การประชุมคณะรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวการเตรียมขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่าสุด “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และแสดงความต้องการให้มีการทบทวนการนำจังหวัดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและพิจารณาตัดสินใจ

เบื้องลึกและเหตุผลของการพิจารณา

การตัดสินใจที่ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การจัดการปัญหาขยะและมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน
  • การพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพัฒน์ ที่ได้มีการเสนอให้ขยายขอบเขตจาก 3 จังหวัดหลัก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ไปยังปราจีนบุรี
  • การคาดการณ์เรื่องการเชื่อมต่อแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจทำได้สะดวกมากขึ้นหากมีการขยายเขตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าเหตุใดการตัดสินใจครั้งนี้ถึงกลายเป็นข้อถกเถียง นายพิพัฒน์ย้ำว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้จริง แต่เป็นการพิจารณาในมิติของเศรษฐกิจและแรงงาน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และในปัจจุบัน “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี อีกต่อไป เพื่อรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลสรุปของการขยายเขต EEC จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม

ที่มา – “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาก เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่หลายคนจับตามองกันมาสักพักเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพลังงาน เพื่อแทนที่ตำแหน่งเดิมที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้

ทำความรู้จัก ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงพลังงานท่ามกลางความท้าทายด้านราคาพลังงานและนโยบายระดับประเทศที่ต้องเร่งขับเคลื่อน

เส้นทางก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงข้าราชการระดับสูง โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ที่โดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)

ด้วยประสบการณ์การบริหารงานในหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้การที่ ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายว่าเขาจะเข้ามาบริหารจัดการนโยบายพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

ก่อนที่จะมาถึงบทสรุปนี้ มีกระแสข่าวมากมายเกี่ยวกับการโยกย้ายข้ามกระทรวง แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นยังต้องรอการพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกลับจากการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศครับ

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงคนใหม่ ทิศทางของกระทรวงพลังงานจะเป็นอย่างไร จะมีโครงการใหม่ๆ หรือการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าสนใจครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ

เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ในภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อทางรัฐบาลโดยคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นั่นก็คือการเตรียมส่งเรื่องให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ทำไมต้องเริ่มศึกษาโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ อีกครั้ง?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องไปสร้างใหม่ ทั้งที่มีท่าเรือสงขลาอยู่แล้ว คำตอบสั้นๆ คือเรื่องของข้อจำกัดทางกายภาพครับ เนื่องจากปัจจุบันท่าเรือสงขลาเดิมนั้นไม่สามารถขยายให้รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ เพราะหากจะขุดลอกให้ลึกเกินกว่า 9 เมตร จะไปติดปัญหาเรื่องรากหินบริเวณ “เขาหัวแดง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโบราณสถานสำคัญ ทำให้ไม่สามารถขุดเพิ่มได้ตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่เกิดความกังวลอย่างมากว่าท่าเรือจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

การผลักดันให้ เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขุดท่าเรือเปล่าๆ แต่มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม โดยเน้นให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนหลัก ซึ่งรัฐบาลจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในส่วนของการวางผังเมืองและการอนุมัติโครงการเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีรายได้ต่อหัวค่อนข้างต่ำในปัจจุบัน

  • แก้ปัญหาความแออัดของท่าเรือเดิม
  • รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ท่าเรือเดิมเข้าไม่ได้
  • กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ภาคใต้
  • ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนด้วยการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ ยังต้องรอการศึกษาจากสภาพัฒน์อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพเพื่อปูทางสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม โครงการนี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงให้กลายเป็นฮับการขนส่งและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง หากทำสำเร็จ เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจภาคใต้อย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันครับว่าโปรเจกต์นี้จะมีความคืบหน้าอย่างไรต่อไป

ที่มา – เตรียมให้ สศช. ศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อ.จะนะ เหตุเขตท่าเรือสงขลา ขุดเพิ่มไม่ได้

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดระเบียบวงการกีฬา โดยทางรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมและยกระดับมาตรฐานนักกีฬาไทยให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้นครับ

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จึงเตรียมเรียก กกท. และสมาคมยิงปืนมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน จะต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการซ้อมและการแข่งขันของนักกีฬาน้อยที่สุด

มาตรการใหม่สำหรับนักกีฬายิงปืน

สำหรับแนวทางที่จะเกิดขึ้นเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • กำหนดเส้นทางการพกพาปืน: ต้องเดินทางจากที่พักไปยังสนามซ้อมเท่านั้น ห้ามแวะสถานที่อื่นเด็ดขาด
  • การตรวจสอบลูกกระสุน: เน้นย้ำให้ใช้เฉพาะลูกซ้อมที่ลงทะเบียนถูกต้อง
  • การขออนุญาต: นักกีฬาต้องมีการขออนุญาตและลงทะเบียนอย่างโปร่งใส

