การปฏิบัติหน้าที่

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ภาครัฐออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ อย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งบทลงโทษนั้นถือว่ามีความรุนแรงมาก โดยท่านได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอดีตปลัดอำเภอเข้าไปพัวพันจนเกิดความเครียดและจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้นั้นมีโทษที่หนักหนาสาหัสเพียงใด

มาตรการเด็ดขาดเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

นายกฯ ได้ย้ำเตือนใจข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญ และการที่ใครสักคนต้องเผชิญกับโทษรวมหลายร้อยปีจากหลายคดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการไม่ริเริ่มทำสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นครับ โดยมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่มีดังนี้:

  • การตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเข้ามาช่วยคัดกรองเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • การลงโทษทางวินัยและอาญาอย่างเฉียบขาดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ยอมให้มีการคอรัปชันหรือการละเมิดกฎหมายจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากสำหรับพลเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากตัดสินใจทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีอดีตปลัดอำเภอจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้นำโดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้ สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยมีเหตุผลสำคัญมาจากความกังวลในเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. ที่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนงานขององค์กรในภาพรวม

ทำไมต้องเร่งรัด “หมอสรณ” ให้ยุติปฏิบัติหน้าที่?

ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือความชะงักงันภายในสำนักงาน กสทช. ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค นางสาวสุภิญญาระบุว่า กสทช. กำลังอยู่ในสภาวะคอขวด ไม่สามารถขับเคลื่อนวาระสำคัญต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาต Digital TV ที่จะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า หากไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ตกอยู่กับภาคประชาชนและผู้ประกอบการสื่อโดยตรง การที่สภาองค์กรของผู้บริโภคต้องออกมายื่นหนังสือเพื่อ สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. จึงถือเป็นความพยายามเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับข้อเรียกร้องหลักจากทางสภาผู้บริโภคมีดังนี้:

  • ขอให้ท่านนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กร กสทช.
  • ให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน เตรียมพร้อมรับมือวาระงานที่ค้างอยู่จำนวนมาก
  • ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้สถาบัน กสทช. กลับมาทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวสุภิญญา ยังได้ฝากข้อคิดถึงอดีตของตนเองในการเป็นกรรมการ กสทช. ว่าบางครั้งการถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และยังไม่สายเกินไปที่จะตัดสินใจในขณะนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดนอกจากการให้ทุกฝ่ายหวนกลับมาตั้งต้นที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด เพราะหากปล่อยให้เกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจหรือความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุดก็คือพวกเราเหล่าผู้บริโภคทุกคน หวังว่าทาง กสทช. และรัฐบาลจะเร่งหาทางออกร่วมกันโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงหน่วยงานรัฐ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ โดยมองว่าเป็นมติที่ไม่มีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการทำงาน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านสื่อมวลชน

จุดเริ่มต้นของชนวนเหตุความขัดแย้ง

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและเข้าข่าย “สละสิทธิ์” การดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำให้นายพชรและทีมกฎหมายต้องเร่งหาแนวทางดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพราะคำว่าสละสิทธิ์นั้นต้องเป็นเจตจำนงของตัวบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาตัดสินแทนได้

ประเด็นที่น่าสนใจในการโต้แย้งครั้งนี้ มีดังนี้:

  • ประธาน กสทช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย
  • มีการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรมานานกว่า 4 ปี หากขาดคุณสมบัติจริงเหตุใดจึงเพิ่งมีการหยิบยกมาพูดถึง
  • ทีมกฎหมายมั่นใจในหลักฐานที่จะนำมาหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าไม่มีมูลความจริง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ครั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังคงเร่งพิจารณาช่องทางดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาอาจไม่มีอำนาจทางปกครองโดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการดิสเครดิตการทำงานของประธาน กสทช. ต่อสายตาสาธารณชน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศอีกด้วย การที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของข้อกฎหมายและกระบวนการคัดเลือกกรรมการ ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบอย่างสูงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และท้ายที่สุดประชาชนควรได้เห็นการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่น่าประทับใจเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 52 ปี โดยเป็นเหตุการณ์ที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ เพื่อเป็นสิริมงคล

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมามอบให้นายสุชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ นายสุชาติได้แสดงความรู้สึกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้ในครั้งนี้ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับการทำงานเพื่อประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป

ความมุ่งมั่นในการทำงานหลังได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้

นายสุชาติได้ให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดนี้ ตนจะขอน้อมนำพระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยยึดมั่นในความจงรักภักดี และมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย รวมถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของชาติให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความกตัญญูและการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อสังคม การได้รับกำลังใจอันสูงส่งเช่นนี้ย่อมเป็นแรงผลักดันชั้นดีในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงทรัพยากรฯ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีในภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไปครับ

ที่มา – “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนรักปลากระป๋องต้องสะดุ้งกันไปตามๆ กัน เมื่อมีการเปิดเผยผลการพิสูจน์แล็บระดับ DNA ที่ชี้ชัดว่า มีแบรนด์ปลากระป๋องบางยี่ห้อที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แอบนำเอา งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นปลาซาร์ดีนชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังเป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ

