การปฏิบัติหน้าที่

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ไม่ฟ้องประชาชน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน! ช่วงนี้ข่าวการเลือกตั้งกำลังร้อนแรง โดยเฉพาะกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย ว่ากกต. จะฟ้องประชาชนที่ถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง หรือแม้แต่ออกหมายจับสื่อมวลชนด้วย คำถามคือ มันจริงหรือเปล่า? วันนี้เรามาชี้แจงให้ฟังแบบชิลๆ กันเลยนะ

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วว่า ข่าวที่บอกว่ากกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนหรือสื่อที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง สส. และประชามติใหม่ เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 แขวงคันนายาว กทม. นั้น ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด!

กกต. ยืนยันชัดเจนว่าการถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่งบรรยากาศการเลือกตั้ง เช่น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือภาพผู้มาใช้สิทธิ์ สามารถทำได้ตามปกติ ไม่มีผิดกฎหมาย แค่ต้องไม่กระทบสิทธิผู้สมัคร ไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนนเท่านั้นเอง เพื่อนๆ ที่ไปเลือกตั้งแล้วอยากแชร์โมเมนต์ดีๆ ในโซเชียล ก็ทำได้สบายใจหายห่วง

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง: ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่าอะไรที่โอเคและอะไรที่เสี่ยงโดนจับนะ กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งไว้แบบนี้:

  • ทำได้: ถ่ายภาพหรือคลิปบรรยากาศหน่วยเลือกตั้ง, เจ้าหน้าที่แจกบัตร, ผู้มาใช้สิทธิ์เดินเข้าออก (ไม่โฟกัสใบหน้าแบบละเมิด privacy)
  • ทำได้: ถ่ายการนับคะแนนแบบกว้างๆ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส
  • ทำไม่ได้: พยายามถ่ายบัตรเลือกตั้งแบบชัดๆ เพื่ออ่านบาร์โค้ดหรือถอดรหัส ว่าบัตรนั้นของใคร
  • ทำไม่ได้: ตั้งกล้องจับภาพประชาชนตลอดเวลา จนทำให้คนกลัวไม่กล้ามาเลือกตั้ง
  • ทำไม่ได้: นำภาพไปปั่นกระแสในโซเชียลเพื่อโจมตีหรือบ่อนทำลายความลับการลงคะแนน

หลักสำคัญคือ การเลือกตั้งต้อง “โดยตรงและไม่ลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าทำลายความลับนี้ ประชาธิปไตยก็พังได้เลยนะเพื่อนๆ

กรณีที่กกต. ต้องดำเนินคดีจริงๆ

แล้วทำไมกกต. ถึงต้องแจ้งความบางกลุ่มล่ะ? เพราะมีกลุ่มบุคคลที่พฤติกรรมรุนแรงมาก พวกนี้ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้าจรดนับคะแนน พยายามอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเพื่อระบุเจ้าของบัตรว่าเป็นใคร บางคนยังเอาไปโพสต์ปั่นกระแสในโซเชียลแบบเป็นขบวนการ ทำให้ผู้มาเลือกตั้งบางส่วนหวาดกลัว บางคนเลยไม่กล้ามาใช้สิทธิ์ หรือเปลี่ยนใจไม่ลงคะแนน เหตุการณ์นี้คล้ายกรณีที่ชลบุรี เขต 1 มาก่อนหน้านี้

กกต. ย้ำว่าไม่เคยฟ้องประชาชนทั่วไปที่มีเจตนาดี อยากตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่มีเจตนาไม่สุจริต วางแผนล่วงหน้าเพื่อทำลายการเลือกตั้ง กกต. ก็ต้องปกป้องหลักประชาธิปไตยตามกฎหมายเท่านั้นเอง มันเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วยนะ

สรุปคือ กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งแล้วว่า ประชาชนถ่ายรูปเช็คอินได้ แต่เจาะรหัสห้ามเด็ดขาด! การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบททดสอบความสุจริตของทุกคน ถ้าเราร่วมมือกัน อนาคตประเทศจะสดใสแน่นอน

คุณล่ะ คิดยังไงกับเรื่องนี้? เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในการเลือกตั้งมั้ย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ไม่ตกข่าวลืออีก! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเป็นกันเองได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – กกต. แจงไม่ได้ฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง แต่ดำเนินคดีกลุ่มเจาะรหัสบัตร

