่ม 5: นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – การค้า พาณิชย์ สินค้าเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออกสู่ตลาดโลก เพิ่มรายได้ชาติ
  • กลุ่ม 6: นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – ความมั่นคง อธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ไทย
  • กลุ่ม 7: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ – วิจัย นวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงานยุคดิจิทัล สร้างคนไทยรุ่นใหม่เก่งๆ
  • กลุ่ม 8: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ – ปฏิรูปกฎหมายสากล รัฐบาลดิจิทัล พาไทยเข้าองค์การ OECD ยกระดับสู่สากล

โครงสร้างนี้เน้นการบูรณาการข้ามกระทรวงทบวงกรม หัวหน้ากลุ่มสั่งการได้ทันที ไม่ต้องรอ bureaucracy ยุ่งเหยิงแบบเก่า คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตชาติได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง หรือสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปรับโครงสร้าง 8 กลุ่มภารกิจ

ในยุคที่ไทยเผชิญวิกฤตหลายด้าน การ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ถือเป็นกลยุทธ์ชาญฉลาด เพราะมอบหมายตาม expertise ของแต่ละคน ลดการทับซ้อน เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ โดยเฉพาะงานปราบโกงที่นายกฯ รับเอง จะช่วยคืนความโปร่งใสให้ระบบราชการ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ คลัสเตอร์ด้าน EV AI จะช่วยให้ไทยไม่ตามหลังจีนอเมริกา ส่วน Net Zero จะตอบโจทย์โลกที่ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม เกษตรกรไทยก็ได้ประโยชน์จาก export เกษตรที่แข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไทยจะพ้นวิกฤตได้แน่นอน คุณคิดยังไงกับการตั้ง 8 กลุ่มภารกิจนี้? มันจะเวิร์กจริงเหรอ หรือมีจุดไหนต้องปรับ? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชนสามัคคี

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นี่คือการประชุมนัดแรกหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในวันเดียวกัน นายกฯ ยังได้มอบภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใส่กรอบให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึกด้วย แม้จะขาด น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีภารกิจติด แต่บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง

การประชุมครม.นัดแรก

คำกล่าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประชุม

ก่อนเริ่มประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของวันนี้ว่า แม้เป็นวันเสาร์ แต่ทุกคนต้องมาร่วมงาน เพราะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา 2 วัน ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้ครม.ชุดใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ แล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนใช้ความสามารถเต็มที่ในการแก้ปัญหาประเทศ

นายกฯ ย้ำชัดว่า นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม โดยถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่สนที่มาที่ไปของแต่ละคน ทุกคนต้องสื่อสารกันเพื่อแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่รับฟังและชี้แจงการอภิปรายในสภาด้วยความชัดเจน ถือเป็นการสื่อสารกับประชาชน 77 ล้านคนทั่วประเทศ จากนี้จะเร่งดำเนินนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ แม้ไม่อยู่ในนโยบายหลักก็ตาม นายกฯ และรองนายกฯ พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจ รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกัน

  • ขอบคุณความเหนียวแน่นของครม.ในการอภิปรายนโยบาย
  • ยืนยันไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการบริหาร
  • เน้นสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายที่มา
  • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
  • พร้อมลงพื้นที่สนับสนุนรัฐมนตรีทุกคน
ภาพหมู่ครม.

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งด่วนทุกนโยบาย เช่น การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่นายกฯ เน้น “สามัคคีทำงานเป็นทีม” แสดงถึงความพยายามลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การมอบภาพหมู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

บรรยากาศประชุม

ข้อคิดเห็น: นี่คือสัญญาณบวกที่รัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยงานทันที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ตามที่กล่าว ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต.

