การประชุมคณะรัฐมนตรี

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

เรียกได้ว่าเป็นการประชุมที่เข้มข้นสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง เพื่อวางทิศทางการบริหารประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเน้นย้ำเรื่องการบูรณาการทำงานแบบไม่แบ่งแยกกระทรวง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ในช่วงหนึ่งของการประชุม ท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับภารกิจระดับประเทศ โดยเฉพาะหัวข้อ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ท่านได้เน้นย้ำกับทีมเจรจาว่าทุกกระทรวงต้องสนับสนุนข้อมูลให้ถึงกันอย่างทันท่วงที เพราะถ้าหากข้อมูลไม่แน่นพอจนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ หรือต้องขอข้อมูลเพิ่มระหว่างการเจรจา จะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที

เหตุผลที่ต้องบูรณาการข้อมูลให้เข้มแข็ง

การทำงานเชิงรุกในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่ความสำเร็จในการเจรจาขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวที่พร้อม การที่ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ข้าราชการทุกคนทำงานแบบมืออาชีพ โดยท่านเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากเราทำการบ้านมาไม่ดี คู่เจรจาจะจับทางเราได้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะตัวแทนของประเทศ

  • ทีมงานต้องพร้อม: ข้อมูลทุกด้านต้องถูกรวบรวมและวิเคราะห์ก่อนเข้าประชุม
  • บูรณาการแบบไร้รอยต่อ: ไม่มีการกอดผลประโยชน์กระทรวง แต่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง
  • ความแข็งแกร่งของรัฐบาล: การทำงานร่วมกันของหัวหน้าส่วนราชการคือหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังฝากอีกว่าข้าราชการเปรียบเสมือนเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้อง “ไม่ใส่เกียร์ว่าง” และต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยท่านย้ำเสมอว่าตราบใดที่ยังมีตำแหน่งอยู่ หน้าที่ความรับผิดชอบคือสิ่งที่สูงสุด การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งการในห้องประชุมเท่านั้น แต่เป็นคำเตือนใจถึงความสำคัญของการเป็นตัวแทนประเทศในการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรือการเจรจาระหว่างประเทศ การเตรียมตัวที่ดีและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐ จะเป็นเกราะปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเน้นย้ำถึงการปรับปรุงกระบวนการดูแลประชาชน โดยเฉพาะกรณีการลงทะเบียนสิทธิ์ต่างๆ ของรัฐ ซึ่งล่าสุด นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากเกิดเหตุการณ์น่าสลดใจที่ประชาชนผู้สูงอายุและชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยต้องเดินทางไกลเพื่อไปยืนยันสิทธิ์ จนเกิดปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต

ในมุมมองของการบริหารงานภาครัฐ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าแม้จะเป็นวิธีที่ตรวจสอบความถูกต้องได้แม่นยำ แต่หากมองในด้านของการเข้าถึงสำหรับกลุ่มเปราะบาง วิธีการเดิมอาจสร้างความลำบากอย่างมหาศาล ดังนั้นแนวคิดที่ท่านนายกฯ ได้กำชับไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ลงพื้นที่จริงถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เป้าหมายสูงสุดคือการไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การที่ นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการทำงานคือการคำนึงถึงความสะดวกของประชาชนเป็นหลัก แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาอุทธรณ์ด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกลไกหลักในพื้นที่ควรต้องเป็นฝ่ายเข้าไปตรวจสอบรายชื่อผู้ตกหล่น และให้ความช่วยเหลือถึงหน้าบ้าน เพื่อให้สวัสดิการของรัฐไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริงๆ โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องระยะทางหรือสุขภาพมาเป็นตัวขวางกั้น

เหตุผลหลักที่ต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก:

  • เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางของกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
  • เพื่อให้การคัดกรองข้อมูลมีความแม่นยำและทั่วถึงมากขึ้น
  • ลดขั้นตอนความยุ่งยากของประชาชนในการเตรียมเอกสารหรือเดินทางซ้ำซ้อน
  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การที่ นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการสาธารณะที่ควรเป็นไปในทิศทางนี้ตั้งแต่นานแล้ว หวังว่าจากนี้ไปเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมที่ทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อรักษาสิทธิ์เพียงเล็กน้อยอีกต่อไป

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงในแวดวงการเมือง เมื่อ “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย หากสิ่งที่ทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนไป แต่ผลลัพธ์ต่างหากที่สำคัญที่สุด

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

การเดินทางของอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ หรือคุณแพทองธาร ไปยังประเทศอาเซียน ได้กระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามถึงนัยทางการเมือง แต่ในมุมของฝ่ายค้านหากการเจรจานั้นช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ชาวบ้านได้ ก็นับเป็นเรื่องที่รับได้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ต้องตกอยู่ที่ประชาชน