จากการแถลงข่าวของ สส.พรรคประชาชน ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการยืนยันผลการตรวจ DNA จากตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ “ดอกตันหยง” ที่ผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งระบุชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ใช้คือ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาชนิดรุกรานที่กำลังสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศไทยอย่างหนักในขณะนี้

เปิดปมร้อน: ทำไมเราถึงพบ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปลาหมอคางดำถึงไปโผล่อยู่ในกระป๋องได้? ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการกวาดล้างและประกาศว่านำไปทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ แต่การพบเหตุการณ์ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง หรือ อย. ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบลงลึกถึงระดับ DNA แต่กลับรีบออกมาการันตีว่าไม่ใช่ปลาชนิดดังกล่าว นำไปสู่ข้อครหาถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  • ปลาหมอคางดำคือปลาต่างถิ่นที่มีการแพร่ระบาดรวดเร็วและทำลายวงจรปลาท้องถิ่น
  • การนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยไม่แจ้งฉลากให้ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • การตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสคือสิ่งที่คนไทยต้องการมากกว่าคำพูดชี้แจงที่ไร้น้ำหนัก

ความน่ากังวลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อกำจัดปลาชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2-3 เท่า หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ปลาที่ไม่มีที่มาปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ประชาชนคงต้องตั้งคำถามว่า หน่วยงานหลักอย่าง อย. และกรมประมง กำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ฉวยโอกาสหากินกับปลาผิดประเภทกันแน่

ในฐานะผู้บริโภค เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบฉลากให้ดี และเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงที่มาของวัตถุดิบทุกอย่างอย่างโปร่งใส เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือปล่อยผ่านได้เช่นนี้

ที่มา – งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ “หมอคางดำ” แทน “ซาร์ดีน”

ไทยสวนกัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตยชายแดน ย้ำจัดวางกำลังตามกรอบข้อตกลง

ในสภาวะการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีเรื่องให้ต้องจับตามอง ล่าสุดได้เกิดประเด็นร้อนขึ้นเมื่อฝั่งเพื่อนบ้านของเรามีการกล่าวหาว่าไทยกำลังรุกล้ำพื้นที่ แต่ความจริงแล้ว ไทยสวนกัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตยชายแดน ย้ำจัดวางกำลังตามกรอบข้อตกลง อย่างชัดเจน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ

ไทยสวนกัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตยชายแดน ย้ำจัดวางกำลังตามกรอบข้อตกลง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์โจมตีฝ่ายไทยว่ามีการเคลื่อนไหวไม่เหมาะสม ซึ่งพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้ออกมาตอบโต้ทันควันว่า ทางการไทยยืนยันหนักแน่นว่าการปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงร่วม GBC ครั้งที่ 3 เมื่อปลายปีที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด

ทำไมการเคลื่อนไหวของไทยถึงไม่เป็นการละเมิดอธิปไตย?

ปัญหาเรื่องชายแดนเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยกลไกระหว่างประเทศเป็นตัวตัดสิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ไทยกล้ายืนยันว่า ไทยสวนกัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตยชายแดน ย้ำจัดวางกำลังตามกรอบข้อตกลง ได้แก่:

  • การวางกำลังทหารอยู่ในตำแหน่งเดิมตามข้อตกลง GBC อย่างเคร่งครัด
  • ภารกิจหลักคือการดูแลความปลอดภัยและลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน
  • ไม่มีการกระทำใดที่กระทบต่อกระบวนการสำรวจหรือปักปันเขตแดน

ความพยายามในการตั้งแง่หรือการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว อาจส่งผลต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ในระยะยาว ซึ่งเรามองว่าการหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยผ่านเวทีทวิภาคีเป็นทางออกที่สร้างสรรค์และยั่งยืนที่สุดในการแก้ปัญหาความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ท้ายที่สุด การรักษาอธิปไตยต้องมาพร้อมกับการเคารพข้อตกลงระหว่างกัน ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะยึดมั่นในสันติวิธีและการทูตเชิงรุก เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นเขตพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและเสถียรภาพ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

ที่มา – ไทยสวนกัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตยชายแดน ย้ำจัดวางกำลังตามกรอบข้อตกลง

“อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเหมือนโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่ล่าสุดทางด้าน “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมองว่าลำพังเพียงหน่วยงานรัฐอาจทำได้ยากหากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส. ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานว่า การปราบปรามปัญหาคอร์รัปชันนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จหากไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพราะหัวใจสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนกล้าตรวจสอบและมีช่องทางที่ปลอดภัยในการแจ้งเบาะแส