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ หลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากปัญหาการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถใช้ติดตามหรือระบุต้นขั้วบัตรได้นั้น ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสุจริต เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในอนาคต กกต. ได้สรุปชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากง่ายในการตรวจสอบการลงคะแนน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการบังคับให้ผู้มาใช้สิทธิแจ้งเลขต้นขั้วแก่หัวคะแนน

ภาพประชุมพรรคประชาชน

แม้ กกต. จะอ้างว่าใส่บาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคประชาชนมองว่ามันกลับสร้างช่องทางให้เกิดการไม่โปร่งใส โดยเฉพาะหากข้อมูลรั่วไหล จะทำให้ทราบว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใด สร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมืองได้ง่ายดาย นายพริษฐ์ ย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ช่องโหว่บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง: ภัยร้ายต่อประชาธิปไตย

ปัญหาบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ทุจริต สามารถถ่ายภาพบัตรต้นขั้วได้ง่ายๆ แม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่หากเข้าถึงเลขต้นขั้วได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกติดตามการลงคะแนน พรรคประชาชนจึงมอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นหน้าที่

ภาพนายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • บาร์โค้ดช่วยระบุต้นขั้วบัตรได้ ทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งลับ
  • เสี่ยงต่อการซื้อสิทธิขายเสียง โดยใช้เลขต้นขั้วตรวจสอบ
  • อาจกระทบการเลือกตั้งครั้งหน้า หากข้อมูลรั่วไหล
  • กกต. ละเว้นหน้าที่ ไม่ป้องกันช่องโหว่นี้

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส พรรคประชาชนยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ อาจเกิดการทุจริตซ้ำซากได้

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งต้องสุจริต 100% ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายฝ่ายเห็นด้วยกับ ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบ กปน.

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง หลังจากเกิดปัญหามากมายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังอาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 พรรคประชาชนได้เตรียมยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในที่เลือกตั้งกลางนอกเขตและในเขตทั่วประเทศ ปัญหาเหล่านี้ถูกเปิดโปงจากสื่อและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ปัญหาหลักที่ปชน. ชี้ให้ กกต. สอบสวน

  • กรณีที่ 1: กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขต ไม่กรอกข้อมูลจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือรหัสเขตลงในซองบัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) อย่างถูกต้อง เช่น ที่โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จ.สมุทรปราการ หน่วยของผู้มีสิทธิจาก จ.เพชรบูรณ์ กลับกรอกรหัส 57 แทน 67 ซึ่งผิดระเบียบ กกต. ข้อ 200 ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งอาจถูกนับผิดเขต สับสนหมายเลขผู้สมัคร และบิดเบือนเจตจำนงประชาชน อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่สุจริต
  • กรณีที่ 2: ที่เลือกตั้งกลางหลายแห่งใน จ.ชลบุรี เช่น หน่วยวัดพันเสด็จนอก ศาลากลางจังหวัด อาคารโดมโรงเรียนเมืองพัทยา 7 และโรงเรียนสิทธิสุนทร อ.สัตหีบ ไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบ่งเขต (แบบ ส.ส.4/14) โดยเฉพาะนางทิพา ปวีณาเสถียร พรรคประชาชน หมายเลข 8 เขต 1 จ.ลำปาง ที่แย่กว่านั้น เมื่อผู้มาเลือกตั้งทวงถาม เจ้าหน้าที่กลับให้ข้อมูลเท็จว่า ผู้สมัครนี้ถูกศาลฎีกาถอนสิทธิ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ปัญหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการ ประธาน กปน. และผู้ช่วย ซึ่งอาจเป็นการทุจริต จงใจละเลย หรือปฏิบัติมิชอบ พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบผิดให้สั่งปลดทันทีตามอำนาจที่มี พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2568

นอกจากนี้ พรรคยังขู่หากไม่จัดการ จะร้องทุกข์ดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 23, พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายกฎหมายพรรคจะยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 08:46 น.