แนะ “อนุทิน” และรัฐบาลเร่งกระตือรือร้นแก้ปัญหา

นอกจากประเด็นเรื่องการพบปะผู้นำต่างประเทศแล้ว ผู้นำฝ่ายค้านยังได้ส่งสารถึงรัฐบาลโดยเฉพาะกรณีปัญหาการส่งออกกุ้งไปมาเลเซีย ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบเร่งแก้ไข เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบหนักจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน โดย “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แต่ในเวลาเดียวกันก็แนะ “อนุทิน” และผู้ที่มีอำนาจบริหารให้มีความกระตือรือร้นและใส่ใจแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

  • เร่งแก้ปัญหาส่งออกกุ้งเพื่อเกษตรกร
  • นายกฯ ควรให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้สดในสภา
  • เน้นการทำงานเชิงรุกแทนการรอคอย

ความเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนสติรัฐบาลว่า แม้การมีคอนเน็กชั่นที่ดีในต่างประเทศจะเป็นเรื่องดี แต่ภารกิจพื้นฐานในสภาและการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศผ่านการตอบกระทู้ถามสดนั้น เป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า การขยับตัวของอดีตนายกฯ หรือการเร่งมือของรัฐบาลในปัจจุบัน สิ่งใดจะเห็นผลในทางปฏิบัติมากกว่ากัน การเมืองเป็นเรื่องของการพิสูจน์ด้วยผลงานครับ

ที่มา – “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แนะ “อนุทิน” กระตือรือร้นกว่านี้

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบถ้าคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อทางพรรคประชาชนนำโดย คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลเกี่ยวกับกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ฉบับนี้

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

คุณศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึงฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัย หากศาลมองว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น รัฐบาลจะหนีไม่พ้นความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการทางบัญชีและการชดเชยเงินที่ดำเนินการไปแล้ว ยังมีข้อครหาเรื่องการใช้ภาวะวิกฤตบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกด้วย

ความกังวลใจต่อโครงการเบี้ยหัวแตกและงบประมาณแฝง

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่อ้างว่านำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่กลับไร้ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่มีการกำหนดเป้าหมายเชิงประจักษ์ และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโครงการแบบเบี้ยหัวแตกสอดไส้ ซึ่งหาก ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความโปร่งใสในโครงการนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • การใช้เงินกู้ที่ไร้แผนงานชัดเจนส่งผลต่อวินัยการคลังของประเทศ
  • เงื่อนไขระยะเวลาการใช้เงินที่บีบคั้นอาจทำให้เกิดการรั่วไหล
  • ความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกล่าวอ้างอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นบททดสอบรัฐบาลว่ามีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงใด หากท้ายที่สุดแล้ว ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน จริง รัฐบาลจะต้องวางแผนรองรับความผิดพลาดนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องประชาชนต้องร่วมติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด

ที่มา – “ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

“สุชาติ” โชว์ผลงานทับลาน-ภูเก็ตโมเดล ไม่กลัวถูกปรับ ครม.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีกลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง ล่าสุด “สุชาติ” โชว์ผลงานทับลาน-ภูเก็ตโมเดล ไม่กลัวถูกปรับ ครม. โดยเจ้าตัวยืนยันว่าพร้อมน้อมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี พร้อมมุ่งมั่นทำงานให้เต็มที่ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับตำแหน่ง

“สุชาติ” โชว์ผลงานทับลาน-ภูเก็ตโมเดล ไม่กลัวถูกปรับ ครม. พร้อมเดินหน้าทำงานต่อเนื่อง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยท่ามกลางกระแสข่าวการปรับ ครม. ว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้เป็นที่เคารพ ซึ่งตนในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีหน้าที่เพียงแค่เดินหน้าขับเคลื่อนงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมภายใต้การบริหารของคุณสุชาติ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้เร่งแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ:

  • การแก้ไขปัญหาอุทยานทับลาน: ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่กับป่ามาเกือบ 50 ปี ให้ได้รับความเป็นธรรมและมีความสุขมากขึ้น
  • โครงการภูเก็ตโมเดล: ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ชายหาด อาทิ หาดฟรีดอม เพื่อทวงคืนพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชนอย่างจริงจัง
  • การจัดสรรที่ดินทำกิน: ตั้งเป้าหมายมอบพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้ประชาชนอย่างถูกต้องตามแผนงาน 1 ล้านครอบครัวภายในปี 2570

นอกจากนี้ ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหาโลกร้อน “สุชาติ” โชว์ผลงานทับลาน-ภูเก็ตโมเดล ไม่กลัวถูกปรับ ครม. อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงการเตรียมกฎหมายเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน

หากเรามองในมุมของการทำงาน รัฐมนตรีท่านนี้ถือเป็นคนทำงานสายลุยที่ลงพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อติดตามปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความทุ่มเทคือคำตอบที่ดีที่สุดของการทำงานการเมือง ไม่ว่าสถานะการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร ประชาชนย่อมเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากผลงานเหล่านี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “สุชาติ” โชว์ผลงานทับลาน-ภูเก็ตโมเดล ไม่กลัวถูกปรับ ครม.