หลายคนอาจกังวลว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้กีฬายิงปืนต้องหยุดชะงักหรือไม่ แต่ทางกระทรวงยืนยันว่าการหารือเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน นั้นเป็นไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมรับมือกับการแข่งขันในระดับนานาชาติที่กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายนนี้ ทุกฝ่ายกำลังเร่งวางกรอบระเบียบให้ทันเวลาเพื่อให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬายิงปืนไทยมีความเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยของส่วนรวมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การมีกฎกติกาที่เข้มงวดไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นความสามารถของนักกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะทำให้นักกีฬายิงปืนไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำคัญ ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการเชิญ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ มาร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาข้อมูลรั่วไหล ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก

ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน

การพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับฟังปัญหาเท่านั้น แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐให้ดียิ่งขึ้น นายไชยชนก ได้เปิดเผยว่าข้อมูลที่ได้รับจากคุณธนารัตน์นั้นมีประโยชน์อย่างมหาศาล โดยกระทรวงฯ เตรียมเสนอมาตรการสำคัญเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที

มาตรการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน

จากการประชุมหารือในประเด็น ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ดังนี้:

  • การใช้ MFA: กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม ต้องติดตั้งระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย เพื่อปิดช่องโหว่จากการใช้เพียงรหัสผ่านธรรมดา
  • การบังคับเปลี่ยนรหัสผ่าน: กำหนดให้มีการบังคับให้ตั้งรหัสผ่านใหม่ (Force reset password) เพื่อตัดวงจรการใช้ข้อมูลที่รั่วไหลไปแล้วบน Dark Web

สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าน่ากังวล เพราะมีการตรวจพบข้อมูลรั่วไหลทั่วโลกกว่า 50,000 ล้านล็อกอิน โดยในประเทศไทยเองมีตัวเลขที่สูงถึง 200 ล้านล็อกอิน ซึ่งแบ่งเป็นระบบของภาครัฐและเอกชนรวมกันกว่า 65,000 ระบบ นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญที่สุดที่กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทุกคนจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามหลักสากล

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่ใช่แค่กระดาษเปล่า แต่จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด เพราะความเชื่อมั่นคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล และหวังว่าเหตุการณ์ที่ ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ชวน “ธนารัตน์” หารือ-เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. คลอด 2 มาตรการเร่งด่วน

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันว่า “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่โดยตรงครับ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้นำเสนอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในพื้นที่

รายละเอียดโครงการจากแต่ละจังหวัด

จากการประชุม “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ ได้เห็นถึงความตั้งใจของแต่ละจังหวัดที่เสนอโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

  • จังหวัดสงขลา: เน้นโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์และระบบป้องกันตลิ่ง
  • จังหวัดสตูล: ชูแนวทางการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล-ปีนัง-ลังกาวี
  • จังหวัดยะลา: พัฒนาสนามบินเบตงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • จังหวัดปัตตานี: ผลักดันการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
  • จังหวัดนราธิวาส: เน้นการบริหารจัดการน้ำและขยายทางหลวง

ความน่าสนใจอยู่ที่การเปิดกว้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และตรงจุดที่สุด ซึ่งคุณพิพัฒน์ได้ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและภาคท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง และหากโครงการเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนหรือการท่องเที่ยว เรามาเอาใจช่วยและติดตามผลการประชุม ครม. สัญจรที่จะถึงนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีภาพบัตรประชาชนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกมา โดยในภาพดังกล่าว นายอนุทินสวมใส่เสื้อสีส้ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมากว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ล่าสุด นายอนุทินได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณี อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้พยักหน้ารับและยืนยันสั้นๆ ว่าภาพถ่ายบัตรประชาชนใบดังกล่าวเป็นการถ่ายไว้นานแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อย่างใด

สั่งตรวจสอบเข้มกรณีข้อมูลรั่วไหล

นอกจากประเด็นเรื่องภาพถ่ายบัตรประชาชนแล้ว ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าข้อมูลทางราชการบางส่วนอาจมีการรั่วไหล นายอนุทินในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบทันทีว่า อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นหลุดออกมาจากหน่วยงานใด

แนวทางการตรวจสอบและมาตรการป้องกันในอนาคตที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่หลุดออกมาว่ามีที่มาจากระบบใด
  • ประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
  • กำหนดบทลงโทษและมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามเจาะลึกถึงรายละเอียดของหน่วยงานต้นทางที่อาจเป็นจุดรั่วไหลของข้อมูล นายกรัฐมนตรีได้เพียงรับฟังคำถามและเดินเข้าห้องประชุมคณะรัฐมนตรีไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนยังคงรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป

การจัดการกับปัญหาข้อมูลหลุดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐขึ้นอยู่กับว่าระบบฐานข้อมูลของเรามีความปลอดภัยเพียงใด หาก อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราก็หวังว่ารัฐบาลจะเร่งปิดช่องโหว่และยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของทุกคนให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว สั่งเช็กข้อมูลหลุด

Scroll to top