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย การที่ปชน. ออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ ถือเป็นการปกป้องสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง ผู้สนใจควรติดตามผลการยื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า กกต. จะรับมือปัญหาอย่างจริงจังแค่ไหน

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นด่านทดสอบแรก หากมีปัญหาขนาดนี้ วันเลือกตั้งจริงต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยรายงานปัญหาผ่านช่องทาง กกต. หรือพรรคที่สนับสนุน เพื่อให้การเลือกตั้งปีนี้เป็นไปด้วยดี

ติดตามข่าวการเมืองและการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

สดุดีวีรบุรุษ ยกหนี้ ธ.ก.ส. กรณีพิเศษ

รัฐบาลแสดงความเสียใจและสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าที่สละชีวิตปกป้องอธิปไตยจากเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งอนุมัติ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตของวีรบุรุษผู้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารกล้า และขอสดุดีวีรกรรมอันหาญกล้าของทุกท่าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษอย่างเต็มที่ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าที่เป็นทหาร หรือ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก่บิดา มารดา หรือ คู่สมรส ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต

สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

มาตรการช่วยเหลือที่สำคัญคือ การยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ธนาคารยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยค้างรับและดอกเบี้ยปรับทั้งหมด ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รายละเอียดการ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

  • ยกหนี้ต้นเงินกู้ทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยปรับทั้งหมด
  • ครอบคลุมสัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รัฐบาลยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้างเหล่านักรบ ทหารกล้าของไทย และพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาไปด้วยกัน รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึง

การดำเนินการยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการดูแลและเยียวยาครอบครัวของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เป็นการแสดงความขอบคุณและให้เกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน

ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริงและทันท่วงที

การเสียสละของวีรบุรุษทุกท่านเป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้ และรัฐบาลจะจดจำคุณงามความดีของทุกท่านตลอดไป การช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของรัฐบาล และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวเหล่านี้จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

“อนุทิน” ย้ำอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี บอกเป็นรัฐบาลข้างน้อยต้องพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เผยยังไม่ได้คุยกับ“ศุภจี” หลังเปิดตัวนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้เปิดตัวอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่ผู้สื่อข่าวถามมาก็ตอบไป ใครก็ตามที่มีความสามารถมีผลงานมีความตั้งใจในการทำงาน ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศพรรคการเมืองทุกพรรคไม่เพียงแค่ภูมิใจไทยก็ต้องการคนเช่นนี้ หากยินดีที่จะมาช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีเนื่องจากยังปฏิบัติหน้าที่ที่สหรัฐอเมริกา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการส่งสัญญาณให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมพร้อมยุบสภาว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณเคยพูดตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องยุบสภาเป็นพระราชอำนาจและคนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ คือนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่ต้องไปหารืออะไรกับใคร

เมื่อถามว่า การเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน แสดงว่าอาจยุบสภาก่อนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ อำนาจในการยุบสภานั้นเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว และการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดตัวนางศุภจี ว่ายังไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเท่านั้น

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา

สำหรับความเป็นไปได้ในการยุบสภา นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการยุบสภาอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนางศุภจีเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีในเรื่องนี้ เนื่องจากนางศุภจียังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจในการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง และอาจมีการตัดสินใจในเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้ การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภาอยู่ในมือ บอกยังไม่ได้คุย “ศุภจี” ชวนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท.

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมสินบน 40 ล้าน

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยดราม่าร้อนแรง โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตและการใช้อำนาจที่ถูกจับตามองจากประชาชน วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาและอาจส่งผลกระทบต่อวงการการเมืองอย่างมาก

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในประเด็นที่ละเลยไม่แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการไม่จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่นายไชยชนกได้เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ได้รับการติดต่อผ่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอเงินสินบนดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งการดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายต่างๆ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดฐานติดสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว แม้จะไม่ได้รับเงินจริง

พื้นหลังและข้อสังเกตจากนายศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณชี้ให้เห็นว่า แม้ “ไชยชนก” จะทราบถึงการเสนอสินบนที่ชัดเจน แต่กลับไม่ดำเนินการแจ้งความทันที ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การที่นายไชยชนกอ้างว่าสั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ตัวหรือกลยุทธ์ในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่ติดต่อผ่านช่องทางส่วนตัวของรัฐมนตรี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของไทย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านดิจิทัลไม่จัดการกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรออนไลน์ลอยนวลมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก ป.ป.ช. ชี้มูล