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นจากนิด้าโพลที่คะแนนนิยมลดลง โดยเจ้าตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนการทำงานที่ต้องรีบหยิบมาปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ผ่านมาจะทำงานอย่างหนัก แต่หากคะแนนที่เคยได้รับความนิยมร่วงลงมา ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไป โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารกับสาธารณชน เขาเชื่อว่าหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจนพอ ทั้งที่ผลงานเชิงประจักษ์อย่างตัวเลขจีดีพีที่เติบโต หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่หากรัฐมนตรีในกำกับดูแลไม่เร่งชี้แจงให้สังคมรับรู้ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำไปนั้นสูญเปล่า

มาตรการเด็ดขาดจัดการ รัฐมนตรีโลกลืม

ปัญหาสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือกลุ่ม “รัฐมนตรีโลกลืม” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำงานในหน้าที่แต่ไม่มีการสื่อสารออกสู่ภายนอก เขาได้ขู่ปรับคณะรัฐมนตรีโดยระบุว่าหากใครไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ก็อาจไม่มีพื้นที่ใน ครม. ต่อไป โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากผลงาน ความสามารถ และความทุ่มเทเป็นสำคัญ ไม่ใช่ระบบสมบัติผลัดกันชม

แนวทางการแก้ไขสถานการณ์ของนายอนุทินมีดังนี้:

  • เร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสาร ผลงานต้องไปถึงหูประชาชน
  • ตรวจสอบรัฐมนตรีรายบุคคล หากใครเงียบหายจะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
  • เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้มีความสามารถในพรรคภูมิใจไทยได้แสดงฝีมือ
  • ติดตามโพลทุกสำนักเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปรับทิศทางการทำงาน

นายอนุทินยังเสริมอีกว่า แม้ตนเองจะเป็นคนพูดเก่งและเข้าถึงง่าย แต่การบริหารประเทศนั้นต้องทำงานเป็นทีม รัฐมนตรีทุกคนต้องเป็นผู้รอบรู้และสามารถชี้แจงงานของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้หัวหน้าพรรคออกมาตอบคำถามเพียงลำพัง การออกมายอมรับความจริงครั้งนี้ถือเป็นการก้าวข้ามอีโก้และพร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน การส่งสัญญาณเตือนเรื่องการสั่งปลดรัฐมนตรีไม่ใช่แค่การขู่เพื่อให้ตกใจ แต่เป็นกลยุทธ์กดดันเพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการทำงานจริง ทุกสายตาจึงต้องจับจ้องต่อไปว่า หลังจากการ “เข้าห้องเย็น” ของบรรดารัฐมนตรีที่ถูกหมายหัว เราจะได้เห็นการสื่อสารที่ฉับไวและผลงานที่โดดเด่นขึ้นจริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” น้อมรับโพลร่วงต้องเร่งแก้ เชื่อหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจน ขู่ปรับ “รัฐมนตรีโลกลืม”

จุลพันธ์เคาะต่ออายุแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว เมียนมา เวียดนาม

เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจในไทย คงจะกำลังหายใจคล่องขึ้น หลังจากที่มีข่าวดีล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการกำลังคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นที่ จุลพันธ์เคาะต่ออายุแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว เมียนมา เวียดนาม เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจกันครับ

จุลพันธ์เคาะต่ออายุแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว เมียนมา เวียดนาม เพื่ออุ้มภาคธุรกิจ

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเพื่อต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงาน 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งข่าวการที่ จุลพันธ์เคาะต่ออายุแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว เมียนมา เวียดนาม ครั้งนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

รายละเอียดการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับสิทธิ์นี้ คือแรงงานข้ามชาติที่เคยได้รับอนุญาตตามมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งกำลังจะหมดอายุในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 โดยการขยายเวลาครั้งนี้จะอนุญาตให้แรงงานอยู่และทำงานได้จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับภาคธุรกิจและนายจ้างที่มีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง

  • กลุ่มแรงงาน: ลาว เมียนมา และเวียดนาม
  • ระยะเวลาขยาย: เพิ่มอีก 1 ปี รวมเป็นถึง ธันวาคม 2570
  • สถานะปัจจุบัน: รอเสนอ ครม. เห็นชอบก่อนมีผลบังคับใช้