กุญแจสำคัญสู่ความโปร่งใสในสังคมไทย

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลในทางปฏิบัติ “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการประสานงาน 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • รัฐสภา: ทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงนโยบายและติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐ
  • ภาคประชาสังคม: ช่วยเฝ้าระวังและเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาในพื้นที่
  • ประชาชน: พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการร่วมกันต่อต้านการโกงทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ กมธ.ป.ป.ช. ยังกำลังมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มอย่าง ACT Ai เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถติดตามงบประมาณและแจ้งเหตุผิดปกติได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น โดยเชื่อว่าหากระบบตรวจสอบเข้มแข็งและประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ปัญหาการทุจริตจะลดลงอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงการเขียนกฎหมายไว้ในเอกสารเท่านั้น

ในสัปดาห์หน้า กมธ.ป.ป.ช. ยังมีกำหนดการประชุมสำคัญถึง 7 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบที่ดินของรัฐ การใช้งบประมาณ ไปจนถึงการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการทำงานตรวจสอบเชิงรุก เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โปร่งใสและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ท้ายที่สุด การปราบโกงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพลังของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากคุณพบเห็นความไม่ชอบมาพากล อย่าเพิกเฉย เพราะเสียงของคุณคือพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้ครับ

ที่มา – “อาสพลธ์” ชี้ “ปราบโกง” ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

ในวันที่ 30 เมษายน 2569 นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 154 ราย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณหาญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการผู้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและแผ่นดิน

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้เกียรติแก่ข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้วยความมานะอุตสาหะและมีผลงานโดดเด่น

ผู้มีสิทธิ์รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ผู้ที่ได้รับพระราชทานในพิธีนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในสังกัดส่วนกลาง จำนวน 154 ราย ประกอบด้วย:

  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน
  • ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  • อดีตที่ปรึกษาและที่ปรึกษาปัจจุบัน
  • อดีตผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูง
  • ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกลางอื่นๆ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้ผู้มีคุณงามความดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดเผยว่า ในปีนี้มีข้าราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 2,054 รายที่ได้รับพระราชทานเช่นกัน โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละแห่งจัดพิธีรับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่เหมาะสมในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนได้แสดงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในหน้าที่

ความสำคัญของพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของการบริการราชการที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน กระทรวงมหาดไทยซึ่งรับผิดชอบด้านการปกครองท้องถิ่น การจัดการภัยพิบัติ และพัฒนาชุมชน มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ข้าราชการที่ได้รับเครื่องราชฯ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่

การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการทุกระดับ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การรับมือ climate change และการพัฒนาดิจิทัล การมีผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีอนุทินที่ให้ความสำคัญกับการยกย่องผู้ทำงานดี จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการไทย

นอกจากพิธีหลักแล้ว ยังมีการถ่ายภาพหมู่และกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยนายกฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน และขอให้ผู้รับใช้พระราชทานนี้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เหตุการณ์ นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีในองค์กรมหาดไทย และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงโปรดเกล้าฯ มอบเกียรติยศแก่ผู้ถวายงาน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การจดจำ

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและราชการเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ เชิดชูเกียรติข้าราชการมหาดไทย

กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

ในช่วงใกล้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ข่าวสารทางการเมืองมักจะร้อนแรงและสร้างความสนใจให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยล่าสุดมีประเด็นร้อนที่ กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน หลังจากนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของกลไกกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปจนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าอาจมีอิทธิพลต่อการซื้อเสียงเลือกตั้ง

กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

กรมการปกครองได้ออกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าวที่ปรากฏผ่านช่องทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยยืนยันชัดเจนว่า ตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวด โดยมีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพยากรรัฐ หรือเวลาราชการไปช่วยเหลือผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงทันที

กรมการปกครองยังระบุเพิ่มเติมว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนหรือหลักฐานใดๆ ที่พิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ดังนั้นจึงถือเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ขอบคุณนายชวนที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะเป็นการสะท้อนความห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และจะนำไปปรับใช้ในการกำกับดูแลต่อไป

ช่องทางการแจ้งเบาะแสหากพบการซื้อเสียง

เพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง กรมการปกครองย้ำว่าประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที หากพบเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยไม่วางตัวเป็นกลางหรือสนับสนุนพรรคการเมือง โดยมีช่องทางหลักดังนี้

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย
  • สายด่วน 1567

เมื่อได้รับแจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

ความสำคัญของการวางตัวเป็นกลางของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในบริบทของการเมืองไทย การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจของประชาธิปไตย การที่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ หากไม่วางตัวเป็นกลาง อาจนำไปสู่การซื้อเสียงหรือการทุจริตเลือกตั้งได้ง่าย ดังนั้นมาตรการจากกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

จากประสบการณ์ในอดีต เราพบว่ากรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับที่กรมการปกครองได้แสดงออก จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้หน่วยงานรัฐปรับปรุงระบบการกำกับดูแลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส หากคุณเป็นประชาชนที่ห่วงใยการเลือกตั้ง อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส เพราะทุกเสียงมีคุณค่าในการสร้างอนาคตที่ยุติธรรม

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการทุจริตเลือกตั้งเพื่อประเทศที่เรารัก

ที่มา – กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

Scroll to top