หาก ป.ป.ช. มีมูลความผิดจริง นายไชยชนกอาจต้องเผชิญกับโทษรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐและภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายศรีสุวรรณยังเตือนให้ “ไชยชนก” เร่งแจ้งความและให้ถ้อยคำด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ละเลยหน้าที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การทุจริตในระดับนี้ไม่เพียงกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมคล้ายกันในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช. ให้โปร่งใส

  • เหตุผลหลักที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นคำร้อง: เพื่อตรวจสอบการละเลยแจ้งความสินบน
  • ผลกระทบต่อนายไชยชนก: อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
  • บทเรียนสำหรับสังคม: เสริมสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

กรณี “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข หากเราต้องการประเทศที่ปราศจากทุจริต คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในสถานการณ์ที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย การเคลื่อนไหวล่าสุดจากโฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ทันที หลังจากที่ไชยชนก ชิดชอบ ได้เปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรว่าถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล เพื่อแลกกับการไม่ปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย

โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งนายไชยชนกได้เล่าว่ามีบุคคลลึกลับติดต่อผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเงินสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน หากยอมละเลยการตรวจสอบและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ แม้ว่านายไชยชนกจะปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างหนักแน่น แต่โฆษกเพื่อไทยมองว่าปัญหานี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เขาย้ำว่าต้องใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือนในการสืบสวนและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมให้กับประชาชน

นายดนุพร ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่สามารถปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัล ผู้ร้ายเหล่านี้ไม่กล้าปรากฏตัว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการทำงานในยุครัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้อง

สินบน 40 ล้านและความเสี่ยงต่อสังคม

การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือนนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความทะเยอทะยานของกลุ่มอาชญากรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของไทย ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงิน หรือหลงเชื่อเว็บพนันที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้สูญเสียทรัพย์สินไปหลายพันล้านบาทต่อปี โฆษกเพื่อไทยจึงเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยด่วน หากเพิกเฉยอาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นหน้าที่ หรือแม้กระทั่งการสมรู้ร่วมคิด

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามย้อนกลับอย่างเผ็ดร้อนถึงช่วงเวลาที่แก๊งเหล่านี้กลับมาปรากฏตัว ซึ่งตรงกับช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองและการทุจริตอาจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแนะนำว่าการเพิ่มกำลังพลในหน่วยงานปราบปรามไซเบอร์ และการร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การหลอกลวงทำให้สูญเสียเงินทองและความเชื่อมั่น
  • บทบาทของรัฐมนตรี: ต้องแสดงผลงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด
  • แนวทางแก้ไข: เสริมสร้างกฎหมายและเทคโนโลยีตรวจจับ

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐมนตรีคนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน หากเราต่อต้านการทุจริตได้สำเร็จ สังคมไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรระมัดระวังการโทรศัพท์จากหมายเลขไม่รู้จัก และรายงานพฤติกรรมน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ที่มา – โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ตรวจสอบเลย!

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 22,280 ราย ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความสามารถและประพฤติดี สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องสำคัญ นั่นคือ เรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งถือเป็นข่าวดีและเป็นเกียรติประวัติแก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง

โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 22,280 ราย นับเป็นจำนวนที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

การได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรนั้น ถือเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อข้าราชการตำรวจ และเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งทุกท่านต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร สามารถตรวจสอบได้จากลิงก์ราชกิจจานุเบกษาดังต่อไปนี้:

ในประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าว ได้ระบุรายชื่อข้าราชการตำรวจที่ได้รับพระราชทานยศอย่างละเอียด ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อของท่าน หรือรายชื่อของบุคคลที่ท่านรู้จัก เพื่อร่วมแสดงความยินดีในโอกาสอันเป็นมงคลนี้

การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละและทุ่มเท เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจทุกนาย

ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการตำรวจทุกท่านที่ได้รับการพระราชทานยศในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติต่อไป

การได้รับพระราชทานยศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แต่เป็นการได้รับความไว้วางใจและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ

การประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษาครั้งนี้ ถือเป็นทางการและถูกต้องที่สุด หากท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของท่านได้โดยตรง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร 22,280 ราย ดูรายชื่อที่นี่

Scroll to top