หลายท่านที่กำลังกังวลใจเกี่ยวกับสถานะแรงงานในสถานประกอบการของตนเอง ขอให้ใจเย็นๆ นะครับ เพราะตอนนี้กรมการจัดหางานกำลังเร่งดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด ซึ่งเมื่อมีการประกาศกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว นายจ้างจึงจะสามารถเริ่มยื่นดำเนินการได้ตามขั้นตอนครับ

ผมขอแนะนำให้นายจ้างทุกคนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์ www.doe.go.th หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 1506 กด 2 ครับ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยให้ท่านวางแผนการดำเนินงานได้อย่างไม่ติดขัด และถือเป็นการรักษาธุรกิจของท่านให้เติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – “จุลพันธ์”เคาะต่ออายุแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว เมียนมา เวียดนาม อุ้มภาคธุรกิจ

ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจมาอัปเดตให้อ่านกันครับ ล่าสุดมีประเด็นเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่อง ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้า ครม. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเลยทีเดียวครับ

สถานะล่าสุด ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยทาง ก.พ.ร. ได้นำเสนอเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยครับ การที่ ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการดึงภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อสร้างพลังซอฟต์พาวเวอร์อย่างเต็มสูบ

รายละเอียดสำคัญและไทม์ไลน์ที่ควรทราบ

สำหรับแผนการดำเนินงานของ ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา ครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

  • การรวมกระทรวง: นำภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
  • กรอบเวลา: คาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ได้ไม่เกินเดือนสิงหาคม 2569 นี้
  • ความละเอียดรอบคอบ: สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องการจัดสรรบุคลากรและโครงสร้างองค์กรในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องแยก? การปรับโครงสร้างครั้งนี้มองว่าจะช่วยให้การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวมีความคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะการนำมิติด้านวัฒนธรรมเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ เราคาดว่าจะได้เห็นการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ภายในปี 2569 อย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นครับ เพราะการแยกส่วนงานออกจะช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการได้โฟกัสกับเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬาหรือการท่องเที่ยวเองก็ตาม หากสามารถจัดสรรบุคลากรได้เหมาะสมและไร้รอยต่อ ประเทศไทยจะมีโอกาสเติบโตเชิงการท่องเที่ยวผ่านวัฒนธรรมได้อย่างก้าวกระโดดทีเดียวครับ

ที่มา – “ปกรณ์” เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้า ครม. ไม่เกิน ส.ค. ประกาศใช้ได้ในปีนี้

“พริษฐ์” จี้ “พรรคภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ “พริษฐ์” จี้ “พรรคภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่สถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงมีทางตันและข้อถกเถียงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่าน สสร.

“พริษฐ์” จี้ “พรรคภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่คือเรื่องของความจริงใจจากพรรคการเมืองที่ต้องให้ประชาชนเข้ามามีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริง นายพริษฐ์ได้ย้ำให้เห็นว่า กระบวนการที่ผ่านมามักถูกตั้งคำถามว่าเป็นการผูกขาดเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องหรือไม่ โดยเฉพาะการวางโครงสร้าง สสร. ที่อาจถูกครอบงำด้วยตัวแทนจากระบอบอิทธิพลทางการเมือง

เปิดประเด็นผลหารือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหนทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่

จากความชัดเจนล่าสุดในการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นช่องทางว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชนนั้นสามารถทำได้ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องการเลือกตั้งผู้ยกร่างโดยตรง แต่ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำร่าง ซึ่งถือเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ “พริษฐ์” จี้ “พรรคภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมองว่าหากพรรคภูมิใจไทยยังคงหลีกเลี่ยงหรือตีความคำวินิจฉัยเพื่อสกัดกั้นการเลือกตั้ง สสร. 100% ก็อาจมองได้ว่ามีธงไว้แล้วเพื่อจะผูกขาดการเมืองผ่านระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อระบอบประชาธิปไตย

  • การขับเคลื่อนให้ประชาชนเข้าชื่อให้ครบ 50,000 รายชื่อ
  • การผลักดันร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามฮั้วการเมืองผ่านการออกแบบกฎหมาย

ในมุมมองของพรรคประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ทุกพรรคการเมืองควรมาร่วมหารืออย่างเปิดเผยบนพื้นฐานของข้อมูลล่าสุด ไม่ใช่การปัดตกกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพียงเพราะต้องการคงอำนาจเดิมเอาไว้ การสร้างกติกาใหม่ที่ไร้การผูกขาดคือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยในอนาคต หากเรายังปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของการฮั้วกันในเงา ก็ยากที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” จี้ “พรรคภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

Scroll to top