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีความคึกคักสุดๆ จากการรวมตัวของเครือข่ายภาคประชาชน ที่นัดชุมนุมภายใต้ชื่อ “ไต่สวนสาธารณะ กกต. โกงเสียงประชาชน” โดยมีไฮไลต์เด็ดคือ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ เพื่อจี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแจงปมเลือกตั้งที่ส่อพิรุธ และหยุดเร่งรับรองผล ส.ส. หวั่นจะกลายเป็นโมฆะในอนาคต

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต. แจงปมเลือกตั้งส่อพิรุธ

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังประชาชน นักกิจกรรมสวมเสื้อสัญลักษณ์ ถือป้ายเรียกร้องความโปร่งใส มีการแสดงดนตรีจากวงสามัญชนเพื่อสะท้อนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผู้เข้าร่วมทยอยมาร่วมอย่างต่อเนื่อง สร้างเวทีเสวนาที่เข้มข้น นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw

ประชาชนรวมพลหน้าหอศิลป์

บก.ลายจุด ขึ้นเวทีปราศรัยอย่างดุเดือด ชี้ให้เห็นช่องโหว่เพียบในการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะระบบรายงานผล ECT Report ที่ล่าช้า ข้อมูลระดับหน่วยเลือกตั้งไม่เปิดเผยครบถ้วน แม้ กกต. จะมีเวลาพร้อมตัวหลายปี แต่กลับอ้างข้อจำกัดเวลา

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ ชำแหละพิรุธเลือกตั้ง

“ข้อมูลระดับหน่วยท่านมีครบตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่เลือกเปิดแค่บางส่วน แล้วรีบรับรอง ส.ส. เยอะแยะ ทั้งที่สังคมยังคาใจ รอความชัดเจนใน 60 วันไม่ได้เหรอ” บก.ลายจุด กล่าว พร้อมเตือนหากศาลรัฐธรรมนูญตีเป็นโมฆะ จะกระทบหนัก ส.ส. หมดสิทธิ์ งบประมาณสูญเปล่า การบริหารแผ่นดินสะดุด

บก.ลายจุดปราศรัย

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ที่ กกต. แจ้งความประชาชนที่ตรวจสอบความผิดปกติ เรียกว่าเป็น SLAPP หรือฟ้องปิดปาก ชี้ไม่เหมาะสม ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เรียกร้องให้ถอนฟ้องทันที เวทีนี้มุ่งสร้างบรรทัดฐานโปร่งใส อยากให้ กกต. มาชี้แจงสองทาง ไม่ใช่แถลงฝ่ายเดียว

เวทีเสวนา

ประเด็นพิรุธที่ กกต. ต้องตอบ

  • ระบบ ECT ล่าช้า: รายงานผลไม่ทันเวลา สร้างความสงสัย
  • ข้อมูลไม่ครบ: ระดับหน่วยเลือกตั้งปิดบัง ละเมิดหลักโปร่งใส
  • เร่งรับรอง ส.ส.: ไม่รอ 60 วัน แม้มีข้อสงสัยไม่สุจริต
  • ฟ้องประชาชน: SLAPP ข่มขู่ผู้ตรวจสอบ

เหตุการณ์ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบเลือกตั้งไทย ที่ประชาชนต้องออกมาเฝ้าระวังเอง แม้รัฐบาลและหน่วยงานจะมีหน้าที่หลักในการรับรองความสุจริต การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจประชาธิปไตย หาก กกต. ไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจระยะยาว

จากประสบการณ์ในอดีต เห็นได้ชัดว่ากรณีพิพาทเลือกตั้งมักจบที่ศาล หากข้อมูลไม่ชัด จะยิ่งยืดเยื้อ สร้างความเสียหายให้ประเทศ นักวิชาการและนักกฎหมายจาก iLaw ยังเสริมว่ากฎหมายกำหนดให้เปิดข้อมูลทั้งหมดเพื่อตรวจสอบได้

สุดท้ายแล้ว เวทีนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิพื้นฐานในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ประชาชนทุกคนมีส่วนสำคัญในการรักษาความถูกต้อง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ ครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ช่วยกันจับตาการเมืองไทยให้โปร่งใสยิ่งขึ้น!

ที่มา – “บก.ลายจุด-ไอลอว์” เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต. แจงปมเลือกตั้งส่อพิรุธ เร่งรับรองผลหวั่นโมฆะ

Scroll to top